ประธานสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา ครุฯ จุฬาฯ โพสต์ไม่เห็นด้วยแยกวิชาปวศ.-หน้าที่พลเมือง

ประธานสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา ครุฯ จุฬาฯ โพสต์ไม่เห็นด้วยแยกวิชาปวศ.-หน้าที่พลเมือง

ประธานสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา ครุฯ จุฬาฯ โพสต์ไม่เห็นด้วยแยกวิชาปวศ.-หน้าที่พลเมือง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายอรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Athapol Anunthavorasakul แสดงความเห็นโต้แย้งแนวคิดที่จะแยกวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ออกจากชุดวิชาสังคมศึกษา มีเนื้อหาดังนี้

สำหรับท่านที่สงสัยว่าทำไมผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแยกวิชาประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ออกจากชุดวิชาเดิมคือสังคมศึกษา ผมขอชี้แจงยาวๆ ดังนี้

๑. หากการแยกรายวิชาเป็นไปตามแนวคิดร่วมสมัยในการจัดการศึกษาคงไม่มีใครว่า แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชาดังกล่าว ทั้งนักวิชาการภายนอก และภายใน ศธ. รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายส่วนงาน ก็เห็นไปทิศทางเดียวกันว่าไม่สมควรดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนที่ควรเน้นการเชื่อมโยง หลอมหลวม และบูรณาการความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้นที่เป็นการศึกษาภาคบังคับ ทั้งยังทำให้เกิดปัญหาใหม่นั่นคือการเพิ่มเวลาเรียน เพิ่มการแยกส่วนเนื้อหาสาระมากขึ้นโดยไม่จำเป็น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากแนวคิดทางการศึกษาใดๆ และไม่ได้มีพื้นฐานจากข้อมูลหรือเหตุผลทางวิชาการ แต่อาศัยประสบการณ์และมุมมองส่วนบุคคล โดยไม่มีการรับฟังเสียงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูผู้สอน และเด็กนักเรียน ที่จะกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

๒. การกำหนดแนวทางการทำงานระดับนโยบายการจัดการศึกษาในครั้งนี้ ไม่ได้สอดคล้องกับแนวคิดในการปฏิรูปการศึกษาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันแม้แต่น้อย ขณะที่นักการศึกษาหัวก้าวหน้า นักการศึกษาทางเลือก ผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านที่สนใจจะเข้ามาพัฒนางานการศึกษา ตลอดจนผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งเป็นกลุ่มนายจ้าง กำลังต้องการยกระดับเชิงคุณภาพในการจัดการศึกษา ลดเวลาเรียน ลดสาระความรู้ที่มากเกินไปและไม่จำเป็น ส่งเสริมแนวทางการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ ฯลฯ

การประกาศนโยบายเรียนวิชาใหม่เหมือนกันทั้งประเทศที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการสอบถามความคิดเห็น การพิจารณาอย่างรอบคอบในการนำมาใช้กลางปีการศึกษาเพื่อจะเริ่มต้นใช้ในภาคการศึกษาปลาย ในอีกไม่ถึง ๔ เดือน โดยจะต้องเร่งทำเอกสารหลักสูตรให้เสร็จ ฝึกอบรมครูผู้สอนให้ใช้เอกสารหลักสูตรและชุดกิจกรรมในเวลาเร่งด่วนเช่นนี้ จึงชวนให้เกิดคำถามอย่างมากว่าเราจะยกระดับคุณภาพการศึกษา หรือซ้ำเติมคุณภาพที่ถูกตั้งคำถามอยู่ให้ถดถอยลงกันแน่

๓. การประกาศให้การแยกวิชาใหม่จากเนื้อหาสาระเดิม กำหนดจำนวนคาบมาให้เป็นโจทย์ว่า สัปดาห์ละ ๑ คาบ ในส่วนวิชาเพิ่มเติม ทำให้ต้องพิจารณากันว่าเดิมจำนวนคาบเหล่านี้เคยได้รับการกระจายหน้าที่รับผิดชอบอย่างหลากหลายในแต่ละโรงเรียนที่สามารถจัดรายวิชาแตกต่างกันไปตามบริบทและความต้องการของโรงเรียน เช่น เน้นการพัฒนาทักษะภาษาไทยสำหรับชั้นเด็กเล็กในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องระดับความสามารถทางภาษาของเด็ก การเน้นวิชาภาษาต่างประเทศ โรงเรียนที่เน้นวิชาเฉพาะ เช่น วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ดนตรี-ศิลปะ พลศึกษา

เราจะเพิ่มวิชาใหม่นี้เข้าโดยลดทอนจำนวนชั่วโมงเรียนเดิมที่จัดเต็มแน่นอยู่แล้ว หรือเพิ่มเข้าไป ให้จำนวนชั่วโมงเรียนของเด็กๆ เพิ่มขึ้นอีก?

ใครคือผู้รับผิดชอบรายวิชาใหม่นี้ หากเป็นไปตามการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๓ มิ.ย.ที่ผ่านมา รายวิชาใหม่นี้จะเน้นการพัฒนาทักษะและคุณลักษณะที่ครูทุกคนต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอน

หากโรงเรียนนั้นมีจำนวนห้องเรียนระดับชั้นละ ๖ - ๑๒ ห้องเรียน ต่อระดับชั้น และเปิดสอน ๖ ระดับชั้น การเพิ่มชม.เรียนต่อสัปดาห์ๆ ละ ๑ คาบ นั่นเท่ากับจะมีภาระงานสอนของครูเพิ่มขึ้นทั้ง ร.ร. อยู่ที่ ๓๖ - ๗๒ คาบเรียน

แต่หากวิชาใหม่นี้เป็นการแยกเนื้อหาสาระจากกลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ เดิมออกมา ผู้รับผิดชอบหลักก็คงไม่พ้นครูสังคมศึกษาในโรงเรียนที่อยู่ๆ ก็จะมีการเพิ่มจำนวน ชั่วโมงสอนขึ้นในภาคปลาย ขณะที่ภาระงานในปัจจุบันของครูโรงเรียนสังกัด สพฐ. อยู่ที่ ๒๐-๒๔ คาบเรียนขึ้นไป ต่อคน อยู่แล้ว การเพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนมากถึง ๓๖-๗๒ คาบ ให้กับครุกลุ่มสาระการเรียนรู้เดี่ยวจำนวน ๑๐-๒๐ คน ต่อโรง ตามขนาดของโรงเรียน เท่ากับเพิ่มชม.สอนต่อคนอีกอย่างน้อย ๓-๔ คาบเรียน

เรายังใช้งานครูน้อยไปอีกหรือครับ

๔. หากมีการแยกวิชาใหม่นี้ จำนวนชั่วโมงสังคมศึกษาเดิมจะลดหายลงไปหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เดิมเรียนสังคมศึกษาจำนวน ๑๖๐ คาบเรียน/ปีการศึกษา (วิชาภาษาไทย-คณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ กำหนดให้เรียนวิชาละ ๑๒๐ คาบ/ปีการศึกษา) หากแยกประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมืองออกมาอย่างละ ๔๐ ชั่วโมงเรียน จะเหลือชม.เรียนวิชาสังคมหลักเดิมอยู่เพียง ๘๐ ชั่วโมง แต่ต้องครอบคลุมทั้งภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ พุทธศาสนาและศาสนาสากล และในทางปฏิบัติ โรงเรียนส่วนใหญ่ได้แยกจัดสอนวิชาพุทธศาสนา แยกอยู่แล้วจำนวน ๔๐ ชั่วโมงต่อปีการศึกษา จึงเท่ากับเหลือเวลาเรียน ภูมิศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ และศาสนาสากล รวมกันเพียง สัปดาห์ละ ๑ คาบ หรือ ๔๐ ชม. ต่อปีการศึกษา

ทั้งที่เราได้เห็นแล้วว่าความรู้และทักษะในเรื่องภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม การเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องภูมิอากาศ ภัยพิบัติ ประเด็นร่วมสมัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและการประกอบอาชีพ การเป็นผู้ผลิต-ผู้บริโภคที่ฉลาดเและเท่าทัน การรู้เรื่องการเงิน การออม การลงทุน ปรัชญาและแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง ศาสนาสากลและจริยธรรมสากล ฯลฯ ล้วนแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

การแยกรายวิชาใหม่นั้น ไม่ว่าจะแยกโดยไม่ลดทอนชั่วโมงเรียนเดิม หรือแยกโดยเพิ่มชั่วโมงเข้าไปในหลักสูตร ก็ล้วนส่งผลต่อการปฏิบัติงานจริงของครูนับแสนคน และจำนวนชั่วโมงเรียนของเด็กๆ นับล้านอย่างแน่นอน

ปัจจุบันเด็กไทยมีจำนวนชั่วโมงเรียนตามหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับสูงมาก ทั้งประถมศึกษา (ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ชม. ต่อปี) และมัธยมศึกษา (ไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ ชม.ต่อปี) และในทางปฏิบัติก็เรียนกันมากกว่าที่กำหนดขั้นต่ำไว้ในหลักสูตรเสียอีก

การตัดสินใจในเรื่องที่จะกระทบต่อผู้คนจำนวนหลายล้าน ทั้งครู เด็ก ผู้ปกครอง จำเป็นอย่างยิ่งต้องพิจารณารอบคอบถึงผลกระทบที่จะตามมา

และคำถามที่สำคัญยิ่งก็คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับประเด็น "หน้าที่ของพลเมือง" ในวันนี้ ปัญหาเร่งด่วนอยู่ที่เด็ก หรือผู้ใหญ่ในสังคม

เราเชื่อจริงๆ หรือว่าการที่เด็กๆ เรียนวิชาใหม่นี้เพิ่มขึ้นจากหลักสูตรเดิม ๑ คาบเรียน/สัปดาห์ จะทำให้มีความเป็นพลเมืองดีมากขึ้น หากว่าสิ่งที่เด็กๆ เรียนในห้องเรียน ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ใหญ่กำลังทำให้เห็น ทั้งการเคารพในสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น การปฏิบัติตามหน้าที่พลเมือง การเคารพกฎกติกาในการอยู่ร่วมกัน การเคารพในความหลากหลายของคนในสังคมและการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น การใช้เหตุผลในการตัดสินใจร่วมกัน การใช้กระบวนการสันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง การส่งเสริมให้พลเมืองมีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมรับผิดรับชอบในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐ ฯลฯ

จำเป็นแล้วหรือที่ต้องเร่งรีบดำเนินการเรื่องเหล่านี้เอากับเด็กๆ ในเวลาไม่กี่เดือนนี้

หรือแท้จริงแล้วเราคิดจะรอให้เด็กๆ เหล่านี้ร่ำเรียนจนจบการศึกษาออกมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ผู้ใหญ่ในสังคมก่อไว้ โดยไม่จัดการกับรากเหง้าปัญหาที่แท้จริงอย่างจริงจังและเร่งด่วน นั่นคือ ผู้ใหญ่ทุกวันนี้ "เป็นตัวอย่างในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองดี" ให้เด็กๆ เห็นแล้วหรือยัง

เพราะนั่นต่างหากคือเป้าหมายแท้จริงของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง

.............................................

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล
ประธานสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล