เรื่องเล่าดีๆของสื่อญี่ปุ่น

เรื่องเล่าดีๆของสื่อญี่ปุ่น

เรื่องเล่าดีๆของสื่อญี่ปุ่น
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

"ก็ถ้านำเสนอภาพคนตายน่ากลัว หรือมามัวคร่ำครวญแบบนั้นแล้วมันได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้างล่ะ หดหู่ น่ากลัว เห็นคนตาย หรือซากศพ เกิดภาพติดตานำไปฝันร้าย ไม่ให้เกียรติผู้ตาย ทำลายจิตใจผู้สูญเสียซ้ำลงไปอีก พอเห็นภาพคนตายบ่อยๆ ก็ชิน ทำให้จิตใจหยาบกระด้าง ไม่เห็นมีอะไรสร้างสรรค์สักอย่าง นอกจากอารมณ์ปลงสังเวช "

เป็นคำตอบที่ นภารวี (สืบสุข) นาคากาวะ คนไทยที่อยู่ในญี่ปุ่นได้รับจากคนญี่ปุ่นใกล้ตัว เกี่ยวกับการนำเสนอข่าวและภาพข่าวโทรทัศน์เหตุการณ์แผ่นดินไหว ตามด้วยสึนามิ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดซ้ำล่าสุด ว่าเพราะอะไรจึงไม่ปรากฎภาพผู้คนร้องไห้ฟูมฟาย ภาพการขุดคุ้ยหาศพของเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย หรือภาพศพหรือคนตายทางสื่อเลยแม้แต่น้อย

นภารวี เป็นบัณฑิตปริญญาตรีและโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ สาขาโฆษณา เคยผ่านงานด้านอินเตอร์เน็ตและกราฟฟิกดีไซน์ และงานนิตยสาร เป็นบรรณาธิการนิตยสาร HealthToday กว่า 8 ปี ปัจจุบันเธอลาออกจากงานประจำ ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นเกือบปีแล้ว

ช่วงที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา สถานการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่นี้ทำให้ต้องติดตามข่าวสารและรายการทางโทรทัศน์ของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด และเนื่องจากศึกษาด้านสื่อสารมวลชนในไทยมา จึงเปรียบเทียบและสังเกตเห็นอะไรหลายๆอย่าง

การนำเสนอข่าวของสื่อโทรทัศน์ญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมอย่างเคร่งครัด เป็นสิ่งที่เธอพบและอยากแลกเปลี่ยนกับคนไทย คือ ภาพข่าวโทรทัศน์ของญี่ปุ่นทุกช่องจะไม่เคยถ่ายให้เห็นภาพคนตาย คนบาดเจ็บ อาวุธ หรือภาพที่น่าหวาดเสียวใดๆ แตกต่างจากการนำเสนอข่าวของไทย

อย่างเหตุการณ์ภัยพิบัติล่าสุดนี้ นภารวี บอกว่า ในช่วง 2 วันแรก ฟรีทีวีทุกช่อง รวมทั้งช่องโทรทัศน์แห่งชาติอย่าง NHK พร้อมใจกันนำเสนอภาพข่าวเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ภาพที่ผู้ชมได้เห็นซ้ำไปซ้ำมาสลับกับการรายงานข่าวในสถานี จะเป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่เกิดแผ่นดินไหว คลื่นซัดน้ำเข้าฝั่งทำลายบ้านเรือนพังทลาย ซากกองไม้ที่ปรักหักพังต่างๆ และคนที่หนีพ้นมายืนอยู่บนที่สูง หลังจากนั้นก็เป็นสภาพในศูนย์อพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัย การแบ่งปันที่นอน การแบ่งปันอาหารน้ำดื่ม และสัมภาษณ์ผู้ประสบภัยที่สูญเสียบ้านและทรัพย์สิน

