ทำไมต้องเคาะประตูขอขนมวันฮาโลวีน? เปิดที่มา Trick or Treat ธรรมเนียมที่มีความหมายมากกว่าแค่ขอขนม

ทำไมต้องเคาะประตูขอขนมวันฮาโลวีน? เปิดที่มา Trick or Treat ธรรมเนียมที่มีความหมายมากกว่าแค่ขอขนม

ทำไมต้องเคาะประตูขอขนมวันฮาโลวีน? เปิดที่มา Trick or Treat ธรรมเนียมที่มีความหมายมากกว่าแค่ขอขนม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทุกวันที่ 31 ตุลาคม เมื่อถึงวันฮาโลวีน ภาพที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นเด็ก ๆ แต่งตัวเป็นผี แม่มด หรือสัตว์ประหลาด ถือถุงใบเล็ก ๆ เดินไปเคาะประตูบ้านเพื่อพูดคำว่า "Trick or Treat" ก่อนจะได้รับขนมกลับมา แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องเดินขอขนมจากบ้านคนอื่น และธรรมเนียมนี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร?

ความจริงแล้ว Trick or Treat ไม่ใช่แค่กิจกรรมสนุก ๆ สำหรับเด็กในคืนฮาโลวีนเท่านั้น แต่ยังมีรากมาจากความเชื่อและประเพณีเก่าแก่ของชาวยุโรป ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นธรรมเนียมที่คนทั่วโลกคุ้นเคยในปัจจุบัน

Trick or Treat คืออะไร?

Trick or Treat เป็นธรรมเนียมวันฮาโลวีนที่เด็ก ๆ จะแต่งกายด้วยชุดแฟนซีหรือชุดผี แล้วเดินไปตามบ้านต่าง ๆ เพื่อขอขนมหรือลูกอม โดยเมื่อเจ้าของบ้านเปิดประตู เด็ก ๆ จะพูดว่า "Trick or Treat"

คำว่า Trick หมายถึง การเล่นกลหรือแกล้ง ส่วน Treat หมายถึง ของกินหรือขนมที่มอบให้กัน ดังนั้นคำพูดนี้จึงมีความหมายในทำนองว่า จะเลือกให้ขนมหรือจะถูกแกล้งก็ได้

อย่างไรก็ตาม ในธรรมเนียมปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าเด็ก ๆ จะต้องแกล้งเจ้าของบ้านจริง ๆ หากไม่ได้รับขนม แต่เป็นคำพูดติดปากที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองวันฮาโลวีนไปแล้ว

ที่มา Trick or Treat เริ่มต้นจากความเชื่อเรื่องวิญญาณ

หากย้อนกลับไปในอดีต ต้นกำเนิดของธรรมเนียมนี้มีความเชื่อมโยงกับเทศกาล Samhain (ซาวอิน) ของชาวเคลต์ ซึ่งเป็นกลุ่มชนโบราณในยุโรป โดยเทศกาลดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม เพื่อฉลองการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวและต้อนรับช่วงเริ่มต้นฤดูหนาว

ชาวเคลต์เชื่อว่าในช่วงเวลานี้ เส้นแบ่งระหว่างโลกของคนเป็นและโลกของคนตายจะบางลง ทำให้วิญญาณสามารถกลับมายังโลกมนุษย์ได้ ผู้คนจึงมีการจุดกองไฟและจัดเตรียมอาหารเพื่อเป็นเครื่องเซ่นหรือแสดงความเคารพต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังมีธรรมเนียมการปลอมตัวหรือสวมเครื่องแต่งกายเพื่อป้องกันตัวจากวิญญาณตามความเชื่อในยุคนั้นด้วย

แม้ Samhain จะไม่ใช่ต้นกำเนิดของ Trick or Treat ในรูปแบบปัจจุบันโดยตรง แต่ก็เป็นหนึ่งในรากทางวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อธรรมเนียมฮาโลวีนในเวลาต่อมา

จากการขออาหารเพื่ออุทิศให้ผู้ล่วงลับ สู่การเดินขอขนม

อีกหนึ่งธรรมเนียมสำคัญที่มีส่วนพัฒนาเป็น Trick or Treat คือ "Souling" ซึ่งพบในอังกฤษช่วงยุคกลาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล All Souls' Day หรือวันระลึกถึงผู้ล่วงลับ

ในอดีต ผู้ยากไร้จะเดินทางไปตามบ้านของผู้มีฐานะเพื่อขออาหาร โดยเจ้าของบ้านจะมอบขนมปังหรือขนมที่เรียกว่า Soul Cakes ให้เป็นการตอบแทน ผู้ที่ได้รับขนมจะสวดภาวนาอุทิศให้แก่ญาติผู้ล่วงลับของเจ้าของบ้าน

ต่อมาธรรมเนียมนี้แพร่ไปสู่เด็ก ๆ ที่เริ่มเดินไปตามบ้านเพื่อขออาหาร เงิน หรือของขวัญในช่วงเทศกาลดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ในสกอตแลนด์และไอร์แลนด์ก็มีธรรมเนียมที่เรียกว่า "Guising" โดยเด็กหรือคนหนุ่มสาวจะแต่งกายด้วยชุดต่าง ๆ แล้วเดินไปตามบ้านเพื่อร้องเพลง เล่านิทาน ท่องบทกลอน หรือแสดงความสามารถเล็ก ๆ น้อย ๆ แลกกับอาหารและของรางวัล

ธรรมเนียมเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับการเดินเคาะประตูขอขนมในวันฮาโลวีนที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

Trick or Treat กลายเป็นธรรมเนียมฮาโลวีนได้อย่างไร?

เมื่อชาวไอริชและชาวสกอตแลนด์อพยพไปยังสหรัฐอเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 19 พวกเขาก็นำประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกับฮาโลวีนติดตัวไปด้วย ทำให้การเฉลิมฉลองวันฮาโลวีนเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้นในอเมริกา

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 คืนฮาโลวีนไม่ได้มีเพียงการแต่งตัวและเดินขอขนมเท่านั้น แต่ยังมีการเล่นแผลง ๆ หรือแกล้งเพื่อนบ้านจนบางครั้งกลายเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน

ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1930 ชุมชนต่าง ๆ เริ่มสนับสนุนให้เปลี่ยนกิจกรรมเหล่านี้เป็นการเฉลิมฉลองที่สนุกสนานและเป็นระเบียบมากขึ้น โดยให้เด็ก ๆ เดินไปตามบ้านเพื่อรับขนมแทนการเล่นพิเรนทร์

อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อการปันส่วนน้ำตาลสิ้นสุดลง และขนมหวานกลับมาหาซื้อได้ง่ายอีกครั้ง ประกอบกับการขยายตัวของชุมชนที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ ทำให้เด็ก ๆ สามารถเดินไปตามบ้านต่าง ๆ เพื่อขอขนมได้สะดวกขึ้น

จากกิจกรรมที่มีรากมาจากประเพณีและความเชื่อในอดีต Trick or Treat จึงค่อย ๆ กลายเป็นหนึ่งในธรรมเนียมสำคัญของวันฮาโลวีนที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ทำไมต้องแจกขนมในวันฮาโลวีน?

การแจกขนมในวันฮาโลวีนมีความเชื่อมโยงกับธรรมเนียมการแบ่งปันอาหารในอดีต โดยเฉพาะ Soul Cakes และการมอบอาหารให้แก่ผู้ที่เดินทางมาเยือนตามบ้าน

เมื่อธรรมเนียม Trick or Treat พัฒนามาเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กในสหรัฐฯ ขนมหวานและลูกอมจึงกลายเป็นของที่นิยมมอบให้กัน เพราะแจกจ่ายได้สะดวกและเหมาะกับเด็ก ๆ

ปัจจุบันหลายครอบครัวและชุมชนยังคงร่วมกิจกรรมนี้เพื่อสร้างความสนุกสนาน เปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านได้พบปะกัน และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เด็ก ๆ รอคอยในคืนฮาโลวีน

สรุป Trick or Treat ไม่ได้มีความหมายแค่การเดินขอขนม

แม้วันนี้ Trick or Treat จะกลายเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ที่เด็ก ๆ รอคอยในคืนวันที่ 31 ตุลาคม แต่เบื้องหลังกลับมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ทั้งความเชื่อเรื่องวิญญาณของชาวเคลต์ ธรรมเนียมการขออาหารเพื่ออุทิศให้ผู้ล่วงลับ และวัฒนธรรมการแต่งกายแสดงความสามารถเพื่อแลกกับของรางวัล

จากธรรมเนียมเก่าแก่ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย วันนี้การเคาะประตูพูดคำว่า "Trick or Treat" จึงกลายเป็นภาพจำที่ขาดไม่ได้ของเทศกาลฮาโลวีนไปแล้ว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล