ทฤษฎีใหม่ว่าด้วย "รูหนอน" และ "ไทม์แมชีน"

ทฤษฎีใหม่ว่าด้วย "รูหนอน" และ "ไทม์แมชีน"

ทฤษฎีใหม่ว่าด้วย "รูหนอน" และ "ไทม์แมชีน"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"ไทม์ ทราเวล" หรือ "การเดินทางข้ามเวลา" และ "ไทม์ แมชีน" หรือยานพาหนะเพื่อการเดินทางข้ามกาลเวลา เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมายาวนานตั้งแต่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นำเสนอทฤษฎีว่าด้วยมีอยู่ของ "เวิร์มโฮล" หรือ "รูหนอน" ไว้ด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์ใน "ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป" กระตุ้นให้เกิดความคิดเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาโดยอาศัย "รูหนอน" ที่ว่านี้ขึ้นมากมายทั้งในบรรดานักเขียนและนักวิทยาศาสตร์

ที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นผลงานของ คิป ธอร์น นักฟิสิกส์ สังกัดสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (คาลเทกซ์) ของสหรัฐอเมริกา ที่อาศัยสูตรทางคณิตศาสตร์แสดงให้เห็นว่า "รูหนอน" นั้น "เดินทางผ่านได้" ในตอนปลายคริสตทศวรรษ 1980

การศึกษาของคิป ธอร์น แสดงให้เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วรูหนอนที่จะเป็นทางลัดข้ามกาลเวลาดังกล่าวนี้ ไม่ "เสถียร" พอที่จะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดผ่านไปได้ ดังนั้นจำเป็นต้องมีพลังงานบางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้ความเสถียรในโลกของควอนตัมฟิสิกส์ พลังงานที่เป็นพลังงานขั้วลบที่ว่านี้อาจอยู่ในรูปของพลังงาน "คาสิเมียร์" ตามทฤษฎีของ คิป ธอร์น "คาสิเมียร์" สามารถทำให้ "ปาก" ของ "รูหนอน" เปิดอยู่ได้นานพอที่จะทำให้บางสิ่งบางอย่างผ่านไปได้

แต่นั่นหมายถึง "บางสิ่งบางอย่าง" ที่มีขนาดเป็น "ควอนตัม" หรือเป็นอนุภาคของพลังงานเท่านั้น นอกจากนั้น ถึงแม้จะมีพลัง "คาสิเมียร์" รูหนอนที่ว่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะยุบตัวหายไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย

นั่นเป็นเรื่องของทฤษฎีเก่า เมื่อเร็วๆ นี้ ลู้ค บุทเชอร์ นักทฤษฎีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เพิ่งหันกลับไปประเมินทฤษฎีของคิป ธอร์น เสียใหม่ นำมาคิดต่อแล้วก็บอกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะสร้าง "รูหนอน" ใหม่ให้มีความเสถียรมากขึ้นกว่าเดิม การยุบตัวของมันสามารถป้องกันได้เป็นระยะเวลายาวนาน แต่ต้องเป็นรูหนอนที่ยาวและมีปากรูแคบ จนทำให้ "โฟตอน" เท่านั้นที่สามารถผ่านได้

อย่างไรก็ตาม บุทเชอร์ ยอมรับว่าการคำนวณของตนไม่เป็นที่ชัดเจนว่า อนุภาคโฟตอนที่ว่านั้นจะผ่าน "รูหนอน" จากด้านหนึ่งไปออกยังอีกด้านหนึ่งได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ แต่บอกว่าแค่เพียงมี "ความเป็นไปได้" ในการส่งอะไรสักอย่างจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งด้วยความเร็วที่เร็วกว่าความเร็วแสงได้ก็ทำให้เรื่องนี้ "เย้ายวนใจ" เหลือหลายแล้ว

เพราะนั่นหมายถึงความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถสร้าง "การสื่อสาร" ถึงกันและกันในระดับความเร็วเหนือแสงนั่นเอง

ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ผลการศึกษาวิจัยของ ลู้ค บุทเชอร์ ดังกล่าวนี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า "รูหนอน" นั้นมีอยู่จริง เพราะจนถึงขณะนี้เรายังไม่มีหลักฐานทางกายภาพใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ดังกล่าวแต่อย่างใด สิ่งที่ บุทเชอร์ และแม้แต่ คิป ธอร์น คำนวณไว้นั้น เป็นเพียงแค่การแสดงให้เห็นว่า ถ้าหากมี เราจะส่งอะไรผ่านรูหนอนเหล่านั้นได้ด้วยวิธีไหนเท่านั้นเอง

การรู้ให้ได้ว่า "รูหนอน" นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ คงต้องอาศัยการคิดคำนวณและการศึกษาวิจัยอีกมากมายกว่านี้มาก

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล