สารพัดวิธี "ล่องหน" ในทรรศนะนักวิทยาศาสตร์

สารพัดวิธี "ล่องหน" ในทรรศนะนักวิทยาศาสตร์

สารพัดวิธี "ล่องหน" ในทรรศนะนักวิทยาศาสตร์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไม่ใช่เพียงแค่นักเขียนนวนิยายคิดถึงเรื่องของ "เสื้อคลุมล่องหน" แบบเดียวกับที่ แฮรี่ พอตเตอร์ นำมาใช้ในภาพยนตร์ชื่อดังซึ่งหลายคนติดอกติดใจเท่านั้น แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์เองก็ยังคิดถึงเรื่องนี้และนำเสนอวิธีการ "ล่องหน" ออกมามากมายหลายวิธี รวมทั้งวิธีการใหม่ล่าสุดที่ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเท็กซัส วิทยาเขตออสติน บอกว่าน่าจะได้ผลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย

เดิมทีวิธีการ "ล่องหน" ที่นักวิทยาศาสตร์คิดค้นกันมาใช้งานกันอยู่ในเวลานี้ ประกอบด้วย 3-4 วิธีการ

วิธีการแรก นั้น เรียกกันว่าการ "พรางการเห็น" หรือ "ออพติคอล แคมูฟลาจ" วิธีการก็คือ ใช้ภาพแบบเดียวกับพื้นหลังวัตถุซึ่งต้องการให้ล่องหน ฉายลงไปบนตัววัตถุที่คลุมด้วยวัสดุพิเศษเพื่อไม่ให้สะท้อนแสงกลับ (แบบเดียวกับที่วิธีที่ใช้ในการผลิตจอโปรเจ็กเตอร์) ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ ณ จุดที่เหมาะสมด้านหน้าวัตถุจะมองไม่เห็นวัตถุนั้น วิธีนี้คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคอิโอะ ประเทศญี่ปุ่น

วิธีที่สอง เรียกกันว่า "มิราจ เอฟเฟกต์" หรือ "มายาภาพ" ใช้วิธีการคลุมวัตถุที่ต้องการให้ล่องหนด้วยวัสดุที่มีหลอดคาร์บอนเต็มไปหมด เมื่อต้องการให้หายตัวจะผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในหลอดดังกล่าวเพื่อให้เกิดความร้อนสูงขึ้นตามมา ส่งผลให้คุณสมบัติในการสะท้อนแสงกลับของวัสดุเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเท่ากับเป็นการทำให้วัตถุนั้นหายไปนั่นเอง

วิธีที่สาม เป็นการอำพรางวัตถุจากกล้องตรวจจับความร้อนโดยเฉพาะ ซึ่งใช้กันอยู่ในทางทหารในเวลานี้ เป็นการพรางพาหนะทางทหารด้วยการใช้กล้องบันทึกอุณหภูมิโดยรอบแล้วสร้างอุณหภูมิให้ผันแปรไปตาม เพื่ออำพรางรถที่กำลังเคลื่อนที่จากกล้องตรวจจับการเคลื่อนไหวด้วยคลื่นความร้อน หรือ ฮีท เซนซิทีฟ คาเมรา นั่นเอง

สุดท้ายเป็นการใช้คาลไซท์ ปริซึม ซึ่งเมื่อประกบสองอันเข้าด้วยกันในมุมที่เหมาะสมแล้วจะเป็นตัวบิดเบือนแสงให้ออกไปจากวัตถุ "เล็กๆ" ที่วางอยู่ภายใน หรืออีกนัยหนึ่งคือทำให้มันมองไม่เห็นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ แอนเดรีย อาลู นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส บอกว่า หลายๆ วิธีที่อยู่ในกลุ่มอำพรางดังกล่าวนี้ มีข้อจำกัดอยู่แต่เฉพาะในคลื่นความถี่แสงจำกัดคลื่นหนึ่งเท่านั้น แต่หากเปลี่ยนแปลงความถี่คลื่นออกไป ไม่เพียง "วัตถุ" ที่ต้องการไม่ล่องหนเท่านั้น ยังเจิดจ้า โดดเด่นมากขึ้นอีกด้วย

ตัวอย่างเช่น เราอาจทำให้วัตถุหนึ่งหายไปในความถี่แสงสีแดง แต่เมื่อแสงเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน หรือสีขาว (ซึ่งมีทุกสีผสมอยู่) ตัววัตถุจะกลายเป็นสีฟ้าสดใสทันที เด่นขึ้นมาจากวัตถุอื่นๆ โดยรอบ

เพื่อแก้ปัญหานี้ ศาสตราจารย์อาลูบอกว่า จำเป็นต้องหันมาพิจารณาวิธีการแบบใหม่ ใช้วิธีการ "เคลือบ" วัสดุล่องหนบางๆ ลงบนผิวของวัตถุที่ต้องการให้ล่องหนแล้วผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไป เพื่อทำให้วัตถุดังกล่าวไม่สะท้อนแสงใดๆ ออกมาเลย ไม่ว่าในความถี่ใด หรือเท่ากับทำให้วัตถุดังกล่าว "ล่องหน" ได้ในทุกย่านความถี่นั่นเอง

เทคโนโลยีที่ทำให้วัสดุล่องหนได้นี้ ไม่ใช่จะเพื่อประโยชน์แค่ความตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง อาทิ การพรางสัญญาณคลื่นวิทยุไร้สายเพื่อป้องกันการกวนซึ่งกันและกันเป็นต้น


ที่มา : นสพ.มติชน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล