ความลับของความหวาน

ความลับของความหวาน

ความลับของความหวาน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

โดยธรรมชาตินั้น มนุษย์เราชื่นชอบความหวาน แต่การบริโภครสชาติหวานที่มากเกินไปและอย่างต่อเนื่องก็ทำให้สถานการณ์ก้าวเลย จากความชื่นชอบ เป็น "การติด" ได้ แต่สภาพการณ์นี้ยังไม่ได้รับการตระหนักว่าเป็นปัญหา ในทางตรงกันข้าม ค่านิยมและแผนการตลาดของสินค้าอาหารจำนวนมากกลับส่งเสริมการบริโภคน้ำตาลมากยิ่งขึ้น

ไม่เสพติดแต่ติด

แม้จริงๆ แล้วน้ำตาลไม่ใช่สารเสพย์ติด แต่การวิจัยก็พบว่า สมองของคนที่กินหวานจนชินจะมีการตอบสนองต่อน้ำตาลด้วยการหลั่งสาร obioids ออกมา ทำให้เกิดความพึงพอใจและความอยากกินหวาน นักวิทยาศาสตร์เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะการพึ่งพาน้ำตาล (sugar dependency) หรืออาจเรียกว่าเป็นการ "ติดหวาน" นั่นเอง

การติดหวานนับเป็นมูลเหตุสำคัญของการบริโภคน้ำตาลเพิ่มมากขึ้น และเมื่อถึงขั้นติดเสียแล้วก็ย่อมยากที่จะเลิกหรือลดการกินหวานลง และหากทำเช่นนั้นอย่างกะทันหันก็จะเกิดความโหยขึ้นได้

สรุปง่ายๆ ก็คือ การกินหวานทำให้ติดหวาน และเมื่อติดหวานแล้วก็ยิ่งกินหวานมากขึ้น อันเป็นวังวนที่ไม่แต่กต่างจากการเสพย์ติด ซ้ำร้ายอาจมาอานุภาพรุนแรงยิ่งกว่า ด้วยเหตุที่การติดหวานนั้นยังไม่เป็นที่ตระหนักว่าเป็นปัญหา ตรงกันข้ามกลับมีค่านิยมในสังคม และปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมให้การบริโภคอาหารหวานกลายเป็นเรื่องปกติหรือกระทั่งเป็นเรื่องที่สมควรและจำเป็น

ความหวานที่แสนดี

อานุภาพของความหวานนั้นมีพื้นฐานมาจากรสชาติอันเย้ายวนและรื่นรมย์ ความหวานจึงเป็นที่รัก เป็นที่ปรารถนาโดยธรรมชาติ ดังจะเห็นได้ชัดเจนว่า เราเติมรสหวานกันก็เพื่อความอร่อย และเราก็ติดหวานกันอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ สังคมโดยทั่วไปยังให้คุณค่าแก่ความหวานในฐานะที่เป็นรสนิยมวิไล เป็นสื่อกลางหรือตัวแทนแห่งความรัก ความสุข และ รางวัลแห่งชีวิต ของหวานกับวาระพิเศษต่างๆ จึงเป็นของคู่กันไม่ส่าจะเป็นคุกกี้ ช็อกโกแลต ฯลฯ หรือทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง จ่ามงกุฏ ฯลฯ ก็ล้วนแต่มีที่ทางที่สำคัญในโอกาสแห่งความสุข และในพิธีการที่มีความหมายของชีวิต

ความเชื่อและระบบคุณค่าที่มีอยู่นี้ขัดแย้งโดยตรงกับข้อเท็จจริงที่ว่า ความหวานและน้ำตาลคือตัวปัญหา จึงไม่ใช้เรื่องง่ายนักที่จะมีการยอมรับ หรือปรับเปลี่ยนทัศนะ

ความหวานกับการค้า

นอกเหนือจากสาเหตุที่มาจากตัวบุคคลเองและค่านิยมของสังคมแล้ว ภายใต้ความทันสมัยและความเป็นสังคมอุตสาหกรรม ยิ่งทำให้การบริโภคหวานแพร่หลายอย่างยิ่ง เพราะมีการใช้น้ำตาลจำนวนมหาศาลในการผลิตอาหาร เครื่องดื่ม รวมทั้งยา ทั้งนี้ด้วยวัตถุปดระสงค์หลายประการ ทั้งเพื่อเพิ่มรสชาติ สร้างความอร่อย เพื่อเพิ่มสีสันให้เย้ายวนใจ เพื่อการถนอมอาหาร รักษา ความชื้นและป้องกันการเน่าเสีย เพื่อเป็นตัวทำละลาย ตลอดจนเพื่อเพิ่มเนื้ออาหารบางชนิดด้วย โดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋อง และผักกระป๋อง
ผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้จึงมีส่วนส่งเสริมการบริโภคน้ำตาลโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น การตลาดของอุตสาหกรรมอาหารจำนวนมากยังมีส่วนสำคัญในการตอกย้ำค่านิยมการบริโภคน้ำตาล ด้วยการสร้างทัศนะบวกให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก ดังจะเห็นได้ว่า มีอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลสูง หลายประเภทถูกตั้งค่าให้เป็นอาหารแห่งยุคสมัย และเป็น "รางวัล" สำหรับการทำงานหนักหรือความสำเร็จที่เกิดขึ้น

แหล่งข้อมูล : เอกสารเผยแพร่ เครือข่าย "เด็กไทยไม่กินหวาน"

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักโภชนาการ

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล