ความจริงในชีวิต 7 ประการที่คุณต้องรับให้ได้

ความจริงในชีวิต 7 ประการที่คุณต้องรับให้ได้
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

ขอเตือนไว้ก่อนว่าถ้าคุณคิดจะอ่านบทความเรื่องนี้โดยคาดหวังว่าเราจะปลอบคุณว่า “ทำใจให้สบายแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง” บอกเลยว่าไม่ใช่ เพราะบรรทัดต่อจากนี้คือเรื่องราวความจริงเกี่ยวกับโลกใบนี้ ความจริง 7 ประการที่คุณต้องรับให้ได้ ไม่ว่ามันจะทำใจยากแค่ไหนก็ตาม

1.คุณต้องยอมรับข้อบกพร่องและความผิดพลาดในชีวิตของตัวเองให้ได้

ถ้าคุณคิดว่าที่ผ่านมาคุณมีข้อบกพร่องที่ก่อให้เกิดเรื่องผิดพลาดในชีวิตเอาไว้ และคุณไม่กล้าที่จะเผชิญกับความจริง วิ่งหนีความผิดพลาดที่ตนเองก่อไว้ แต่เรื่องดังกล่าวก็ยังคงตามหลอกหลอน ตามกวนใจคุณอยู่ตลอดเวลา วิธีเดียวที่จะแก้ไขได้คือคุณต้องยอมรับก่อนว่าตนเองมีข้อบกพร่อง และไม่มีใครช่วยแก้ไขให้คุณได้นอกจากตัวคุณเอง เมื่อยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองได้คุณก็จะเห็นว่าต้องแก้ไขตรงไหน และนั่นคือวิธีที่คุณจะกลับไปแก้ไขความผิดพลาดในอดีตของคุณได้ อย่าวิ่งหนีจากความจริงเพราะความจริงนั้นจะอยู่กับคุณไปจนตาย

2. ความสมบูรณ์แบบไม่มีบนโลกใบนี้

ถ้าคุณคิดว่าต้องรอให้ถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อที่จะลงมือทำอะไรบางอย่าง ดังเช่นที่บางคนบอกว่า รอให้พร้อมแล้วค่อยลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ต้องรอ แต่สามารถลงมือทำได้เลย เพราะถ้าคุณบอกว่าต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม เวลาแบบนั้นไม่มีอยู่จริง และคุณต้องรอไปจนกระทั่งสายเกินไปที่จะเริ่มต้นได้ เวลาในชีวิตนั้นสั้นนัก โอกาสผ่านมาแล้วก็ไปถ้าคุณยังคงรอ คุณก็จะไม่มีทางได้ฉวยโอกาสไว้กับตนเองได้เลย

บางคนรอเพราะกลัวว่าจะล้มเหลว อันที่จริงแล้วความล้มเหลวคือประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่ง และถึงแม้จะล้มเหลวพวกเขาก็ได้ลงมือทำแล้ว และรู้ว่าครั้งต่อไปจะต้องแก้ไขอย่างไร ดีกว่าคนที่ไม่ลงมือทำอะไรเลยเพราะกลัวล้มเหลว

3. ความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งที่เราต้องเจอในชีวิต

ถ้าคุณมีชีวิตอยู่แล้วบอกว่าตนเองนั้นไม่เคยผิดพลาดหรือล้มเหลวอะไรเลย แสดงว่าทั้งชีวิตของคุณนั้นไม่เคยทำอะไรอย่างแท้จริง เพราะการมีชีวิตอยู่นั้น ความล้มเหลวหรือความผิดพลาดเป็นสิ่งที่มาคู่กัน มากหรือน้อยก็แล้วสติปัญญาและประสบการณ์ของแต่ละคนว่าจะตั้งรับอย่างไร คุณอาจตัดสินใจผิดพลาด คุณอาจเลือกคู่เดทที่ไม่เหมาะสม หรือ คุณอาจทำลายโอกาสเพราะความหุนหันพลันแล่นของตนเองทั้งหมดนี้คือสิ่งปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ต้องตีอกชกตัวไปว่า โลกซ้ำเติมฉัน เพราะเรื่องเป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่จะอยู่กับพวกเราไปในทุกช่วงวัย

4. อะไรที่แล้วไปแล้ว ก็ปล่อยให้มันแล้วไป

หลายคนที่อยากกลับไปแก้ไขอดีตที่ผ่านไปแล้ว แต่ชีวิตมันไม่ได้มีโอกาสให้กับเราได้ขนาดนั้น ดังนั้น อะไรที่แล้วไปแล้วก็ให้มันแล้วไป ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งคิดย้อนกลับไปแก้ไขอดีต เอาประสบการณ์เลวร้ายออกไปจากความทรงจำและเรียนรู้ที่จะเริ่มต้นใหม่ จากความผิดพลาดในอดีต จงวางแผนที่จะเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้นพอ

5. สิ่งที่คุณมีอยู่ในเวลานี้คือปัจจุบันเท่านั้น

ไม่มีประโยชน์ที่จะนั่งโหยหาอดีต และกังวลต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขอให้จงคิดถึงแต่ชีวิตในปัจจุบัน จงใช้ชีวิตในทุกวันให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของคุณเอง ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตไม่ว่าจะเรื่องงาน หรือ เรื่องเรียน ทำให้เต็มที่เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่เสียใจที่ยังไม่ได้ทำอะไร ถ้าคุณตายไปในวันพรุ่งนี้ จำเอาไว้เสมอว่าชีวิตคือการได้เจอสิ่งที่เราคาดไม่ถึงเสมอ

6. มันมีความแตกต่างกันระหว่างคำว่า ทำงานหนัก และทำงานอย่างชาญฉลาด

เรามักจะเจอคนที่มักพูดถึงการทำงานอย่างหนัก เกทับกันด้วยชั่วโมงทำงานว่าใครเหนือกว่ากัน เวลาเจอคนพวกนี้แล้วคุณลองถามเขาให้ลึกถึงเนื้องาน คุณจะเห็นว่าหลายคนที่ใช้เวลาทำงานหลายชั่วโมงนั้น ต่างใช้เวลามากจนเกินไปกว่าที่งานจะเสร็จ เพราะถ้าเขาใช้เวลาทำงานด้วยความตั้งใจจริงงานจะเสร็จได้เร็วกว่าที่พวกเขาพูดไว้อย่างแน่นอน เมื่อคิดจะทำงานอย่างชาญฉลาดจงจัดระเบียบการทำงานของตนเอง เรียบลำดับความสำคัญเพื่อให้เป็นงานที่ใช้สมอง มากกว่าใช้แรงงาน

7. คุณหาเวลาให้กับตัวเองได้เสมอถ้าคุณต้องการ

ยุคสมัยนี้เรามักได้ยินคำว่า ยุ่งจนหาเวลาว่างไม่ได้ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คุณสามารถหาเวลาให้กับตัวเองได้ตลอดเวลาถ้าคุณต้องการจริงๆ เพราะในความเป็นจริงแล้วคุณเสียเวลาหนึ่งวันในชีวิตไปกับเรื่องที่ไม่ควรเสียไปในหลายเรื่อง อาทิ คุณสามารถนั่งเล่นโทรศัพท์ได้นานเกือบสองชั่วโมง แต่คุณบอกว่าคุณไม่มีเวลาออกกำลังกาย เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าในหนึ่งวันนั้นคุณมีเวลาเพียงพอที่จะจัดสรรให้กับตนเองเพียงแต่คุณไม่พยายามเท่านั้นเอง