เปิดความลับ "โหมดเอาตัวรอด" ของสมอง เมื่อโดน "ดราม่าที่ทำงาน" โจมตี

เปิดความลับ "โหมดเอาตัวรอด" ของสมอง เมื่อโดน "ดราม่าที่ทำงาน" โจมตี

เปิดความลับ "โหมดเอาตัวรอด" ของสมอง เมื่อโดน "ดราม่าที่ทำงาน" โจมตี
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

มนุษย์ออฟฟิศเคยเป็นไหม? เวลาโดนตามงานจู้จี้จุกจิกทุกฝีก้าว (Micromanage) หรือโดนตักเตือนหักหน้ากลางที่ประชุม ทั้งที่มันไม่ใช่แผลทางกาย ไม่เลือดยกยางออก แต่ทำไมในอกมันเดือดดาล พลุ่งพล่าน และเจ็บระบมเหมือนเพิ่งโดนใครมาตบหน้าหรือทำร้ายร่างกายมาจริงๆ?

ถ้าคุณกำลังรู้สึกแบบนี้... บอกเลยว่า "คุณไม่ได้คิดมากไปเอง" และไม่ใช่เพราะคุณอ่อนแอด้วย แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีลึกลับในสมองที่เรียกว่า "โหมดเอาตัวรอด" (Survival Mode) ที่วิทยาศาสตร์มีคำตอบให้!

เผยทฤษฎี SCARF Model "โหมดเอาตัวรอด" ของสมอง เมื่อเกิด "ดราม่าที่ทำงาน"

ดร. เดวิด ร็อค (Dr. David Rock) ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ผ่าน SCARF Model ว่า สมองมนุษย์เราแยกแยะไม่ออกระหว่าง "ภัยคุกคามทางกาย" กับ "ภัยคุกคามทางสังคม" มันมองว่าความสัมพันธ์ในที่ทำงานเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเท่ากับการเอาชีวิตรอดจากเสือในยุคหิน!

โดยสมองของคุณจะคอยสแกน 5 สิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา ถ้าข้อไหน "ติดลบ" มันจะสับสวิตช์เข้าโหมด "สู้หรือหนี" (Threat Mode) ทันที:

  • S - Status (สถานะ): การโดนข้ามหัวหรือโดนหักหน้า สมองจะประมวลผลความเจ็บปวดแบบเดียวกับบาดแผลทางกายภาพ
  • C - Certainty (ความชัดเจน): สมองเกลียดความเบลอ สั่งงานไม่ชัดเจน นโยบายเปลี่ยนไปมา คือตัวสูบพลังชีวิตชั้นดี
  • A - Autonomy (อิสระ): การโดนจ้องจับผิดทุกฝีก้าวเหมือนโดนกักขัง จนสมองสั่งให้ต่อต้านโดยอัตโนมัติ
  • R - Relatedness (พวกเดียวกัน): ถ้าทำงานแล้วรู้สึกโดดเดี่ยว ระแวงคนรอบข้าง สมองจะปิดโหมดความคิดสร้างสรรค์ทันที
  • F - Fairness (ความแฟร์): เกณฑ์วัดผลที่ลำเอียง เล่นพรรคเล่นพวก จะกระตุ้นความโกรธและเกลียดชังอย่างรุนแรง

กลไกนี้ยังอธิบายพวกชอบดราม่าบนโลกออนไลน์ได้ด้วยนะ คนที่คิดเองเออเองแล้วลามปามไปด่าคนอื่นในเน็ต ในชีวิตจริงมักจะจัดการกับสถานการณ์รอบตัวหรือความสัมพันธ์ได้แย่ เพราะสมองติดอยู่ใน Threat Mode ตลอดเวลานั่นเอง

วิธีแก้สไตล์คน EQ สูง วิธีพาตัวเองออกจากโหมดเดือดดาล

วิธีรับมือไม่ใช่การ "ฝืนบอกตัวเองว่าไม่รู้สึก" แต่มันคือการรู้เท่าทันกลไกสมอง แล้วแยกแยะทีละข้อ ดังนี้ครับ:

1.เมื่อ Status สั่นคลอน

ถ้าโดนลดคุณค่า ให้รีบแยก "คุณค่าตัวเอง" ออกจาก "ปฏิกิริยาแย่ๆ ของคนอื่น" หันกลับมามองหลักฐานความสามารถจริงๆ ของเรา เช่น ผลงานที่สำเร็จ หรือตัวเลขรีพอร์ต และพยายามอยู่ใกล้ชิดกับคนที่สื่อสารแบบให้เกียรติกัน

2. เมื่อไร้ Certainty 

หยุดนั่งเดาให้ฟุ้งซ่าน เปลี่ยนจากเดาเป็น "ถามตรงๆ ให้ชัด" เขียนสิ่งทึ่คาดหวังออกมาร่วมกันเป็นข้อๆ และลองสร้างกิจวัตรเล็กๆ ให้ชีวิตตัวเอง เพราะ routine จะช่วยบอกสมองว่าโลกนี้ยังคาดเดาได้อยู่

3. เมื่อสูญเสีย Autonomy

ถ้ารู้สึกถูกควบคุมจนอึดอัด ให้หาพื้นที่เล็กๆ ที่เรา "สามารถเลือกเองได้" ตีเส้นขอบเขตให้ชัด และปรับ Mindset จากคำว่า "โดนสั่งให้ทำ" เป็น "ฉันเฟอกที่จะทำสิ่งนี้เพราะอะไร" เพื่อคืนอำนาจให้สมอง

4. เมื่อขาด Relatedness

ถ้าที่ทำงานมีแต่การเมืองและการแทงข้างหลัง จนรู้สึกไม่มีใครอยู่ฝั่งเรา ให้มองหา Safe Person แค่ 1-2 คน ก็เพียงพอแล้วที่จะลดความเครียด และพยายามคุยกันด้วยความสงบ ดีกว่านั่งตีความท่าทาง Passive Aggressive ไปเอง

5. เมื่อ Fairness หายไป

ต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง "สิ่งที่ควบคุมได้" กับ "ระบบที่ไม่แฟร์" ถ้าคุณแก้ระบบไม่ได้ อย่าหลอกตัวเอง (Gaslight) ว่าคิดมากไปเอง ให้สร้างระบบเซฟตัวเองด้วยการทำเอกสารหลักฐาน ตั้งการ์ดขอบเขตให้แน่น หรือมองหาทางหนีทีไล่ ไว้เลย!


หลังจากนี้ เวลาคุณหงุดหงิดงาน หรือเห็นเพื่อนร่วมงานเริ่มฟึดฟัด ลองถอยออกมามองให้ออกว่า สภาพแวดล้อมตอนนี้กำลังสร้าง "ภัยคุกคาม" หรือมอบ "รางวัล" ให้กับสมองของเราอยู่? เมื่อเราเข้าใจกลไกนี้ เราจะก้าวข้ามดราม่า และกุมบังเหียนอารมณ์ตัวเองได้อย่างชาญฉลาดแน่นอน!

อ่านเพิ่มเติม:

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล