รถยนต์ไฟฟ้ากำลังมา อีก 3 ปีโลกจะเปลี่ยนอย่างไร

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังมา อีก 3 ปีโลกจะเปลี่ยนอย่างไร
S! Hitech

สนับสนุนเนื้อหา

 สถาบันต่างๆ ออกมาคาดการณ์เทคโนโลยีใหม่ประจำปีในช่วงนี้กันมากมาย ผมนั่งสำรวจดูแล้วไม่มีอะไรใหม่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ถ้าบอกว่าเจ้าพวกเทคโนโลยีนี้จะได้มาใช้เต็มๆ และส่งผลกระทบกับคนบ้านๆ อย่างพวกเรา ก็ขอบอกเลยว่าเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมรถยนต์นี่แหละที่กำลังพลิกฟ้าคว่ำดินในอีกสามปีข้างหน้านี้

www.istockphoto.com

ผมไม่ได้ออกมาพยากรณ์ลอยๆ เพราะถ้าได้อ่านได้ดูในสื่อต่างๆ จะมีเนื้อหาในเรื่องที่ผมจะกล่าวมากมาย แบบว่าถ้าผมเอามายกอ้างก็เต็มพื้นที่ของผมเลยแหละครับ ดังนั้นบทความของผมนี้ไม่มีอะไรใหม่ แต่ผมใส่บทวิเคราะห์ส่วนตัวในส่วนของไอทีลงไปเพิ่มเท่านั้น

การคาดการณ์ของทุกสำนักในอุตสาหกรรมรถยนต์ในอีก 3 ปีข้างหน้าคือ รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจะเข้ามาเกือบจะทดแทนรถยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมัน และมันจะทดแทนไปเรื่อยๆ เหมือนกับที่เราเปลี่ยนมือถือธรรมดามาเป็นสมาร์ทโฟน ช่วงแรกอาจจะเปลี่ยนยากหน่อย แต่พอเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเลย ไม่กลับไปซื้อขายของเดิมๆ แล้ว นอกจากการซื้อเพื่อการสะสม

อุตสาหกรรมรถยนต์นั้นถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ เกี่ยวพันกับอุตสาหกรรมอื่นๆ มากมาย เริ่มตั้งแต่ถ้าเปลี่ยนแปลงการใช้น้ำมันลดลง โอเปคจะมีปัญหา ราคาน้ำมันจะไม่สามารถปลุกขึ้นมาระดับสูงได้อีกต่อไป แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราคาจะรูด และเศรษฐีเก่าทั้งหลายจะค่อยๆ จนลง อำนาจทางการเมืองจะลดลง โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว

ขั้วการเมืองจะเปลี่ยนไป มีสองส่วนคือ กลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบสำหรับทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งก็คือลิเธียม ตอนนี้ขั้วอำนาจเปลี่ยนไปเป็นสามประเทศในอเมริกาใต้ อย่าง อาร์เจนตินา ชิลี โบลีเวีย ซึ่งครอบครองทรัพยากรตัวนี้กว่า 50% รองลงมาคือออสเตรเลีย อีกตัวนึงคือ โคบอล ที่มีมากในสาธารณรัฐคองโก

โจทย์ตอนนี้คือ ใครพัฒนาแบทเทอรีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ดีมีคุณภาพที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะ และธุรกิจที่เกี่ยวกับแบทเทอรีรถยนต์จะตามมามากมาย เช่น ลีสซิ่ง หรือระบบเช่าซื้อ ระบบประกัน ระบบแลกเปลี่ยน ระบบตรวจสอบ ระบบชาร์จที่เร็วและดี ระบบการทำลาย และอื่นๆ อีกมากมาย บอกเลยว่าธุรกิจไทยอย่านิ่งเฉยนะครับ ศึกษาและพัฒนาดักทางกันไปก่อนเลย รับรองภายใน 3 ปีนี้ได้ใช้แน่นอน

 ผมแนะนำให้โรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ในเมืองไทย ต้องเตรียมตัวอย่างหนัก เพราะรถยนต์ไฟฟ้านั้นชิ้นส่วนจะลดลงเกือบ 70% ถ้ามาฝืนต่อสู้ใน red ocean โอกาสรอดจะยากมาก แล้วจะมาโอดครวญให้ภาครัฐหรือสังคมมาแบกกันภายหลังไม่ได้นะครับ เห็นๆ กันตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ วงการซอฟต์แวร์ ครับ เพราะรถไฟฟ้านอกจากจะเดินเครื่องด้วยระบบใหม่แล้ว ความสำคัญของระบบทั้งหมดมาจากซอฟต์แวร์ถึง 50% และมันจะสูงขึ้นเป็น 70-80% ในอนาคต ลองนึกภาพนะครับว่า รถยนต์มันก็เหมือนคอมพิวเตอร์ สเปกเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ มันเหมือนฮาร์ดแวร์ เสร็จแล้วต้องมีซอฟต์แวร์มาควบคุมการใช้งานทั้งหมด

เริ่มจากระบบปฏิบัติการ โลกกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านอีกครั้งว่าจะกลับไปเป็นระบบปิด ใช้ระบบของค่ายรถยนต์ของใครของมัน หรือจะเป็นระบบเปิด ทุกรายใช้เหมือนกันหมดแล้วไปสู้กันเรื่องแอปพลิเคชัน เหมือนอย่างต่อนนี้วงการทีวีดิจิทัล พวก OLED ทั้งหลายที่เป็นสมาร์ททีวี ก็กำลังเจออย่างนี้เช่นกัน

ผมขอคาดการณ์ว่าโอกาสที่แพลทฟอร์มของซอฟต์แวร์รถไฟฟ้าทั่วโลกน่าจะมุ่งมาทางแอนดรอยด์ เพราะผมมีความเชื่อว่า ระบบแผนที่ของกูเกิ้ลน่าจะถูกเลือกมาใส่ในรถยนต์เป็นตัวเลือกแรก ดังนั้นการทำให้มันทำงานเข้ากันได้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

ตรงนี้แหละครับที่เราจะได้เห็นเทคโนโลยียุคใหมเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์แบบต่างๆ ระบบบิ๊กดาต้า ระบบวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะ ระบบแชทบอท ระบบเอไอ ระบบแมชชีนเลิร์นนิ่ง ฯลฯ รวมถึงระบบใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็ว

สิ่งที่เราคาดหวังทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น การที่รถยนต์ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง การมีระบบเรดาร์ตรวจการทำให้รถยนต์จะไม่ชนกันอีกต่อไป และระบบประหยัดพลังงานมากมาย ระบบแผนที่ที่ฉลาด ระบบที่เราได้เห็นในโทรศัพท์มือถือทั้งหมดในตอนนี้จะถูกดัดแปลงไปเป็นแอพพลิเคชั่นในรถยนต์ ซอฟต์แวร์ที่เราจะเอ็กซเรย์รถยนต์ตัวเองได้ว่า ตัวไหนจะหมดอายุเมื่อไหร่อย่างไร เตือนกันได้ทุกวิถีทางเพื่อทำให้การบำรุงรักษา ระบบเช็คสต็อกอุปกรณ์ต่างๆ ระบบหาปั๊มเติมไฟฟ้าต่างๆ โอ้ยมากมายจริงๆ ไม่จบไม่สิ้น คนที่พัฒนาซอฟต์แวร์บ้านเราถ้าไม่กระโดดเข้ามาตรงนี้ก็บ้าแล้ว

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจะตามมาอีกมากมาย ระบบประกันภัยรถยนต์จะทำอย่างไรในเมื่อต่อไปมันจะไม่ชนกันแล้ว ระบบการขายรถยนต์จะไปต่ออย่างไรในเมื่อจะมีรถยนต์ให้เช่าแบบใหม่เหมือนเช่าจักรยานเกิดขึ้น เรายืมขับแล้วจอดที่ไหนก็ได้ ใช้เสร็จก็จะมีระบบจัดการคืนรถยนต์ให้เองอัตโนมัติ ระบบแท็กซี่จะทำอย่างไรต่อในเมื่อเราไม่ง้อคนขับ เราไม่ต้องซื้อรถยนต์ อย่าว่าแต่แท็กซี่ธรรมดาเลย บรรดา grab กับ uber ก็จะไม่รอดเอา

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่ จะมีกลุ่มคนกว่า 30% ของโลกถูก disrupt เราจะได้เห็นเศรษฐีหน้าใหม่ เราจะได้อ่านข่าวมีบริษัทยักษ์ใหญ่ในอดีตต้องล่มสลาย ผมก็หวังเพียงว่าวงการเทคโนโลยีของคนไทยจะมองออกและก้าวไปดักได้ถูกทั้งเทคโนโลยีและเวลา สู้ๆ ครับ

 

         

ติดตามSanook! Hitech

ครบเครื่องเรื่องมือถือ พร้อมอัปเดตทุกเทรนด์ไอที ที่คุณจะไม่พลาด