"โดยข่าวจะตัดมาเพียงประโยคสั้นๆ ที่แม้ผู้พูดจะเศร้าน้ำตานองหน้า แต่ก็กล่าวอย่างสุภาพ ไม่แสดงอารมณ์ฟูมฟายโวยวาย และที่สำคัญที่สุด มีเพียงแต่คำบรรยายจากผู้ประกาศข่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างเร่งด่วนที่นั่นที่นี่ มียอดผู้เสียชีวิตจำนวนเท่าใดบ้าง เพียงแค่นั้นก็สื่อสารได้ใจความครบถ้วนที่จำเป็นแล้ว เหตุการณ์นี้อดทำให้ฉันหวนนึกไปถึงช่วงที่เกิดเหตุสึนามิในประเทศไทย ตลอดสัปดาห์อันเลวร้ายนั้น ต้องดูภาพศพผู้เสียชีวิตที่นอนเกลื่อนชายหาด ศพที่ซ้อนทับๆ กันเป็นภูเขาเป็นซากเน่า แบบไม่ให้เกียรติกับผู้ตายเลยแม้แต่น้อย แม้จะมีการเบลอบ้างแต่ก็ยังเห็นภาพอุจาดตาน่าสังเวชใจ พร้อมกับเสียงคนร้องไห้คร่ำครวญ"

ส่วนในวันที่ 2 และวันที่ 3 ของเหตุการณ์ มีข่าวใหญ่เป็นผลต่อเนื่องจากเหตุสึนามิ นั่นคือ ความร้อนและการระเบิดของอาคารเตาปฏิกรณ์ปรมาณูในโรงไฟฟ้าพลังปรมาณูที่ฟูคุชิมะ เธอบอกว่า โทรทัศน์เกือบทุกช่องนำเสนอรายการเพื่ออธิบายการทำงานของโรงไฟฟ้าเพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายที่สุด โดยการทำเป็นภาพวาดประกอบ เชิญผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์สลับกับการแถลงข่าวจากผู้แทนรัฐบาล แล้วก็วิเคราะห์ข่าวที่แถลงนั้นอีกที

มีการประกาศแผนที่ประชาชนต้องพึงปฏิบัติในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ รวมทั้งการแถลงแนวทางแก้ไขปัญหาในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง มาตรการประหยัดไฟฟ้าและพลังงานต่างๆ สลับกับการเสนอภาพความร่วมมือด้วยดีของประชาชนที่พากันเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบเพื่อซื้ออาหาร ตุนน้ำดื่ม หรือรอโทรศัพท์ เป็นต้น

และจนล่วงเข้าวันที่ 4 ที่หลายคนเริ่มปรับสภาพใจให้ชิน ยอมรับกับเหตุการณ์ได้บ้างแล้วนั่นแหละ ภาพข่าวจึงค่อยเปลี่ยนโทนมาเสนอเป็นภาพจากคลิปวิดีโอที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือของผู้ประสบภัยบ้าง ได้ยินเสียงผู้คนตื่นเต้นตกใจกับคลื่นที่พัดผ่านหมู่บ้าน เสียงสะอื้นไห้ของคน ทั้งที่พลัดพรากจากญาติมิตรและที่ดีใจที่ได้เจอกัน

"สื่อมวลชนญี่ปุ่นเคร่งครัดในจริยธรรมการนำเสนอข่าวและเข้าใจหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างดี น่านับถือมาก การเลือกนำเสนอภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยผ่านการไตร่ตรอง ไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง แต่เลือกเน้นหนักในข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนที่ตระหนกตกใจกับเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถเรียกสติกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว และหันมามองการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป"

"ข่าวสารที่นำเสนอของญี่ปุ่นจะเน้นว่า ไม่มัวเสียเวลานั่งฟูมฟายร้องไห้กับความสูญเสียที่เรียกคืนไม่ได้ แต่ลุกขึ้นสู้กับปัญหาด้วยปัญญา ทั้งยังปลูกฝังแนวคิดให้ความร่วมมือกับส่วนรวมมากที่สุดเท่าที่แต่ละคนจะทำได้ ไม่ทำตัวเองให้เป็นปัญหากับคนอื่น และเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกันแม้ในยามวิกฤตสุดยอด เป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง"

และในช่วงเวลาลำบากของคนญี่ปุ่นแบบนี้ เธอบอกด้วยว่า แม้ว่าสถานีโทรทัศน์ต่างๆ จะนำรายการต่างๆ กลับมาฉายตามปกติสลับกับการรายงานข่าว ไม่ได้มีแต่ข่าวทั้งวันทัังคืนทุกช่องแล้ว รายการแต่ละรายการจะถูกดูแลไม่ให้มีเนื้อหาที่ขัดกับมารยาทสังคม รายการไร้สาระหรือเพลิดเพลินเกินเหตุจะถูกพิจารณาเลื่อนไปก่อน หากเป็นรายการตลกก็จะมีการออกมาแสดงความเสียใจและขออนุญาตให้ความบันเทิงกับประชาชน

"ถึงนาทีนี้แล้วคงสะท้อนให้เห็นชัดเจนล่ะว่า สื่อมวลชนที่มีคุณภาพสามารถชี้นำสังคมให้ดำเนินไปในทางที่ดีได้จริงๆ" นภารวีย้ำ

ด้านสุรชา บุญเปี่ยม อดีตผู้สื่อข่าวช่อง 9 อสมท เจ้าของรางวัลผู้รายงานข่าวดีเด่นโทรทัศน์ทองคำ ปี2548 จากข่าว "คลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งอันดามัน" กล่าวว่า การนำเสนอภาพข่าวเหตุการณ์สึนามิที่พังงาขณะนั้น เสนอภาพกว้างเป็นหลัก แต่จำเป็นต้องมีภาพผู้เสียชีวิตจำนวนมากในช่วงวันสองวันแรก เพราะประเทศไทยไม่เคยเกิด สึนามิ ไม่มีใครทราบว่าส่งผลกระทบรุนแรงแค่ไหน ขณะที่ญี่ปุ่นนั้นเคยเกิดสึนามิมาแล้ว

"ยังไม่มีใครรู้ว่า สึนามิ คืออะไร ถ้าไม่มีภาพแบบแรงๆหนักๆเลย ก็สื่อความหมายไม่ชัดเจน จำเป็นต้องเข้าไปเก็บภาพความเสียหายหลังเหตุการณ์ ทำให้ต้องมีภาพคนตายมากๆในวันสองวันแรก แล้วก็เลิก เพราะรู้ว่ามันอุจาด"

สุรชา บอกด้วยว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับสื่อโทรทัศน์ญี่ปุ่นที่เคร่งครัดเรื่องจริยธรรมในการนำเสนอข่าวและภาพข่าว แต่ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมการรายงานข่าว และผู้ชมแต่ละประเทศแตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้ชมข่าวในไทยส่วนใหญ่คุ้นชินและนิยมการนำเสนอข่าวแบบลงถึงพื้นที่ ต้องเห็นภาพความเสียหายและผู้ประสบภัยจริงๆ

"สื่อโทรทัศน์ไทยรายงานข่าว-ภาพให้เห็นกันจะจะ ไม่มีใครวิพากษณ์วิจารณ์ก็คงทึกทักเอาเองว่ารายงานดีแล้ว เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน เพราะคนไทยคุ้นเคยกับการดูทีวีไทยแบบไทยๆที่เคยเห็น คุณภาพของนักข่าววัดกันตรงจริยธรรมอย่างเดียวก็คงไม่ได้เหมือนกัน จริยธรรมในสังคมหนึ่งกับอีกสังคมหนึ่งก็มีมาตรฐานต่างกัน"

เขาเห็นว่า องค์กรสื่อมวลชนโทรทัศน์ไทยน่าจะนำประเด็นนี้มาเสวนาร่วมกับ นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง โดยเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานข่าวและสื่อมวลชนผู้ปฏิบัติงานในประเทศ

ทั้งนภารวี และ สุรชา หวังว่า สิ่งที่ได้ตั้งข้อสังเกตและแลกเปลี่ยนถึงการนำเสนอข่าวเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ของสื่อโทรทัศน์ญี่ปุ่น จะเป็นประโยชน์ไม่น้อย และอยากให้สื่อมวลชนของไทยปัจจุบันหันกลับมาทบทวนตัวเองด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก บันทึกของนภารวี (สืบสุข) นาคากาวะ

ชวิดา วาทินชัย / รายงาน

กด Like เพื่อติดตามเรื่องเด็ดๆ โดนๆ จากทีมงาน Sanook! Campus

อัลบั้มภาพ 5 ภาพ

อัลบั้มภาพ 5 ภาพ ของ เรื่องเล่าดีๆของสื่อญี่ปุ่น

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล