ย้อนมองตำนานเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

ย้อนมองตำนานเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

ย้อนมองตำนานเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทุกสิ่งย่อมมีจุดเริ่ม เช่นเดียวกับตำนานเชียร์ลีดเดอร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย ซึ่งเป็นต้นแบบของท่านำเชียร์ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งเชียร์ลีดเดอร์ในระดับอุดมศึกษาและมัธยมศึกษาในประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่ง คุณบุญเกษม เสริมวัฒนากุล หรือ พี่เจ็ง ผู้บุกเบิกเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯยุคใหม่ได้ถ่ายทอดประวัติความเป็นมาของตำนานนี้ในระหว่างรอผลการคัดเลือกเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ รุ่นที่ 64 เมื่อวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงงานฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ซึ่งในวันที่ 19 มกราคม 2551 จะเป็นครั้งที่ 64 แล้วที่ทั้ง 2 สถาบันได้ร่วมกันจัดมา นับได้ว่าเป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่เป็นรูปธรรมในการสืบสานสามัคคีของนิสิตนักศึกษาและศิษย์เก่าของทั้งสองสถาบันมาจนกระทั่งปัจจุบันนิสิตนักศึกษาหลายต่อหลายคน หลายต่อหลายรุ่นต่างก็เติบโตกล้าแกร่งเป็นคนทำงานที่มีคุณภาพอันเป็นผลมาจากการร่วมกิจกรรมนี้นั้นเอง และเมื่อพูดถึงงานฟุตบอลประเพณี เราอาจจะนึกถึงภาพการแข่งขันฟุตบอล การแปรอักษร การร้องเพลงเชียร์ และขบวนพาเหรดต่างๆซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบของงาน

หากเราจะไม่กล่าวถึง เชียร์ลีดเดอร์ ก็อาจจะทำไม่ครบถ้วนกระบวนความ หลายคนจึงอาจจะอยากทราบประวัติความเป็นมา ประเพณี ลีลาท่าทางและที่สำคัญคือ การแสดงความสามารถในการสร้างสรรค์ โดยในยุคแรกๆนั้นยังไม่มีเชียร์ลีดเดอร์เช่นปัจจุบัน ส่วนใหญ่ตัวประธานเชียร์หรือกลุ่มผู้นำเชียร์ที่คอยให้จังหวะปรบมือแก่กองเชียร์ จนกระทั่งถึงการแข่งขันฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งที่ 36 - 40 นับเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเชียร์ของเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ เข้าสู่ยุคใหม่ โดย คุณ บุญเกษม เสริมวัฒนากุล หรือ พี่เจ็ง ได้เริ่มพัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งมีการปรับทั้งในเรื่องของท่าทาง ท่าเดินเต้นให้เป็นการยืนเพื่อความสง่างาม ประดิษฐ์ท่าทางของเพลงต่างๆใหม่เกือบหมด โดยแบ่งเพลงออกเป็น 2 ประเภท คือ เพลงเร็วจะเน้นจังหวะและความทะมัดทะแมงแต่ยังคงยึดท่าเดิมเป็นหลัก เพียงแต่ปรับลีลาให้พร้อมกันมากขึ้น

 

 

 

จุดเปลี่ยนที่เห็นชัดเจนก็คือ การเหยียดแขนให้ตรง ส่วนเพลงช้าจะเน้นลีลาความสวยงาม เพลงสำคัญที่ประดิษฐ์ท่าเต้นขึ้นใหม่ คือ อุทยานจามจุรี จามจุรีประดับใจ และมหาจุฬาลงกรณ์ โดยจะเน้นลีลาท่าทางที่สื่อความหมาย โดยคุณเจ็งได้อาศัยพื้นฐานความรู้ทางด้านนาฏศิลป์ไทย บัลเล่ต์ โมเดิร์นด๊านซ์ และตำรวจจราจร มาประยุกต์รวมกัน อาทิ ท่าพระเกี้ยว ท่าเลข 5 ท่าเลข 9 และท่าต้นจามจุรีเป็นต้น จากนั้นก็เริ่มคิดท่าให้กับเพลงยูงทองและเดิมมธ. โดยยึดหลักการอยู่สำคัญของการนำเชียร์ในรูปแบบเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ อยู่ 5 ประการนั่นคือ 1.การให้จังหวะ เพื่อให้กองเชียร์ได้ร้องเพลงอย่างพร้อมเพรียงกัน เปรียบประหนึ่งดั่งผู้ควบคุมวงดนตรี (Conductor) 2.การควบคุมกองเชียร์ ซึ่งเชียร์ลีดเดอร์จะต้องมีความสามัคคี เต้นพร้อมเพียงเพื่อนำกองเชียร์จำนวนหลายพันให้ร้องเพลงไปพร้อมๆกัน 3.ความสวยงาม นั่นคือผู้นำเชียร์จะต้องมีความกล้าแสดงออก และมีบุคลิกภาพเป็นผู้นำ พร้อมทั้งมีความสามารถในการเต้นท่าทางต่างๆ แต่ในซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะคัดเลือกจากหน้าตาเพียงอย่างเดียวเพราะแต่ทั้งนี้จะเป็นองค์ประกอบรวมจากความสามารถในามสนใจจากกองเชียร์เป็นหลัก 4. ความพร้อมเพรียง ในที่นี้หมายถึงความพร้อมเพรียงในการเต้นของทีมเชียร์ลีดเดอร์ ดังนั้นจึงเป็นประเพณีปฏิบัติมาอย่างยาวนานในเรื่องความเข้มงวดกวดขันในการซ้อมอย่างหนักของทีมเชียร์ลีดเดอร์ของทั้งสองสถาบัน คือจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ที่จะต้องฝึกซ้อมกันอย่างน้อย 4 เดือน ตั้งแต่ประมาณ 16.30 น. หลังเลิกเรียน ไปจนดึกดื่นค่อนคืน จนบางครั้งก็ล่วงเลยเวลาสองยาม จนมีการแซว ทุกๆ ปีว่า ถ้าขาดนักบอล ก็ให้ส่งลีดเดอร์ลงไปเล่นแทนได้ และสุดท้ายคือ รูปแบบในการนำเสนอ เป็นสิ่งที่ต่างรุ่นต่างปี ก็จะมีรูปแบบในการนำเสนอที่ต่างกัน ทั้งในเรื่องการแต่งกาย การแต่งหน้าทำผม จำนวนเชียร์ลีดเดอร์ การแปรรูปขบวน และการนำเสนอมุขเด็ดต่างๆ แต่ทั้งนั้นก็ยังคงอยู่บนท่าเต้นมาตรฐานที่ถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น สำหรับน้องใหม่ของเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ ในปีนี้ (รุ่นที่ 64) อย่าง เอ๊ย- ปัณชลิตา จันทรากุล นิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีชั้นปีที่ 3 มองตัวตนของเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ ไม่ต่างไปจากพี่เจ็งเท่าไรนักคือ ในความเห็นของเอ๊ย เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯคือผู้นำกองเชียร์ มีหน้าที่หลักคือนำกองเชียร์เพื่อให้กำลังนักกีฬา นอกจากนั้นยังต้องเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยในการประชาสัมพันธ์งานฟุตบอลประเพณีอีกด้วย และในปัจจุบันเชียร์ลีดเดอร์นับได้ว่าเป็นสีสันอย่างหนึ่งในงานฟุตบอลประเพณีฯ ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักงานฟุตบอลประเพณีฯมากยิ่งขึ้น และยังเป็นตัวอย่างในการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีเป็นหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศชาติกำลังต้องการค่ะ เช่นเดียวกับ หยวย พิเชฐ กิจสัมฤทธิ์โรจน์ นิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 6 อีกหนึ่งเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ รุ่นที่ 64 เชียร์ลีดเดอร์ คือ ผู้นำเชียร์ให้กับกองเชียร์ คอยกระตุ้นให้มีเสียงเชียร์ในสนาม เป็นส่วนหนึ่งของงานฟุตบอลประเพณีฯ ที่ช่วยเติมเต็มงานฟุตบอลให้มีความสมบูรณ์ และยังเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนิสิต นักศึกษาทั้งจุฬาฯและมธ.ให้รู้จักกัน มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้เชียร์ลีดเดอร์จะต้องมีคุณสมบัติทั้งความพร้อมทั้งกายและใจ อดทน เสียสละ อาจกล่าวได้ว่าหลังจากนั้น เชียร์ลีดเดอร์ได้รับการพัฒนารูปแบบการเชียร์ให้สวยงามนับตั้งแต่งานฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งที่ 42 เป็นต้นมา และได้กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็น สีสันของงานฟุตบอลประเพณีฯ กระทั่งปัจจุบันที่มีกระบวนการเป็นเรื่องเป็นราวนับตั้งแต่การสมัคร การคัดเลือกอย่างมีระบบ การซ้อม การเปิดตัว เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ การแปรขบวน การเชียร์หลากหลายรูปแบบ เชียร์ลีดเดอร์ของทั้งสองสถาบันต่างก็ทำกิจกรรมนี้อย่างจริงจัง เป็นการทำงานที่เน้นคุณภาพ ความพร้อมเพรียง ความสามัคคี และมีความต่อเนื่องระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง เชียร์ลีดเดอร์แต่ละรุ่นเมื่อจบงานแล้ว ปีถัดมาก็จะกลับมาดูแลรุ่นน้อง หรือแม้ว่าจบการศึกษาไปแล้วก็ยังกลับมาดูแลน้องๆทุกปี ความเอื้ออาทรและสมัครสมานสามัคคีจึงเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ทุกคนที่ผ่านเส้นทางนี้นอกจากประสบการณ์ ความทรงจำและความภาคภูมิใจที่งดงามแล้ว สิ่งที่ทุกคนมีติดตัวและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้ก็คือ ระเบียบวินัย คุณภาพความคิด ความตั้งใจ การเสียสละและการทุ่มเท ส่วนชื่อเสียงนัป็นเพียงผลพลอยได้ที่ตามมาเท่านั้น Cheerful Heart of Empathy to Echo Relationship Leading Everyone to Absolute Delight of Eternal Reputation หรือแปลเป็นไทยว่า "ด้วยสีสันผันผ่านเป็นการแทนใจ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกห่วงใยสู่ไมตรีจิตอันยิ่งใหญ่ ฝากไว้ในใจทุกคน เพื่อความสุขสมหวังดังปรารถนา เพื่อชื่อเสียงและเกียรติยศที่ได้มา ด้วยเวลา หยาดเหงื่อและความตั้งใจจริงที่คง นี่คือนิยามของความเป็นเชียร์ลีดเดอร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะยังคงอยู่ตราบนานเท่านาน

 

 

 

ทำเนียบเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ ในวงการบันเทิง

- อั๋น ภูวนาท คุณผลิน

- โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ

- อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 48 - แอนนี่ ชุติมา ทรัพย์เสริมศรี เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 49 - เอ๊ะ ศศิกานต์ อภิชาตวรศิลป์ เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 52 - โจ้ สุรศักดิ์ ชนะศรีโยธิน เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 57 - แนท เอวิตรา ศิระศาสตร์ เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 58 - แอน ทวีรัตน์ จิรดิลก เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 58 - ซายน์ นันทนัช เผือกใจแผ้ว (Buzz Music) เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 60 - ออน กรกมล ชัยวัฒนเมธิน (นักร้องนำวงละอองฟอง) เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 60 - นก ทอปัด นาคปานเสือ เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 61 - แอม ฉายนันท์ มโนมัยสันติภาพ เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 61 - โบ จันทรา เจริญวรชัย (นักร้องนำวงซีบร้า) เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 62 - น้ำหวาน งามสิริ อาศิรเลิศสิริ (นางเอกภาพยนตร์วีดีโอคลิป,พิธีกร U-School) เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

รุ่นที่ 63 - เอม จนิสตา ชูช่วยสุวรรณ (รองอันดับ1 Missteen Thailand 2005 และขวัญช่างภาพสื่อมวลชน ละคร เรื่อง กลรักเกมพยาบาท ละคร เรื่อง ใจแจ๋วกับเรือจิ๋ว) เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ รุ่นที่ 63

รายนามเชียร์ลีดเดอร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 64

อัลบั้มภาพ 24 ภาพ

อัลบั้มภาพ 24 ภาพ ของ ย้อนมองตำนานเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล