
ยืนยันขอเดินตามทางตัวเอง ไม่ย้ำตามรอยเท้าของคุณพ่อและคุณแม่...
หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่ขอขีดเส้นทางชีวิตของตัวเอง ศุภวุฒิ มณีรินทร์ ลูกชายคนเดียวของ พล.ต.อ. วงกต-ดร.สิริกร มณีรินทร์ ซึ่งเลือกเป็นนักวิจัย มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี Mathematic, Operational Research, Statistics and Economic จากมหาวิทยาลัย Warwick ในเมือง Coventary ประเทศอังกฤษ
ศุภวุฒิ–โจ้ หนุ่มวัย 22 ปี เล่าว่า ตนถูกเลี้ยงแบบไม่กดดัน พ่อแม่ไม่เคยบังคับเรื่องเรียนหรือการทำงาน จึงต้องรับผิดชอบและตัดสินใจด้วยตัวเอง ทั้งนี้เพราะการได้ไปเรียนที่ต่างประเทศ แล้วต้องดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 11 ขวบ หลังจบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) แล้วไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนประจำ Wanganoi Collegiate School ที่เมือง Wanganoi ประเทศนิวซีแลนด์
"ตอนแรกที่คุณแม่ให้ไปเรียน ตั้งใจจะไปเรียนแค่ภาษา 7 เดือน แต่พออยู่ไปผมชอบ เลยขอท่านเรียนต่อเลย ที่โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนประจำ ผมค่อนข้างเป็นคนติดเพื่อนเลยชอบ เพื่อนก็มีทั้งคนไทยและต่างชาติ อยู่ที่โรงเรียนผมได้เล่นกีฬา ทั้งฟุตบอล, พายเรือ และบาสเกตบอล ซึ่งถ้าเรียนอยู่เมืองไทย การศึกษาเป็นระบบที่ต้องเรียนพิเศษ คุณแม่ไม่อยากให้ชีวิตทั้ง 7 วัน มีแต่เรียน เลยให้ผมไปเรียนที่นิวซีแลนด์ ได้ใช้ชีวิตนักเรียนที่เครียดน้อยกว่า หนึ่งสัปดาห์จะได้เล่นกีฬา 3 วัน ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ไม่เคยขอร้องผมเรื่องเรียนว่า ให้เรียนด้านโน้นด้านนี้ แล้วไม่เคยให้ผมไปแข่งกับใคร ผมเคยเรียนตก 1 วิชา ท่านบอกแต่ว่า ถ้าพยายามดีที่สุดแล้วก็ไม่เป็นไร"
แม้จะรู้สึกชิลด์ๆกับการเรียน ไม่มีแรงกดดัน แต่ โจ้ ก็ไม่ได้ทำให้ทางบ้านผิดหวัง โดยจบปริญญาตรี ด้วยคะแนนเกียรตินิยม สร้างความภูมิใจให้กับครอบครัวโดยไม่ต้องเอ่ยวาจาใดๆ
"ตอนรับปริญญาก็ไปกันหมดทั้งครอบครัว พวกท่านไม่ได้พูดอะไร แค่มองหน้าผมก็รู้แล้ว ไม่ต้องพูด ผมค่อนข้างสนิทกับคุณแม่ กับคุณพ่อจะเป็นแนวไปเล่นกีฬาด้วยกัน คุณพ่อเป็นคนดุมาก ดุทั้งกับลูกและลูกน้อง แต่ท่านก็ไม่เคยเข้มอะไรกับผม อาจจะเห็นว่าผมรับผิดชอบตัวเองได้ ไม่เคยนอกลู่นอกทางอะไร" โจ้ เล่าถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว
เมื่อเรียนจบ โจ้ เล่าว่า ตนเองก็ตรงมาทำงานเป็นนักวิจัย ที่มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง ซึ่งมีโครงงานวิจัยหลายเรื่องที่น่าสนใจ เกี่ยวข้องกับตัวเลขและสถิติเข้ามาคิดคำนวณ ตอนนี้ตนกำลังสนุกกับการทำงาน และตั้งใจว่า จะทำไประยะหนึ่งเพื่อหาเส้นทางชีวิตที่ตนเองชอบที่แท้จริงก่อนเรียนต่อปริญญาโท
"ผมเล็งที่เรียนต่อที่อิมพีเรียล คอลเลจ ที่อังกฤษ ดูอายุเฉลี่ยของคนเรียนแล้ว เขาจะโตกว่าผมหลายปี เลยคิดว่าน่าจะทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อน การเรียนปริญญาโทน่าจะเป็นการเรียนที่เราแน่ใจแล้วว่า อยากทำอะไร ผมเลยอยากเรียนรู้ตัวเองก่อนว่า ชอบอะไรจริงๆ แล้วค่อยไปเรียน เรื่องการเรียนเป็นเรื่องที่คุณแม่สอนเสมอว่า เงิน
ทองทรัพย์สิน คนอื่นสามารถเอาไปจากเราได้ แต่เรื่องความรู้ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีอย่างไร ก็ไม่มีใครเอาไปจากเราได้ แต่ผมคงไม่เรียนต่อถึงปริญญาเอก เหมือนคุณแม่หรอกครับ ถ้าไม่ได้เป็นครูอาจารย์ ผมว่าไม่ต้องจบด็อกเตอร์ก็ได้"
สำหรับอนาคต โจ้ ก็วางแผนเอาไว้ในใจว่า ขอเลือกเส้นทางของตัวเอง คงไม่เจริญรอยตามทั้งพ่อและแม่ ในการรับราชการหรือกระโดดเข้ามาเล่นการเมือง เพราะรู้สึกไม่ชอบ ขออยู่วงนอกทำอย่างอื่นที่ถนัดดีกว่า ซึ่งอาจจะทำธุรกิจของตัวเองสักวันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึง ทั้งนี้ เพราะปลื้มและนับถือคนทุกคนที่สร้างตัวด้วยตัวเอง ไม่ได้มีต้นทุนทางบ้านคอยสนับสนุน
"ผมจะนับถือคนที่เขาสร้างตัวจากที่ไม่มีอะไรเลย คือมาจากศูนย์ แล้วเขาสามารถไปได้ไกลๆ ถ้าคนที่มีทางบ้านสนับสนุนอยู่แล้วก็น่าจะไปได้ไกลกว่าคนไม่มีนะ ผมไม่ชอบคนที่มีพร้อมทุกอย่างแล้วอยู่ที่เดิม ผมชอบวางแผน คิดอะไรเป็นภาพ คือจะตั้งเอาไว้ว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วจะหาทางไปให้ถึงจุดนั้นได้อย่างไร หากครั้งแรกไม่ได้ก็จะพยายามใหม่ คนเราต้องก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆครับ"...ความมุ่งมั่นที่น่าฟังของหนุ่มหน้าใสคนนี้!
ทีมข่าวสตรี