ไทยติดไหม? เปิด 7 ประเทศที่ผลิตบัณฑิต STEM มากที่สุดในโลก อินเดีย-สหรัฐฯ ยังไม่แชมป์!

ไทยติดไหม? เปิด 7 ประเทศที่ผลิตบัณฑิต STEM มากที่สุดในโลก อินเดีย-สหรัฐฯ ยังไม่แชมป์!

ไทยติดไหม? เปิด 7 ประเทศที่ผลิตบัณฑิต STEM มากที่สุดในโลก อินเดีย-สหรัฐฯ ยังไม่แชมป์!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิด 7 ประเทศที่ผลิตบัณฑิต STEM มากที่สุดในโลก จีนอันดับ 1 อินเดียผลิต 2.55 ล้านคน แต่ยังรั้งอันดับ 3

จีนผลิตบัณฑิต STEM ปีละ 3.57 ล้านคน ทิ้งห่างทุกชาติ เปิดอันดับ 2-7 มีใครบ้าง?

วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ STEM กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะบุคลากรจากสาขาเหล่านี้มีบทบาทตั้งแต่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนายา ไปจนถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก

ข้อมูลที่นำมาใช้จัดอันดับระบุว่า ทั่วโลกมีบัณฑิต STEM เข้าสู่ตลาดแรงงานประมาณ 7.8 ล้านคนต่อปี แต่ประเทศที่ผลิตบุคลากรกลุ่มนี้ได้มากที่สุดกลับไม่ได้เรียงตามจำนวนเพียงอย่างเดียว เพราะยังต้องพิจารณาสัดส่วนผู้เรียน STEM การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงผลกระทบด้านนวัตกรรมด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนผลิตบัณฑิต STEM ราว 3.57 ล้านคนต่อปี ขณะที่สหรัฐฯ ผลิตประมาณ 820,000 คน และอินเดียผลิตสูงถึง 2.55 ล้านคน แต่กลับอยู่ในอันดับ 3 ของการจัดอันดับ เนื่องจากคะแนนไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนบัณฑิตเท่านั้น

จัดอันดับ 7 ประเทศจากอะไร?

การจัดอันดับนี้ใช้ WorldRankd Composite Index (WURSA) ซึ่งนำข้อมูลจาก Georgetown University Center for Security and Emerging Technology (CSET), UNESCO และ World Bank มาประกอบกัน โดยข้อมูลจำนวนบัณฑิต STEM ที่ใช้เป็นข้อมูลปี 2020 ซึ่งแหล่งต้นฉบับระบุว่าเป็นข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ในชุดการจัดอันดับนี้

คะแนนแบ่งออกเป็น 5 ปัจจัย ได้แก่ จำนวนบัณฑิต STEM 30%, สัดส่วนบัณฑิต STEM 25%, ศักยภาพด้านการวิจัย 20%, ผลกระทบด้านนวัตกรรม 15% และแนวโน้มการเติบโต 10% ดังนั้นประเทศที่มีบัณฑิตจำนวนมากอาจไม่ได้อยู่ในอันดับต้น ๆ หากระบบวิจัยและนวัตกรรมยังไม่แข็งแรง

อันดับ 7 อินโดนีเซีย: ผลิตบัณฑิตกว่า 2 แสนคน แต่การวิจัยยังตามหลัง

จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 206,000 คน | คะแนน 44.3

อินโดนีเซียมีบัณฑิต STEM ประมาณ 206,000 คนต่อปี แต่เมื่อเทียบกับประชากรราว 275 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 75 คนต่อประชากร 100,000 คน และมีบัณฑิตมหาวิทยาลัยเพียงประมาณ 13% ที่จบสาขา STEM ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ราว 20%

จุดอ่อนสำคัญคือการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา โดยอินโดนีเซียใช้งบประมาณเพียงประมาณ 0.3% ของ GDP ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่ม 7 ประเทศ ขณะที่จำนวนผู้เรียน STEM เพิ่มขึ้นราว 15% ระหว่างปี 2015-2020 สะท้อนว่าประเทศกำลังขยายฐานบุคลากร แต่ยังต้องสร้างระบบวิจัยและสถาบันที่สามารถรองรับคนเหล่านี้ได้มากขึ้น

จากปัจจัยทั้งหมด อินโดนีเซียจึงได้คะแนนรวม 44.3 คะแนน เป็นอันดับ 7 ของกลุ่ม โดยจุดแข็งสำคัญคือแนวโน้มการเติบโต แต่ยังมีข้อจำกัดด้านสัดส่วนบัณฑิต STEM และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย

อันดับ 6 บราซิล: ดาวรุ่งที่บัณฑิต STEM เพิ่มขึ้นเร็ว

จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 313,000 คน | คะแนน 55.5

บราซิลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตโดดเด่น โดยจำนวนบัณฑิต STEM เพิ่มจากประมาณ 248,000 คนในปี 2015 เป็น 313,000 คนในปี 2020 หรือเพิ่มขึ้นราว 26% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มประเทศที่มีจำนวนบัณฑิต STEM สูง

อย่างไรก็ตาม บราซิลยังมีข้อจำกัดด้านการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา โดยใช้งบประมาณประมาณ 1.2% ของ GDP และมีบัณฑิตที่จบสาขา STEM ราว 17% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยทั้งหมด ขณะเดียวกันยังมีปัญหาสมองไหล เมื่อวิศวกรและบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนหนึ่งเลือกไปทำงานในสหรัฐฯ และยุโรป

แม้จะยังมีช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย แต่การเติบโตของจำนวนบัณฑิตทำให้บราซิลถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการขยับอันดับในอนาคต และได้รับคะแนนรวม 55.5 คะแนน อยู่ในอันดับ 6

อันดับ 5 อิหร่าน: เกือบ 4 ใน 10 จบสาย STEM

จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 335,000 คน | คะแนน 62.4

อิหร่านมีบัณฑิต STEM ประมาณ 335,000 คนต่อปี และจุดที่โดดเด่นกว่าหลายประเทศคือ 38% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยทั้งหมดจบสาขา STEM ทำให้อิหร่านมีสัดส่วนบัณฑิตสายนี้สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

หากคิดตามจำนวนบัณฑิต STEM ต่อประชากร อิหร่านยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนสูงมาก โดยอยู่ที่ประมาณ 890 คนต่อประชากร 100,000 คน อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่อยู่ที่ประมาณ 0.8% ของ GDP รวมถึงข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรที่กระทบต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ผลที่ตามมาคืออิหร่านสามารถผลิตบุคลากรด้าน STEM ได้จำนวนมากเมื่อเทียบกับขนาดประเทศ แต่ไม่สามารถรองรับบุคลากรเหล่านี้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยได้ทั้งหมด ทำให้คนเก่งจำนวนหนึ่งเลือกไปทำงานต่างประเทศ อิหร่านจึงได้คะแนนรวม 62.4 คะแนน อยู่ในอันดับ 5

อันดับ 4 รัสเซีย: มรดกการศึกษาวิทยาศาสตร์จากยุคโซเวียต

จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 561,000 คน | คะแนน 65.0

รัสเซียผลิตบัณฑิต STEM ประมาณ 561,000 คนต่อปี และประมาณ 35% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยอยู่ในสาขา STEM จุดแข็งดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากระบบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต

อย่างไรก็ตาม จำนวนบัณฑิต STEM ของรัสเซียมีแนวโน้มทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อยนับตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ประมาณ 1% ของ GDP ทำให้ประเทศมีข้อจำกัดในการรักษาความได้เปรียบด้านวิทยาศาสตร์ในระยะยาว

รัสเซียจึงได้คะแนนรวม 65 คะแนน อยู่ในอันดับ 4 โดยมีจุดแข็งด้านจำนวนและสัดส่วนบัณฑิต STEM แต่คะแนนด้านแนวโน้มการเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่ม 7 ประเทศ

อันดับ 3 อินเดีย: ผลิตบัณฑิต STEM ถึง 2.55 ล้านคน แต่ยังไม่ใช่อันดับ 1

จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 2.55 ล้านคน | คะแนน 73.3

อินเดียถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่น่าจับตามองที่สุด เพราะประเทศผลิตบัณฑิต STEM ประมาณ 2.55 ล้านคนต่อปี หรือมากกว่าจำนวนรวมของหลายประเทศในอันดับรองลงมา และประมาณ 31% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยอินเดียจบสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์

ประเทศมีเครือข่ายสถาบันด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย หรือ IIT เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก แต่สิ่งที่ทำให้อินเดียยังไม่ได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 คือการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 0.7% ของ GDP

ทำให้บัณฑิตจำนวนมากเข้าสู่ธุรกิจบริการด้านไอทีหรือเดินทางไปทำงานต่างประเทศ แทนที่จะเข้าสู่ระบบวิจัยภายในประเทศทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ภาคเทคโนโลยีของอินเดียยังเติบโตต่อเนื่อง และจำนวนสิทธิบัตรภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

อินเดียจึงได้คะแนนรวม 73.3 คะแนน และอยู่ในอันดับ 3 สะท้อนภาพของประเทศที่มี “คนเก่งจำนวนมหาศาล แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยยังต้องตามให้ทัน”

อันดับ 2 สหรัฐฯ: ผลิตบัณฑิตน้อยกว่า แต่เด่นเรื่องงานวิจัยและนวัตกรรม

จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 820,000 คน | คะแนน 76.0

สหรัฐอเมริกาผลิตบัณฑิต STEM ประมาณ 820,000 คนต่อปี หรือเป็นอันดับ 3 หากวัดจากจำนวนเพียงอย่างเดียว และประมาณ 20% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยทั้งหมดจบสาขา STEM ซึ่งอยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยโลก

แต่สิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 คือสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากนักศึกษาเรียนจบ โดยสหรัฐฯ ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาประมาณ 3.5% ของ GDP หรือมากกว่า 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศที่นำมาจัดอันดับ

สหรัฐฯ ยังมีมหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจำนวนมาก รวมถึงสามารถดึงดูดบุคลากรจากทั่วโลกเข้ามาทำงาน โดยข้อมูลในต้นฉบับระบุว่าประมาณ 45% ของผู้ถือปริญญาเอกด้าน STEM ที่ทำงานในสหรัฐฯ เกิดในต่างประเทศ

ดังนั้น แม้สหรัฐฯ จะผลิตบัณฑิต STEM น้อยกว่าจีนและอินเดียอย่างมาก แต่จุดแข็งด้าน งานวิจัย นวัตกรรม และการดึงดูดบุคลากรระดับโลก ทำให้ได้คะแนนรวม 76 คะแนน และรั้งอันดับ 2

อันดับ 1 จีน: ผลิตบัณฑิต STEM สูงถึง 3.57 ล้านคนต่อปี

จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 3.57 ล้านคน | คะแนน 90.8

จีนครองอันดับ 1 ของการจัดอันดับด้วยคะแนน 90.8 คะแนน และมีจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดคือจำนวนบัณฑิต STEM ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.57 ล้านคนต่อปี ถือเป็นตัวเลขสูงที่สุดในชุดข้อมูลนี้

มากกว่า 40% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยจีนอยู่ในสาขา STEM ทำให้จีนมีทั้งจำนวนบุคลากรและสัดส่วนผู้จบสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับสูง นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบประมาณประมาณ 2.4% ของ GDP เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1% ในปี 2000

อีกหนึ่งจุดแข็งคือด้านสิทธิบัตร โดยจีนมีการยื่นสิทธิบัตรระหว่างประเทศมากกว่าประเทศอื่น ๆ ตามข้อมูลที่ใช้ในการจัดอันดับ ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Tsinghua และ Peking ก็มีอันดับสูงในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกหลายรายการ

แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องคุณภาพของบัณฑิตที่อาจแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม และการลงทุนด้านการวิจัยยังต่ำกว่าสหรัฐฯ เมื่อคิดเป็นสัดส่วน GDP แต่เมื่อรวม จำนวนบัณฑิต สัดส่วน STEM การลงทุนวิจัย และผลกระทบด้านนวัตกรรม จีนยังทิ้งห่างสหรัฐฯ ซึ่งอยู่อันดับ 2 ถึง 14.8 คะแนน

สรุป 7 ประเทศที่ผลิตบัณฑิต STEM มากที่สุด

อันดับ ประเทศ บัณฑิต STEM ต่อปี สัดส่วน STEM R&D ต่อ GDP คะแนน
1 จีน 3.57 ล้านคน มากกว่า 40% 2.4% 90.8
2 สหรัฐฯ 820,000 คน 20% 3.5% 76.0
3 อินเดีย 2.55 ล้านคน 31% 0.7% 73.3
4 รัสเซีย 561,000 คน 35% 1.0% 65.0
5 อิหร่าน 335,000 คน 38% 0.8% 62.4
6 บราซิล 313,000 คน 17% 1.2% 55.5
7 อินโดนีเซีย 206,000 คน 13% 0.3% 44.3

จำนวนคนเก่งอย่างเดียว อาจไม่พอที่จะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

ตัวเลขจากทั้ง 7 ประเทศสะท้อนให้เห็นว่า การมีบัณฑิต STEM จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยอัตโนมัติ อินเดียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะผลิตบัณฑิต STEM ถึง 2.55 ล้านคนต่อปี แต่ยังอยู่ในอันดับ 3 เนื่องจากการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนายังตามหลังจีนและสหรัฐฯ

ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ผลิตบัณฑิตน้อยกว่าจีนและอินเดียอย่างมาก แต่สามารถชดเชยด้วยงบประมาณวิจัยมหาศาล ระบบมหาวิทยาลัยที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการดึงดูดนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจากทั่วโลก

ขณะที่จีนโดดเด่นทั้งด้าน “ปริมาณคน” และ “การลงทุนเพื่อเปลี่ยนคนเหล่านั้นให้เป็นนวัตกรรม” จึงสามารถขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของการจัดอันดับนี้ได้อย่างชัดเจน

ท้ายที่สุด การแข่งขันด้าน STEM ในอนาคตจึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าประเทศไหนผลิตคนจบสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มากที่สุด แต่ยังต้องดูด้วยว่าแต่ละประเทศสามารถสร้างงานวิจัย นวัตกรรม สิทธิบัตร และโอกาสในการทำงานให้กับคนเหล่านั้นได้มากเพียงใด

หมายเหตุ: การจัดอันดับนี้อ้างอิงข้อมูลปี 2020 ซึ่งแหล่งต้นฉบับระบุว่าเป็นข้อมูลล่าสุดที่ใช้ในการจัดอันดับ ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขจำนวนบัณฑิตดังกล่าวเป็นสถิติของปี 2026 โดยตรง

 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. Georgetown University Center for Security and Emerging Technology (CSET) — ข้อมูลการกระจายตัวของบัณฑิต STEM และจำนวนบัณฑิตของแต่ละประเทศ
  2. UNESCO — ข้อมูลสัดส่วนผู้สำเร็จการศึกษาด้าน STEM
  3. World Bank — ข้อมูลการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อ GDP
  4. WorldRankd — Composite Index และวิธีการจัดอันดับ 7 ประเทศ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล