เห็นคนโดนไฟดูด ควรถีบออกจริงไหม? เรื่องที่ควรรู้ก่อนเข้าไปช่วย

เวลาเห็น คนถูกไฟดูด หลายคนอาจคิดว่า ควรรีบถีบหรือดึงตัวออกจากแหล่งไฟทันที แต่ความจริงแล้ว วิธีนี้อาจทำให้คนช่วยถูกไฟดูดไปด้วย หากกระแสไฟยังไม่ถูกตัด วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือรีบตัดแหล่งจ่ายไฟก่อน แล้วจึงช่วยเหลือด้วยวิธีที่ถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงทั้งต่อผู้ประสบเหตุและผู้ช่วยเหลือ
เห็นคนโดนไฟดูด ควร "ถีบออก" จริงไหม? วิธีช่วยที่ถูกต้อง ปลอดภัยกว่า และอาจช่วยชีวิตได้
เมื่อเห็นคนถูกไฟดูด หลายคนอาจนึกถึงคำแนะนำที่ได้ยินต่อ ๆ กันมาว่าให้ใช้เท้าถีบเพื่อให้หลุดจากสายไฟ เพราะกลัวว่าการใช้มือดึงจะทำให้ถูกไฟดูดตามไปด้วย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำว่า การถีบไม่ใช่วิธีที่ควรทำเป็นอันดับแรก และอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ทั้งคนช่วยและผู้บาดเจ็บ
ทำไมไม่ควรถีบคนที่กำลังโดนไฟดูด ?
หากผู้ประสบเหตุยังสัมผัสกับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า เช่น สายไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด หรือพื้นเปียกที่มีกระแสไฟรั่ว การเข้าไปสัมผัสตัว ไม่ว่าจะใช้มือหรือเท้า ก็อาจทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านมายังผู้ช่วยได้เช่นกัน
นอกจากนี้ การถีบยังอาจทำให้ผู้บาดเจ็บล้มศีรษะกระแทกพื้น กระดูกหัก หรือได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกเพิ่มเติม ทั้งที่อาการจากไฟฟ้าก็รุนแรงอยู่แล้ว
สิ่งแรกที่ควรทำ คือ "ตัดไฟ"
หลักการสำคัญที่สุดคือ หยุดแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ให้เร็วที่สุด เช่น
- ปิดสวิตช์หรือเบรกเกอร์ไฟฟ้า
- ถอดปลั๊ก หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย
- ให้คนใกล้เคียงช่วยตัดไฟจากจุดควบคุม
เมื่อกระแสไฟถูกตัดแล้ว จึงเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
ถ้าตัดไฟไม่ได้ ควรทำอย่างไร ?
หากไม่สามารถตัดไฟได้ทันที และจำเป็นต้องแยกผู้บาดเจ็บออกจากแหล่งไฟ ควรใช้อุปกรณ์ที่แห้งและไม่นำไฟฟ้า เช่น
- ไม้แห้ง
- ด้ามไม้กวาดแห้ง
- เก้าอี้ไม้แห้ง
- วัสดุฉนวนที่แข็งแรง
หลีกเลี่ยงการใช้มือเปล่า เท้า หรือร่างกายสัมผัสผู้บาดเจ็บโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่เปียก ห้องน้ำ หรือบริเวณที่มีน้ำขัง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่กระแสไฟจะไหลผ่านได้ง่าย
รองเท้ายาง ช่วยได้จริงหรือ ?
หลายคนเข้าใจว่าหากใส่รองเท้ายางก็สามารถเข้าไปช่วยได้อย่างปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง รองเท้าทั่วไปอาจเปียก สึก หรือไม่ได้ออกแบบเป็นอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า จึงไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการเข้าไปสัมผัสผู้ที่กำลังถูกไฟดูด
หลังพ้นจากแหล่งไฟ ต้องทำอะไรต่อ ?
เมื่อมั่นใจว่าไม่มีไฟฟ้าแล้ว ให้รีบประเมินอาการของผู้บาดเจ็บ ได้แก่
- รู้สึกตัวหรือไม่
- หายใจเป็นปกติหรือไม่
- มีแผลไหม้หรือบาดเจ็บจากการล้มหรือไม่
หากหมดสติ ไม่หายใจ หรือหายใจผิดปกติ ให้โทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที และหากมีผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ควรเริ่มช่วยเหลือตามขั้นตอนมาตรฐาน
9 อาการที่อาจเกิดขึ้นเมื่อถูกไฟดูดฉับพลัน
- รู้สึกชาหรือเจ็บบริเวณที่สัมผัสกระแสไฟ
- กล้ามเนื้อหดเกร็งหรือกระตุกอย่างรุนแรง
- เกิดแผลไหม้บริเวณที่กระแสไฟฟ้าไหลเข้าและออกจากร่างกาย
- อวัยวะภายในทำงานผิดปกติ เช่น มองเห็นไม่ชัด ได้ยินผิดปกติ กลืนลำบาก หายใจลำบาก หรือหัวใจหยุดเต้น
- มีอาการชัก
- เคลื่อนไหวไม่ได้หรือเป็นอัมพาต
- หมดสติ
- หัวใจล้มเหลว
- อาจเสียชีวิต โดยเฉพาะเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้าที่มีแรงดันตั้งแต่ 30 โวลต์ขึ้นไป ทั้งไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และไฟฟ้ากระแสตรง (DC)
แม้ดูเหมือนไม่เป็นอะไร ก็ไม่ควรชะล่าใจ
ผู้ที่ถูกไฟดูดบางรายอาจยังพูดคุยหรือเดินได้ แต่กระแสไฟฟ้าอาจส่งผลต่อหัวใจ กล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือเกิดแผลไหม้ลึกภายในร่างกายได้ จึงควรไปพบแพทย์ โดยเฉพาะหากมีอาการต่อไปนี้
- หมดสติ แม้เพียงชั่วครู่
- เจ็บหน้าอก หรือใจสั่น
- หายใจลำบาก
- มีแผลไหม้จากไฟฟ้า
- อ่อนแรงหรือชาตามแขนขา
- ถูกไฟฟ้าแรงสูง หรือกระแสไฟผ่านบริเวณหน้าอก
วิธีป้องกันเหตุไฟดูดในบ้าน
- ไม่ใช้ปลั๊กพ่วงเกินกำลัง
- ไม่จับปลั๊กหรือสวิตช์ด้วยมือเปียก
- เปลี่ยนสายไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุด
- หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าใกล้น้ำ
- ติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD หรือ ELCB) ในจุดเสี่ยง เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว และเครื่องทำน้ำอุ่น
- สอนเด็กไม่ให้แหย่ปลั๊กไฟหรือจับสายไฟที่ชำรุด

สรุป
หากเห็นคนถูกไฟดูด อย่ารีบถีบหรือใช้มือดึงตัวออกทันที เพราะอาจทำให้ผู้ช่วยได้รับอันตรายไปด้วย สิ่งสำคัญที่สุดคือรีบตัดแหล่งจ่ายไฟก่อน หากทำไม่ได้ให้ใช้อุปกรณ์ที่แห้งและไม่นำไฟฟ้าช่วยแยกผู้บาดเจ็บออกจากแหล่งไฟ จากนั้นรีบโทร 1669 และประเมินอาการเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุด
อ่านเพิ่มเติม
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

