40 ปี Dragon Ball ผลิตเกมมาแล้วกี่ภาค เรามีคำตอบ

40 ปี Dragon Ball ผลิตเกมมาแล้วกี่ภาค เรามีคำตอบ

40 ปี Dragon Ball ผลิตเกมมาแล้วกี่ภาค เรามีคำตอบ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ถ้าพูดถึงมังงะ หรือ แอนนิเมะที่มีิอิทธิพลต่อคนในเวลานี้ ทั้งเต็กและผู้ใหญ่ ชื่อของ Dragon Ball เป็นอีกคนที่คิดถึงไม่แพ้การ์ตูนแบบไหน แต่ในโลกของเกมหลายคนอยากรู้ว่าในช่วงเวลาที่ Dragon Ball โลดแล่นอยู่บนโลกของเกมไม่น้อย Sanook Game จะมาเจาะลึกกันว่า 40 ปีของดราก้อนบอล มีเกมอะไรที่ใช้ชื่อนี้ตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน

เกม Dragon Ball มีกี่ภาคตั้งแต่แรก

เรื่องนี้เราอาจจะขอแบ่งเป็นยุคล่กันมาเริ่มกันเลย

batch_shenron_no_nazo_cover

ยุคบุกเบิก (1986-1990) การผจญภัยบนเครื่อง Famicom

จุดกำเนิดของตำนานเริ่มต้นขึ้นในปี 1986 กับ Dragon Ball: Shenlong no Nazo (หรือที่รู้จักในชื่อ Dragon Power ในฝั่งตะวันตก) บนเครื่อง Nintendo Famicom เกมในยุคนี้ยังไม่ได้เน้นไปที่การต่อสู้เป็นหลัก แต่เป็นแนวแอ็กชันผจญภัยที่พาผู้เล่นสวมบทบาทโกคูในวัยเด็ก ออกตามหาดราก้อนบอลและเผชิญหน้ากับกองทัพโบว์แดงตามเนื้อเรื่องต้นฉบับ รูปแบบการเล่นที่โดดเด่นคือมุมมองจากด้านบน (Top-down) และการต่อสู้แบบเรียลไทม์ที่เรียบง่าย ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญก่อนที่แนวเกมจะถูกพัฒนาไปสู่การต่อสู้ที่ซับซ้อนขึ้นในเวลาต่อมา

เกมในยุคนี้มักผสมผสานความเป็นแอ็กชันเข้ากับ RPG มีการ์ดเกมเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการต่อสู้บ้าง เช่นใน Dragon Ball Z: Kyōshū! Saiyan ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเนื้อเรื่องภาค Z เข้าสู่โลกวิดีโอเกม

batch_super_saiya_densetsu_co

ยุคทองของ 16-Bit (1991-1995) กำเนิดศึกต่อสู้สะท้านจักรวาล

การมาถึงของเครื่อง Super Famicom (SNES) และ Mega Drive ได้ปลดปล่อยศักยภาพของเกม Dragon Ball ไปอีกขั้น และได้ถือกำเนิดซีรีส์เกมต่อสู้ที่กลายเป็นตำนานอย่าง Dragon Ball Z: Super Butōden ในปี 1993 เกมนี้ได้ปฏิวัติวงการด้วยระบบการต่อสู้แบบ "Split-screen" ที่แบ่งหน้าจอเมื่อตัวละครอยู่ห่างกัน และเป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นสามารถปล่อยพลังคลื่นเต่าหรือพลังไม้ตายอื่นๆ สวนกันกลางอากาศได้ สิ่งนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่เกม Dragon Ball ในยุคต่อๆ มาต้องมี

ยุคนี้ถือเป็นยุคที่เกมต่อสู้ Dragon Ball ได้วางรากฐานที่มั่นคง มีการพัฒนาภาคต่อของซีรีส์ Super Butōden ออกมาอย่างต่อเนื่อง และยังมีเกมอย่าง Dragon Ball Z: Hyper Dimension ที่ได้รับการยกย่องว่ามีกราฟิกและอนิเมชันที่สวยงามที่สุดบนเครื่อง Super Famicom

batch_dragon_ball_z-_the_lege

ก้าวสู่ 3 มิติ (1996-2004) การทดลองและยุคทองบน PlayStation

เมื่อโลกของเกมก้าวเข้าสู่ยุค 3 มิติบนเครื่อง PlayStation และ Sega Saturn เกม Dragon Ball ก็ได้มีการปรับตัวครั้งสำคัญ Dragon Ball GT: Final Bout (1997) คือเกมแรกที่นำเสนอการต่อสู้ในรูปแบบ 3 มิติเต็มรูปแบบ แม้จะยังมีการควบคุมที่ค่อนข้างแข็งทื่อ แต่ก็เป็นก้าวแรกที่น่าจดจำ

อย่างไรก็ตาม ยุคทองที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นบนเครื่อง PlayStation 2 กับการมาถึงของซีรีส์ Dragon Ball Z: Budokai ในปี 2002 ซีรีส์นี้ได้ผสมผสานรูปแบบการต่อสู้ 2.5D เข้ากับกราฟิกแบบ Cel-shaded ที่ทำให้ตัวละครดูเหมือนหลุดออกมาจากอนิเมะ พร้อมด้วยโหมดเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ทำให้ซีรีส์ Budokai ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย

ต่อมาในปี 2005 ซีรีส์ Dragon Ball Z: Budokai Tenkaichi ก็ได้ยกระดับการต่อสู้ไปอีกขั้น ด้วยการนำเสนอสนามต่อสู้ 3 มิติที่กว้างใหญ่และอิสระ ผู้เล่นสามารถบินไล่ล่า ปล่อยพลังโจมตีจากระยะไกล และทำลายสภาพแวดล้อมได้อย่างสมจริง ทำให้ซีรีส์นี้กลายเป็นที่รักของแฟนๆ ทั่วโลกและเป็นมาตรฐานใหม่ของเกม Dragon Ball มาอย่างยาวนาน

ยุคออนไลน์และ HD (2007-2016) การเชื่อมต่อข้ามจักรวาล

ในยุคของ PlayStation 3 และ Xbox 360 เกม Dragon Ball ได้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนากราฟิกระดับ HD และการเล่นแบบออนไลน์เป็นหลัก เกมอย่าง Burst Limit และ Raging Blast ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของซีรีส์ Budokai Tenkaichi ด้วยกราฟิกที่สวยงามขึ้น

แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือการถือกำเนิดของซีรีส์ Dragon Ball Xenoverse ในปี 2015 ที่นำเสนอแนวคิดใหม่โดยให้ผู้เล่นสร้างตัวละครของตัวเอง (Avatar) เพื่อเข้าร่วมเป็นหน่วยลาดตระเวนแห่งกาลเวลา (Time Patrol) และย้อนกลับไปแก้ไขประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนของ Dragon Ball การผสมผสานระหว่างเกมต่อสู้, RPG และการเล่นออนไลน์ ทำให้ Xenoverse ประสบความสำเร็จอย่างสูงและมีภาคต่อตามออกมา

batch_gekishin_squadra

ยุคปัจจุบัน (2017-ปัจจุบัน) ความหลากหลายและ E-Sports

ปัจจุบัน เกม Dragon Ball มีความหลากหลายมากกว่าที่เคยเป็นมา Dragon Ball FighterZ (2018) ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการเกมต่อสู้และ E-Sports ด้วยระบบการต่อสู้แบบ 2.5D Tag-team 3v3 ที่รวดเร็วและลึกซึ้ง พร้อมด้วยกราฟิกที่ถอดแบบมาจากอนิเมะได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้เกมนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลและมีการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ทั่วโลก

ในขณะเดียวกัน Dragon Ball Z: Kakarot (2020) ก็ได้ตอบสนองความต้องการของแฟนๆ ที่อยากสัมผัสประสบการณ์แบบ Action RPG อย่างเต็มรูปแบบ ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทโกคูและตัวละครหลักอื่นๆ เพื่อดำเนินเรื่องราวของภาค Z ตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมกิจกรรมต่างๆ ในโลกที่กว้างใหญ่

นอกจากนี้ ตลาดเกมมือถือก็เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่สำคัญ ด้วยเกมอย่าง Dragon Ball Z: Dokkan Battle และ Dragon Ball Legends ที่สร้างรายได้มหาศาลและมีฐานผู้เล่นที่เหนียวแน่นทั่วโลก

และล่าสุดกับการประกาศเปิดตัว Dragon Ball: Sparking! ZERO ที่แฟนๆ ทั่วโลกรอคอย ถือเป็นการกลับมาของซีรีส์ในตำนานอย่าง Budokai Tenkaichi ในยุคใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 4 ทศวรรษ แต่พลังของ Dragon Ball ในโลกวิดีโอเกมนั้นยังคงร้อนแรงและพร้อมที่จะสร้างตำนานบทใหม่ต่อไป 

เรียกว่าออกมาเยอะมากจนจำไม่หมด ใครที่ทันยุคไหนลองมาแชร์กันนะครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล