เมื่อลูกน้อยทำคะแนนสอบได้ไม่ดี


คะแนนสอบกับลูกวัยอนุบาล สำคัญมากขนาดไหน คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อผลการสอบของลูกส่งมาถึงมือ
หากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่ปลื้มเมื่อลูกได้คะแนนน้อย ควรจัดการกับอารมณ์ของตนเองก่อน เพราะถ้าคุณพ่อคุณแม่เครียดหรือดุลูก จะทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกกดดันและเกิดความเครียดตามไปด้วย
สาเหตุที่ทำให้ลูกได้คะแนนน้อยนั้น อาจเพราะลูกไม่พร้อมในบางเรื่อง เช่น สมาธิสั้น ขาดความพยายามหรือแรงจูงใจ มีปัญหาด้านการอ่าน การเขียน หรืออาจเป็นเพราะลูกยังไม่ได้สนใจเรื่องการอ่านเขียนอย่างเต็มที่ ซึ่งก็ถือว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเด็กวัยนี้ค่ะ
คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจว่า การเรียนอนุบาล เป็นแค่การเตรียมความพร้อมที่จะช่วยให้ลูกอยากเรียนรู้ อยากอ่าน อยากเขียน อยากไปโรงเรียน อยากไปเล่นกับเพื่อนเท่านั้น และคะแนนเรียนก็เป็นแค่ตัววัดความสามารถทางด้านการอ่านและการเขียนเท่านั้น
ดังนั้น การที่ลูกทำคะแนนได้น้อยหรือไม่ถึงเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด จึงไม่สามารถบอกได้ว่าลูกไม่เก่งหรือไม่ดีนะคะ คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ผูกความเก่งของลูกด้วยคะแนนเรียน และหากลูกทำคะแนนได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่คุณพ่อคุณแม่หวัง ก็ต้องกลับมาคิดและหาวิธีแก้ไขให้ดีขึ้นจะดีกว่า
คะแนนไม่ใช่เรื่องแรกที่ต้องคิด
วัยอนุบาลเป็นวัยของการเรียนแบบ และมองสิ่งแวดล้อมเป็นหนัก หากคุณพ่อคุณแม่และคุณครู ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ทำให้ลูกน้อยรู้สึกเครียดเรื่องการเรียนตั้งแต่แรก ก็จะส่งผลทั้งปัจจุบันและอนาคต
เด็กอนุบาลบางคนเรียนได้ 90% แต่ก็ยังเครียด เพราะยังเขียนไม่ตรงตามเส้นประ ทั้งๆ ที่เรียนได้ที่ 1 แต่ก็ยังรู้สึกผิดหวังและเครียด เรื่องการเรียนสามารถก่อปัญหาสุขภาพจิตให้เด็กได้ ตั้งแต่อนุบาล 2-3 และต่อเนื่องไปจนถึง ป.1-ป.6 เลยทีเดียว โดยจากการศึกษาวิจัยเรื่องปัญหาสุขภาพจิตของเด็กไทย พบว่า อารมณ์ซึมเศร้าของเด็กไทย มีความสัมพันธ์กับเรื่องของผลการเรียนต่ำ
ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจปัญหาการเรียนของลูก แต่กลับตั้งความคาดหวังไว้มาก เอาความคาดหวังนั้นไปผูกว่าลูกจะเก่งหรือไม่เก่งขึ้นอยู่กับคะแนน แล้วก็ไปกดดันลูกน้อย จะทำให้เขามีปัญหาสุขภาพจิตได้
คะแนนเรียนเป็นแค่จุดเริ่มต้นที่บอกได้ว่า ลูกจะชอบเรียนทางไหน แต่ไม่ใช่ความสำเร็จทั้งหมดของเขาค่ะ เพราะความสำเร็จของลูกน้อย หรือคนๆ หนึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเรียนเก่งอย่างเดียว แต่ต้องเป็นความเก่งในทุก ๆ ด้าน เช่น มีความเพียรพยายาม สามารถปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ เล่นกับคนอื่นเป็น รู้จักช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่ ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นความเก่งและความภูมิใจของเขาได้ทั้งหมด
นอกจากไม่ควรดุหรือกดดันลูกด้วยความคาดหวังเรื่องคะแนนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจลูก พร้อมกับตั้งเป้าหมายว่าจะฝึกฝนหรือช่วยให้เขา ทำได้ดีขึ้นอย่างไรในอนาคต แต่ในวัยอนุบาลได้เท่าไรก็เท่านั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องมองลูกในแง่ดี พยายามสร้างความมั่นใจให้ลูกว่าต่อไปเขาก็จะทำได้ แต่ต้องฝึกฝนมากขึ้นค่ะ
วิธีส่งเสริมให้ลูกทำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นทั้งเรื่องการเรียนและเรื่องอื่นๆ คือ ชม เชียร์ และให้กำลังใจ เช่น บอกลูกว่า "หนูได้คะแนนน้อยก็ไม่เป็นไร เพราะหนูก็เขียนได้เยอะ เขียนได้ถูกหมด แต่อาจจะเขียนไม่ตรง ไม่เป็นระเบียบก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวโตขึ้นหนูก็เขียนได้ดีเอง แต่หนูก็ต้องฝึกฝน ต้องพยายามมากขึ้นหน่อย" แล้วชมในเรื่องอื่นๆ ที่ลูกทำได้ดี เช่น "ความจริงหนูก็ยังเก่งเรื่องอื่นๆ เช่น วาดรูปเก่ง เรื่องอื่นหนูก็ค่อยๆ ฝึกไป เดี๋ยวหนูก็ทำได้ดีเอง" เป็นต้น
เด็กที่เรียนเก่งมากแต่กลับมีปัญหาสุขภาพจิตตั้งแต่เรียนอนุบาล ประถมฯ จนกระทั่งเป็นวัยรุ่น สาเหตุหนึ่งเนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ฝึกทักษะด้านอื่นๆ ให้ลูกค่ะ บางบ้านถึงขนาดไม่ให้ลูกทำอะไรเลย เน้นให้เรียนอย่างเดียว
วิธีนี้นอกจากทำให้ลูกขาดทักษะทางด้านอื่นๆ แล้ว ยังทำให้ลูกน้อยขาดแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ เมื่อเจออุปสรรคก็ไม่ฟันฝ่า แม้เป็นอุปสรรคเพียงเล็กน้อยก็ท้อถอย แต่คุณพ่อคุณแม่กลับคาดหวังว่าลูกจะสามารถทำได้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยฝึกฝนลูกน้อยเลย ทำให้ลูกรู้สึกกดดันและเครียดจนเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้ค่ะ
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องวางแผนฝึกฝนลูกทุกด้าน ไม่ใช่เน้นเรื่องการเรียนเพียงอย่างเดียว
การแสดงออกถึงความเครียด และความวิตกกังวลของลูกวัยอนุบาลมีหลายอย่างค่ะ เป็นพฤติกรรมที่เขาควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ เช่น กัดเล็บ ปัสสาวะรดที่นอน กลั้นปัสสาวะ-อุจจาระไม่ค่อยอยู่ เขียนหนังสือแล้วก็ลบ เขียนแล้วก็ลบจนกระดาษขาด เล่นแรงขึ้น แกล้งคนอื่น ร้องไห้ง่าย มีพฤติกรรมเด็กกว่าวัย ขยิบตา ขยับไหล่อยู่เสมอ เป็นต้น
นอกจากนั้น การที่เด็กถูกดุ ถูกตี ในเรื่องที่เขายังทำบางอย่างไม่ได้ หรือยังทำได้ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน หรือเรื่องอื่นๆ ล้วนแต่ทำให้เขาเครียดเพราะถูกกดดัน จนกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตได้ ธรรมชาติของลูกวัยอนุบาล คือได้เรียนรู้จากการเล่น การสังเกต และจากการได้ลงมือทำกิจกรรมต่างๆ คะแนนมากหรือน้อยคงไม่สำคัญเท่าการที่ลูกได้เรียนรู้อย่างมีความสุขและเหมาะสมตามวัยแน่ๆ
ที่มา "การศึกษาวันนี้"
ผู้เขียน : ภรณ์
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



