Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
อารยธรรมแรกเริ่มทีเดียวของห้องน้ำน่าจะได้แก่ในเอเชียเรานี่เองครับ คือบริเวณลุ่มน้ำสินธุ (Indus Valley) ซึ่งปัจจุบัน เป็นประเทศปากีสถาน เมื่อ 4,500 กว่าปีมาแล้วบรรพบุรุษของชนเชื้อชาติชมพูทวีปนี้เรียกกันว่า เผ่าฮารัปปัน (Harappan)
ชนฮารัปปันเป็นชาติแรกที่รู้จักการวางผังเมืองและมีการจัดการ ระบายของเสีย พวกเขามีห้องน้ำสำหรับการตักอาบชำระกาย แต่ก็ยังขาดระบบท่อส่งน้ำ ต้องไปตักและหิ้วน้ำจากบ่อมาใส่ตุ่มในบ้าน น้ำที่อาบและราดส้วมจะไหลลงท่อระบายแล้วลำเลียงจากบ้านต่างๆไปลงระบบรวมน้ำเสียกลาง จากนั้นก็ปล่อยทิ้งลงแม่น้ำไป
ชาติที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองถัดมาได้แก่กรีก พวกเขาริเริ่มระบบ ท่อประปา โดยวางท่อกระเบื้องฝังใต้พื้นดิน รับน้ำมาจากแม่น้ำหรือ น้ำซับ (Spring) บนที่สูง ส่งเข้ามาในเมือง และตั้งจุดน้ำพุตาม ตำแหน่งต่างๆเพื่อให้ประชาชนมาเอาน้ำจืดน ี้ไปใช้ดื่มกินและชำระ ล้าง โดยเฉพาะติดตั้งในยิมเนเซียมสำหรับการอาบน้ำหลังการออก กำลังกาย สบู่นั้นยังไม่มี จึงใช้เหล็กตะขอแบบ ไม้เกาหลัง ถูขัดขี้ไคล จะขัดเองหรือใช้ทาสก็ตามแต่สะดวก
อารยธรรมโรมันต่อมาได้เพิ่มเติมจากที่กรีกทิ้งไว้ โดยการสร้างระบบลำเลียงน้ำขนาดใหญ่ นำน้ำจากบนเขาที่อาจห่างไกลนับร้อยกิโลเมตรไหลมาสู่เมืองซึ่งตั้งอยู่ระดับต่ำกว่าด้วย แรงดึงดูดของโลก (gravity) ทุกวันนี้ก็ยังเหลือซากของตอม่อและสะพานที่รองรับรางรับน้ำเหล่านี้ ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ เอควีดักท์ (aqueduct)
ปริมาณน้ำจากเอควีดักท์มีมากจนโรมันสามารถสร้างโรงอาบน้ำสาธารณะขนาดใหญ่โต บางแห่งรับคนได้ถึงวันละ 2,500 คน ไปใช้บริการได้ตลอดทั้งวันและที่สำคัญคือมีน้ำอุ่นให้อาบ ด้วย ทั้งนี้ โดยโรมันได้สร้างเตาไว้ด้านล่างของสระอาบน้ำ เชื้อเพลิงก็คือฟืนหรือถ่านหิน ไฟจะเผาหินที่ใช้ปูพื้นสระจน ร้อน คล้ายกับเซาน่าทุกวันนี้
เรียกได้ว่าโรมันได้สร้าง อารยธรรมการอาบน้ำไว้อย่างสูงส่ง หากทว่าเมื่อกรุงโรมล่มสลาย เทคโนโลยีเหล่านี้ ก็พลอยสูญหายไปด้วย เมื่อไม่มีเอควีดักท์ ก็ไม่มีน้ำไหลในเมือง ชาวบ้านต้องกลับไป หาบไปหิ้วน้ำจากบ่อดังเดิม อารยธรรมห้องน้ำขาดหายไป จากประวัติศาสตร์นานกว่าสิบ ศตวรรษ
พระราชวังแวร์ซายลส์ของฝรั่งเศสได้ชื่อว่าสุดแสนอลังการทั้งห้องกระจก หรือช่อไฟ แชนเดอเลียร์ใช้จัดงานเลี้ยงรับรองผู้คนได้ถึงพัน หากทว่าไม่มีห้องส้วม ไม่มีเลยแม้แต่
ห้องเดียวทั้งวัง ปวดขึ้นมาจะทำฉันใด ก็ไม่ยากหามุมเหมาะๆใต้บันไดแล้วก็ปลดทุกข์ ทั้งหนักและเบา นี่เป็นสาเหตุของการใช้น้ำหอมปริมาณมากมายในยุคนั้น ก็เพื่อดับกลิ่นคละคลุ้งภายในพระราชวังนั่นเอง
ชาวบ้านฝรั่งเศสยังมีสุขาภิบาลดีกว่าในวังด้วยซ้ำ พวกเขามีหลุมส้วมอยู่ในบ้าน บุหลุม ไว้ด้วยไม้หรือหินหรืออิฐ แล้วเอาม้านั่งคร่อมหลุมไว้ ข้อเสียที่มีนอกจากกลิ่นก็คือ คุณจะ ต้องจ่ายให้คนงานที่จะมาเก็บเอาอึของคุณไปจัดการ
ในศตวรรษที่ 18 อเมริกันจึงคิดอ่านไปขุดหลุมส้วมไว้นอกบ้านและทำเพิงไม้มีหลังคา กั้นเสร็จสรรพ ส้วมนอกบ้านจึงเป็นที่นิยมกันต่อมา ชนบทเมืองไทยปัจจุบันก็ยังมีส้วมลักษณะ นี้อยู่เหมือนกัน
ช่วงปี ค.ศ.1775 ระหว่างที่อเมริกาทำสงครามปฏิวัติจากการปกครองของอังกฤษ ในอังกฤษเองก็เกิดการปฏิวัติบูรณาการขึ้นใหม่เอี่ยมอ่องที่โลกต้องจารึกเอาไว้ นั่นคือ ช่างทำนาฬิกาชื่ออเล็กซานเดอร์ คัมมิงส์ ได้ประดิษฐ์ท่อโค้งขึ้น แล้วเอาไปติดตั้งไว้ใต้โถส้วม อา...ไทยเราเรียกว่า คอห่าน นั่นเอง เจ้าสิ่งนี้จะขังน้ำไว้ทำให้กลิ่นจากบ่อเกรอะไม่ลอยขึ้น มารบกวน ง่ายแค่นกว่าจะคิดได้ก็นานนับพันปี ช่างอัจฉริยะ เหลือเกิน และแม้จะล่วง มาอีกหลายร้อยปี โถส้วมทุกอันก็ยังต้องใช้หลักการคอห่านของคัมมิงส์
นอกจากนี้ก็ควรยกเครดิตให้อีกคนหนึ่ง คือ โธมัส แครปเปอร์ เขาเป็นผู้คิด ระบบชักโครก (flushing) ที่ใช้น้ำปริมาณมากพอเพียงปล่อยลงไปจนเกิดการดึงดูดหรือ กาลักน้ำ (siphon) พาเอาสิ่งสกปรกทั้งมวลหายวับลงท่อไปในพริบตา
โถส้วมกับอุปกรณ์ในทุกวันนี้ก้าวหน้าไปอย่างที่บางคนไม่ทันรู้ตัวรับมือ เช่น บริษัทโทโดะ ของญี่ปุ่น ได้ออกแบบที่นั่ง โถฉี่ของสุภาพสตรีที่เรียกว่า บิเดท์ (Bidet) ซึ่งพอคุณปลดปล่อยทุกข์เบาเรียบร้อยแล้วก็กดปุ่มหนึ่งพลันจะมีก้านหมุนเข้ามา แล้วฉีดน้ำพ่นที่ก้นคุณ จากนั้นคุณก็กดอีกปุ่มหนึ่ง และก็จะมีลมอุ่นๆเป่าให้แห้งอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าคุณแทบไม่ต้องใช้มือสัมผัสกับสิ่งสกปรกอะไรเลย อ้อ ถ้าหากฝารองนั่งเย็นเชี้ยบเกินไปจนนั่งแล้วสั่นสะท้าน ไปทั้งก้น เค้าก็มีระบบทำความอุ่นวอร์มอัพโถให้เพียบ พร้อมไปหมด
สำหรับเมืองไทยเราก็มีบริษัทผลิตสุขภัณฑ์ที่ไม่น้อยหน้าต่างประเทศ เช่น บ.บาธรูม ดีไซน์ (Bathroom Design) ที่ออกแบบอ่างน้ำวน Together ชนะการประกวดระดับโลกมาแล้วในปี 2007 (IF Product Design Award 2007)
เรื่องราวเกี่ยวกับห้องน้ำและสุขภัณฑ์ยังมีที่น่ารู้อีกแยะ เช่นว่า
-ประวัติการใช้กระดาษทิชชู (ก่อนหน้านี้มีทั้งใช้ซังข้าวโพด แค็ตตาล็อกโฆษณา ฯลฯ)
-การใช้แปรงสีฟันมีขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศจีน เมื่อ ค.ศ.1498 โดยเอากระดูกสัตว์มาทำด้ามและเอาขนหมูเป็นขนแปรง ราคาก็แพงสุดๆ จนต้องมีแค่อันเดียวผลัดกันใช้ทั้งบ้าน
-ยาสีฟันมีมาตั้งแต่ครั้งอียิปต์ ฯลฯ
ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ถ้าหากสนใจก็ติดตามชมได้ครับในโทรทัศน์ทรูวิชั่นส์ช่อง HISTORY (44) เรื่อง BATHROOM TECH นำเสนอในวันที่ 24 มีนาคม 2008 เวลา 19.00 น. ครับผม.
//s.isanook.com/ca/0/ud/182/910841/b_03726_001.jpg

ตำนาน ห้องน้ำ และสุขภัณฑ์บันลือโลก
แชร์เรื่องนี้
อารยธรรมแรกเริ่มทีเดียวของห้องน้ำน่าจะได้แก่ในเอเชียเรานี่เองครับ คือบริเวณลุ่มน้ำสินธุ (Indus Valley) ซึ่งปัจจุบัน เป็นประเทศปากีสถาน เมื่อ 4,500 กว่าปีมาแล้วบรรพบุรุษของชนเชื้อชาติชมพูทวีปนี้เรียกกันว่า เผ่าฮารัปปัน (Harappan)
ชนฮารัปปันเป็นชาติแรกที่รู้จักการวางผังเมืองและมีการจัดการ ระบายของเสีย พวกเขามีห้องน้ำสำหรับการตักอาบชำระกาย แต่ก็ยังขาดระบบท่อส่งน้ำ ต้องไปตักและหิ้วน้ำจากบ่อมาใส่ตุ่มในบ้าน น้ำที่อาบและราดส้วมจะไหลลงท่อระบายแล้วลำเลียงจากบ้านต่างๆไปลงระบบรวมน้ำเสียกลาง จากนั้นก็ปล่อยทิ้งลงแม่น้ำไป
ชาติที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองถัดมาได้แก่กรีก พวกเขาริเริ่มระบบ ท่อประปา โดยวางท่อกระเบื้องฝังใต้พื้นดิน รับน้ำมาจากแม่น้ำหรือ น้ำซับ (Spring) บนที่สูง ส่งเข้ามาในเมือง และตั้งจุดน้ำพุตาม ตำแหน่งต่างๆเพื่อให้ประชาชนมาเอาน้ำจืดน ี้ไปใช้ดื่มกินและชำระ ล้าง โดยเฉพาะติดตั้งในยิมเนเซียมสำหรับการอาบน้ำหลังการออก กำลังกาย สบู่นั้นยังไม่มี จึงใช้เหล็กตะขอแบบ ไม้เกาหลัง ถูขัดขี้ไคล จะขัดเองหรือใช้ทาสก็ตามแต่สะดวก
อารยธรรมโรมันต่อมาได้เพิ่มเติมจากที่กรีกทิ้งไว้ โดยการสร้างระบบลำเลียงน้ำขนาดใหญ่ นำน้ำจากบนเขาที่อาจห่างไกลนับร้อยกิโลเมตรไหลมาสู่เมืองซึ่งตั้งอยู่ระดับต่ำกว่าด้วย แรงดึงดูดของโลก (gravity) ทุกวันนี้ก็ยังเหลือซากของตอม่อและสะพานที่รองรับรางรับน้ำเหล่านี้ ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ เอควีดักท์ (aqueduct)
ปริมาณน้ำจากเอควีดักท์มีมากจนโรมันสามารถสร้างโรงอาบน้ำสาธารณะขนาดใหญ่โต บางแห่งรับคนได้ถึงวันละ 2,500 คน ไปใช้บริการได้ตลอดทั้งวันและที่สำคัญคือมีน้ำอุ่นให้อาบ ด้วย ทั้งนี้ โดยโรมันได้สร้างเตาไว้ด้านล่างของสระอาบน้ำ เชื้อเพลิงก็คือฟืนหรือถ่านหิน ไฟจะเผาหินที่ใช้ปูพื้นสระจน ร้อน คล้ายกับเซาน่าทุกวันนี้
เรียกได้ว่าโรมันได้สร้าง อารยธรรมการอาบน้ำไว้อย่างสูงส่ง หากทว่าเมื่อกรุงโรมล่มสลาย เทคโนโลยีเหล่านี้ ก็พลอยสูญหายไปด้วย เมื่อไม่มีเอควีดักท์ ก็ไม่มีน้ำไหลในเมือง ชาวบ้านต้องกลับไป หาบไปหิ้วน้ำจากบ่อดังเดิม อารยธรรมห้องน้ำขาดหายไป จากประวัติศาสตร์นานกว่าสิบ ศตวรรษ

พระราชวังแวร์ซายลส์ของฝรั่งเศสได้ชื่อว่าสุดแสนอลังการทั้งห้องกระจก หรือช่อไฟ แชนเดอเลียร์ใช้จัดงานเลี้ยงรับรองผู้คนได้ถึงพัน หากทว่าไม่มีห้องส้วม ไม่มีเลยแม้แต่
ห้องเดียวทั้งวัง ปวดขึ้นมาจะทำฉันใด ก็ไม่ยากหามุมเหมาะๆใต้บันไดแล้วก็ปลดทุกข์ ทั้งหนักและเบา นี่เป็นสาเหตุของการใช้น้ำหอมปริมาณมากมายในยุคนั้น ก็เพื่อดับกลิ่นคละคลุ้งภายในพระราชวังนั่นเอง
ชาวบ้านฝรั่งเศสยังมีสุขาภิบาลดีกว่าในวังด้วยซ้ำ พวกเขามีหลุมส้วมอยู่ในบ้าน บุหลุม ไว้ด้วยไม้หรือหินหรืออิฐ แล้วเอาม้านั่งคร่อมหลุมไว้ ข้อเสียที่มีนอกจากกลิ่นก็คือ คุณจะ ต้องจ่ายให้คนงานที่จะมาเก็บเอาอึของคุณไปจัดการ
ในศตวรรษที่ 18 อเมริกันจึงคิดอ่านไปขุดหลุมส้วมไว้นอกบ้านและทำเพิงไม้มีหลังคา กั้นเสร็จสรรพ ส้วมนอกบ้านจึงเป็นที่นิยมกันต่อมา ชนบทเมืองไทยปัจจุบันก็ยังมีส้วมลักษณะ นี้อยู่เหมือนกัน
ช่วงปี ค.ศ.1775 ระหว่างที่อเมริกาทำสงครามปฏิวัติจากการปกครองของอังกฤษ ในอังกฤษเองก็เกิดการปฏิวัติบูรณาการขึ้นใหม่เอี่ยมอ่องที่โลกต้องจารึกเอาไว้ นั่นคือ ช่างทำนาฬิกาชื่ออเล็กซานเดอร์ คัมมิงส์ ได้ประดิษฐ์ท่อโค้งขึ้น แล้วเอาไปติดตั้งไว้ใต้โถส้วม อา...ไทยเราเรียกว่า คอห่าน นั่นเอง เจ้าสิ่งนี้จะขังน้ำไว้ทำให้กลิ่นจากบ่อเกรอะไม่ลอยขึ้น มารบกวน ง่ายแค่นกว่าจะคิดได้ก็นานนับพันปี ช่างอัจฉริยะ เหลือเกิน และแม้จะล่วง มาอีกหลายร้อยปี โถส้วมทุกอันก็ยังต้องใช้หลักการคอห่านของคัมมิงส์
นอกจากนี้ก็ควรยกเครดิตให้อีกคนหนึ่ง คือ โธมัส แครปเปอร์ เขาเป็นผู้คิด ระบบชักโครก (flushing) ที่ใช้น้ำปริมาณมากพอเพียงปล่อยลงไปจนเกิดการดึงดูดหรือ กาลักน้ำ (siphon) พาเอาสิ่งสกปรกทั้งมวลหายวับลงท่อไปในพริบตา
โถส้วมกับอุปกรณ์ในทุกวันนี้ก้าวหน้าไปอย่างที่บางคนไม่ทันรู้ตัวรับมือ เช่น บริษัทโทโดะ ของญี่ปุ่น ได้ออกแบบที่นั่ง โถฉี่ของสุภาพสตรีที่เรียกว่า บิเดท์ (Bidet) ซึ่งพอคุณปลดปล่อยทุกข์เบาเรียบร้อยแล้วก็กดปุ่มหนึ่งพลันจะมีก้านหมุนเข้ามา แล้วฉีดน้ำพ่นที่ก้นคุณ จากนั้นคุณก็กดอีกปุ่มหนึ่ง และก็จะมีลมอุ่นๆเป่าให้แห้งอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าคุณแทบไม่ต้องใช้มือสัมผัสกับสิ่งสกปรกอะไรเลย อ้อ ถ้าหากฝารองนั่งเย็นเชี้ยบเกินไปจนนั่งแล้วสั่นสะท้าน ไปทั้งก้น เค้าก็มีระบบทำความอุ่นวอร์มอัพโถให้เพียบ พร้อมไปหมด
สำหรับเมืองไทยเราก็มีบริษัทผลิตสุขภัณฑ์ที่ไม่น้อยหน้าต่างประเทศ เช่น บ.บาธรูม ดีไซน์ (Bathroom Design) ที่ออกแบบอ่างน้ำวน Together ชนะการประกวดระดับโลกมาแล้วในปี 2007 (IF Product Design Award 2007)
เรื่องราวเกี่ยวกับห้องน้ำและสุขภัณฑ์ยังมีที่น่ารู้อีกแยะ เช่นว่า
-ประวัติการใช้กระดาษทิชชู (ก่อนหน้านี้มีทั้งใช้ซังข้าวโพด แค็ตตาล็อกโฆษณา ฯลฯ)
-การใช้แปรงสีฟันมีขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศจีน เมื่อ ค.ศ.1498 โดยเอากระดูกสัตว์มาทำด้ามและเอาขนหมูเป็นขนแปรง ราคาก็แพงสุดๆ จนต้องมีแค่อันเดียวผลัดกันใช้ทั้งบ้าน
-ยาสีฟันมีมาตั้งแต่ครั้งอียิปต์ ฯลฯ
ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ถ้าหากสนใจก็ติดตามชมได้ครับในโทรทัศน์ทรูวิชั่นส์ช่อง HISTORY (44) เรื่อง BATHROOM TECH นำเสนอในวันที่ 24 มีนาคม 2008 เวลา 19.00 น. ครับผม.
แชร์เรื่องนี้



