ไทยติดไหม? เปิด 7 ประเทศที่ผลิตบัณฑิต STEM มากที่สุดในโลก อินเดีย-สหรัฐฯ ยังไม่แชมป์!

เปิด 7 ประเทศที่ผลิตบัณฑิต STEM มากที่สุดในโลก จีนอันดับ 1 อินเดียผลิต 2.55 ล้านคน แต่ยังรั้งอันดับ 3
จีนผลิตบัณฑิต STEM ปีละ 3.57 ล้านคน ทิ้งห่างทุกชาติ เปิดอันดับ 2-7 มีใครบ้าง?
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ STEM กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะบุคลากรจากสาขาเหล่านี้มีบทบาทตั้งแต่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนายา ไปจนถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก
ข้อมูลที่นำมาใช้จัดอันดับระบุว่า ทั่วโลกมีบัณฑิต STEM เข้าสู่ตลาดแรงงานประมาณ 7.8 ล้านคนต่อปี แต่ประเทศที่ผลิตบุคลากรกลุ่มนี้ได้มากที่สุดกลับไม่ได้เรียงตามจำนวนเพียงอย่างเดียว เพราะยังต้องพิจารณาสัดส่วนผู้เรียน STEM การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงผลกระทบด้านนวัตกรรมด้วย
สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนผลิตบัณฑิต STEM ราว 3.57 ล้านคนต่อปี ขณะที่สหรัฐฯ ผลิตประมาณ 820,000 คน และอินเดียผลิตสูงถึง 2.55 ล้านคน แต่กลับอยู่ในอันดับ 3 ของการจัดอันดับ เนื่องจากคะแนนไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนบัณฑิตเท่านั้น
จัดอันดับ 7 ประเทศจากอะไร?
การจัดอันดับนี้ใช้ WorldRankd Composite Index (WURSA) ซึ่งนำข้อมูลจาก Georgetown University Center for Security and Emerging Technology (CSET), UNESCO และ World Bank มาประกอบกัน โดยข้อมูลจำนวนบัณฑิต STEM ที่ใช้เป็นข้อมูลปี 2020 ซึ่งแหล่งต้นฉบับระบุว่าเป็นข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ในชุดการจัดอันดับนี้
คะแนนแบ่งออกเป็น 5 ปัจจัย ได้แก่ จำนวนบัณฑิต STEM 30%, สัดส่วนบัณฑิต STEM 25%, ศักยภาพด้านการวิจัย 20%, ผลกระทบด้านนวัตกรรม 15% และแนวโน้มการเติบโต 10% ดังนั้นประเทศที่มีบัณฑิตจำนวนมากอาจไม่ได้อยู่ในอันดับต้น ๆ หากระบบวิจัยและนวัตกรรมยังไม่แข็งแรง
อันดับ 7 อินโดนีเซีย: ผลิตบัณฑิตกว่า 2 แสนคน แต่การวิจัยยังตามหลัง
จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 206,000 คน | คะแนน 44.3
อินโดนีเซียมีบัณฑิต STEM ประมาณ 206,000 คนต่อปี แต่เมื่อเทียบกับประชากรราว 275 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 75 คนต่อประชากร 100,000 คน และมีบัณฑิตมหาวิทยาลัยเพียงประมาณ 13% ที่จบสาขา STEM ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ราว 20%
จุดอ่อนสำคัญคือการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา โดยอินโดนีเซียใช้งบประมาณเพียงประมาณ 0.3% ของ GDP ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่ม 7 ประเทศ ขณะที่จำนวนผู้เรียน STEM เพิ่มขึ้นราว 15% ระหว่างปี 2015-2020 สะท้อนว่าประเทศกำลังขยายฐานบุคลากร แต่ยังต้องสร้างระบบวิจัยและสถาบันที่สามารถรองรับคนเหล่านี้ได้มากขึ้น
จากปัจจัยทั้งหมด อินโดนีเซียจึงได้คะแนนรวม 44.3 คะแนน เป็นอันดับ 7 ของกลุ่ม โดยจุดแข็งสำคัญคือแนวโน้มการเติบโต แต่ยังมีข้อจำกัดด้านสัดส่วนบัณฑิต STEM และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย
อันดับ 6 บราซิล: ดาวรุ่งที่บัณฑิต STEM เพิ่มขึ้นเร็ว
จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 313,000 คน | คะแนน 55.5
บราซิลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตโดดเด่น โดยจำนวนบัณฑิต STEM เพิ่มจากประมาณ 248,000 คนในปี 2015 เป็น 313,000 คนในปี 2020 หรือเพิ่มขึ้นราว 26% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มประเทศที่มีจำนวนบัณฑิต STEM สูง
อย่างไรก็ตาม บราซิลยังมีข้อจำกัดด้านการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา โดยใช้งบประมาณประมาณ 1.2% ของ GDP และมีบัณฑิตที่จบสาขา STEM ราว 17% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยทั้งหมด ขณะเดียวกันยังมีปัญหาสมองไหล เมื่อวิศวกรและบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนหนึ่งเลือกไปทำงานในสหรัฐฯ และยุโรป
แม้จะยังมีช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย แต่การเติบโตของจำนวนบัณฑิตทำให้บราซิลถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการขยับอันดับในอนาคต และได้รับคะแนนรวม 55.5 คะแนน อยู่ในอันดับ 6
อันดับ 5 อิหร่าน: เกือบ 4 ใน 10 จบสาย STEM
จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 335,000 คน | คะแนน 62.4
อิหร่านมีบัณฑิต STEM ประมาณ 335,000 คนต่อปี และจุดที่โดดเด่นกว่าหลายประเทศคือ 38% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยทั้งหมดจบสาขา STEM ทำให้อิหร่านมีสัดส่วนบัณฑิตสายนี้สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
หากคิดตามจำนวนบัณฑิต STEM ต่อประชากร อิหร่านยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนสูงมาก โดยอยู่ที่ประมาณ 890 คนต่อประชากร 100,000 คน อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่อยู่ที่ประมาณ 0.8% ของ GDP รวมถึงข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรที่กระทบต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ผลที่ตามมาคืออิหร่านสามารถผลิตบุคลากรด้าน STEM ได้จำนวนมากเมื่อเทียบกับขนาดประเทศ แต่ไม่สามารถรองรับบุคลากรเหล่านี้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยได้ทั้งหมด ทำให้คนเก่งจำนวนหนึ่งเลือกไปทำงานต่างประเทศ อิหร่านจึงได้คะแนนรวม 62.4 คะแนน อยู่ในอันดับ 5
อันดับ 4 รัสเซีย: มรดกการศึกษาวิทยาศาสตร์จากยุคโซเวียต
จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 561,000 คน | คะแนน 65.0
รัสเซียผลิตบัณฑิต STEM ประมาณ 561,000 คนต่อปี และประมาณ 35% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยอยู่ในสาขา STEM จุดแข็งดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากระบบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต
อย่างไรก็ตาม จำนวนบัณฑิต STEM ของรัสเซียมีแนวโน้มทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อยนับตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ประมาณ 1% ของ GDP ทำให้ประเทศมีข้อจำกัดในการรักษาความได้เปรียบด้านวิทยาศาสตร์ในระยะยาว
รัสเซียจึงได้คะแนนรวม 65 คะแนน อยู่ในอันดับ 4 โดยมีจุดแข็งด้านจำนวนและสัดส่วนบัณฑิต STEM แต่คะแนนด้านแนวโน้มการเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่ม 7 ประเทศ
อันดับ 3 อินเดีย: ผลิตบัณฑิต STEM ถึง 2.55 ล้านคน แต่ยังไม่ใช่อันดับ 1
จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 2.55 ล้านคน | คะแนน 73.3
อินเดียถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่น่าจับตามองที่สุด เพราะประเทศผลิตบัณฑิต STEM ประมาณ 2.55 ล้านคนต่อปี หรือมากกว่าจำนวนรวมของหลายประเทศในอันดับรองลงมา และประมาณ 31% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยอินเดียจบสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
ประเทศมีเครือข่ายสถาบันด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย หรือ IIT เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก แต่สิ่งที่ทำให้อินเดียยังไม่ได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 คือการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 0.7% ของ GDP
ทำให้บัณฑิตจำนวนมากเข้าสู่ธุรกิจบริการด้านไอทีหรือเดินทางไปทำงานต่างประเทศ แทนที่จะเข้าสู่ระบบวิจัยภายในประเทศทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ภาคเทคโนโลยีของอินเดียยังเติบโตต่อเนื่อง และจำนวนสิทธิบัตรภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
อินเดียจึงได้คะแนนรวม 73.3 คะแนน และอยู่ในอันดับ 3 สะท้อนภาพของประเทศที่มี “คนเก่งจำนวนมหาศาล แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยยังต้องตามให้ทัน”
อันดับ 2 สหรัฐฯ: ผลิตบัณฑิตน้อยกว่า แต่เด่นเรื่องงานวิจัยและนวัตกรรม
จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 820,000 คน | คะแนน 76.0
สหรัฐอเมริกาผลิตบัณฑิต STEM ประมาณ 820,000 คนต่อปี หรือเป็นอันดับ 3 หากวัดจากจำนวนเพียงอย่างเดียว และประมาณ 20% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยทั้งหมดจบสาขา STEM ซึ่งอยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยโลก
แต่สิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 คือสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากนักศึกษาเรียนจบ โดยสหรัฐฯ ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาประมาณ 3.5% ของ GDP หรือมากกว่า 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศที่นำมาจัดอันดับ
สหรัฐฯ ยังมีมหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจำนวนมาก รวมถึงสามารถดึงดูดบุคลากรจากทั่วโลกเข้ามาทำงาน โดยข้อมูลในต้นฉบับระบุว่าประมาณ 45% ของผู้ถือปริญญาเอกด้าน STEM ที่ทำงานในสหรัฐฯ เกิดในต่างประเทศ
ดังนั้น แม้สหรัฐฯ จะผลิตบัณฑิต STEM น้อยกว่าจีนและอินเดียอย่างมาก แต่จุดแข็งด้าน งานวิจัย นวัตกรรม และการดึงดูดบุคลากรระดับโลก ทำให้ได้คะแนนรวม 76 คะแนน และรั้งอันดับ 2
อันดับ 1 จีน: ผลิตบัณฑิต STEM สูงถึง 3.57 ล้านคนต่อปี
จำนวนบัณฑิต STEM ต่อปี: ประมาณ 3.57 ล้านคน | คะแนน 90.8
จีนครองอันดับ 1 ของการจัดอันดับด้วยคะแนน 90.8 คะแนน และมีจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดคือจำนวนบัณฑิต STEM ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.57 ล้านคนต่อปี ถือเป็นตัวเลขสูงที่สุดในชุดข้อมูลนี้
มากกว่า 40% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยจีนอยู่ในสาขา STEM ทำให้จีนมีทั้งจำนวนบุคลากรและสัดส่วนผู้จบสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับสูง นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบประมาณประมาณ 2.4% ของ GDP เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1% ในปี 2000
อีกหนึ่งจุดแข็งคือด้านสิทธิบัตร โดยจีนมีการยื่นสิทธิบัตรระหว่างประเทศมากกว่าประเทศอื่น ๆ ตามข้อมูลที่ใช้ในการจัดอันดับ ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Tsinghua และ Peking ก็มีอันดับสูงในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกหลายรายการ
แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องคุณภาพของบัณฑิตที่อาจแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม และการลงทุนด้านการวิจัยยังต่ำกว่าสหรัฐฯ เมื่อคิดเป็นสัดส่วน GDP แต่เมื่อรวม จำนวนบัณฑิต สัดส่วน STEM การลงทุนวิจัย และผลกระทบด้านนวัตกรรม จีนยังทิ้งห่างสหรัฐฯ ซึ่งอยู่อันดับ 2 ถึง 14.8 คะแนน
สรุป 7 ประเทศที่ผลิตบัณฑิต STEM มากที่สุด
| อันดับ | ประเทศ | บัณฑิต STEM ต่อปี | สัดส่วน STEM | R&D ต่อ GDP | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 3.57 ล้านคน | มากกว่า 40% | 2.4% | 90.8 |
| 2 | สหรัฐฯ | 820,000 คน | 20% | 3.5% | 76.0 |
| 3 | อินเดีย | 2.55 ล้านคน | 31% | 0.7% | 73.3 |
| 4 | รัสเซีย | 561,000 คน | 35% | 1.0% | 65.0 |
| 5 | อิหร่าน | 335,000 คน | 38% | 0.8% | 62.4 |
| 6 | บราซิล | 313,000 คน | 17% | 1.2% | 55.5 |
| 7 | อินโดนีเซีย | 206,000 คน | 13% | 0.3% | 44.3 |
จำนวนคนเก่งอย่างเดียว อาจไม่พอที่จะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี
ตัวเลขจากทั้ง 7 ประเทศสะท้อนให้เห็นว่า การมีบัณฑิต STEM จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยอัตโนมัติ อินเดียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะผลิตบัณฑิต STEM ถึง 2.55 ล้านคนต่อปี แต่ยังอยู่ในอันดับ 3 เนื่องจากการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนายังตามหลังจีนและสหรัฐฯ
ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ผลิตบัณฑิตน้อยกว่าจีนและอินเดียอย่างมาก แต่สามารถชดเชยด้วยงบประมาณวิจัยมหาศาล ระบบมหาวิทยาลัยที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการดึงดูดนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจากทั่วโลก
ขณะที่จีนโดดเด่นทั้งด้าน “ปริมาณคน” และ “การลงทุนเพื่อเปลี่ยนคนเหล่านั้นให้เป็นนวัตกรรม” จึงสามารถขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของการจัดอันดับนี้ได้อย่างชัดเจน
ท้ายที่สุด การแข่งขันด้าน STEM ในอนาคตจึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าประเทศไหนผลิตคนจบสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มากที่สุด แต่ยังต้องดูด้วยว่าแต่ละประเทศสามารถสร้างงานวิจัย นวัตกรรม สิทธิบัตร และโอกาสในการทำงานให้กับคนเหล่านั้นได้มากเพียงใด
หมายเหตุ: การจัดอันดับนี้อ้างอิงข้อมูลปี 2020 ซึ่งแหล่งต้นฉบับระบุว่าเป็นข้อมูลล่าสุดที่ใช้ในการจัดอันดับ ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขจำนวนบัณฑิตดังกล่าวเป็นสถิติของปี 2026 โดยตรง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Georgetown University Center for Security and Emerging Technology (CSET) — ข้อมูลการกระจายตัวของบัณฑิต STEM และจำนวนบัณฑิตของแต่ละประเทศ
- UNESCO — ข้อมูลสัดส่วนผู้สำเร็จการศึกษาด้าน STEM
- World Bank — ข้อมูลการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อ GDP
- WorldRankd — Composite Index และวิธีการจัดอันดับ 7 ประเทศ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




