สอนอย่างไรให้ผู้เรียน มีทักษะแห่งอนาคต (2)

สอนอย่างไรให้ผู้เรียน มีทักษะแห่งอนาคต (2)

สอนอย่างไรให้ผู้เรียน มีทักษะแห่งอนาคต (2)
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

คอลัมน์ Education Ideas

คราวที่แล้วผมพูดถึงทักษะที่เด็กไทยขาด ซึ่งก็คือทักษะในการเรียนรู้ ทักษะในการสื่อสาร ทักษะในการทำงานเป็นทีม และทักษะในการคิดสร้างสรรค์ ทำให้คุณครูต้องเปลี่ยนวิธีการสอน เพราะเด็กจะต้องออกไปเผชิญโลกที่แตกต่างจากที่เราเคยเห็นมา

โดย อ.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ Facebook.com/ajWiriya



ว่ากันว่าทักษะที่นักเรียนนักศึกษาของเรายังพอหาได้จากการทำกิจกรรม หรือทำงานกลุ่ม คือทักษะในการสื่อสาร และทักษะในการทำงานเป็นทีม ดังนั้นจะเห็นได้จากเด็กที่เรียนไม่เก่ง แต่ประสบ

ความสำเร็จในการทำงานมีอยู่เยอะแยะ เด็กพวกนี้มักเป็นเด็กกิจกรรมครับ

แต่ทักษะของความคิดสร้างสรรค์นี้บ้านเรามีน้อยจริง ๆ เพราะความคิดสร้างสรรค์เกิดจาก "ความแตกต่าง" ในขณะที่การศึกษาบ้านเราเน้นให้เด็กทุกคนเหมือนกัน แต่งตัวเหมือนกัน ตัดผมเหมือนกัน เรียนวิชาเดียวกัน ทำข้อสอบชุดเดียวกัน และต้องตอบข้อเดียวกัน

เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์จะกลายเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง เมื่อเรียนในระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม หลายคนถูกคุณครูพิจารณาว่า "โง่ เกินกว่าจะเรียน" (คุณโทมัส แอลวา เอดิสัน นักคิดระดับโลก ก็ต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถม เพราะครูแนะนำให้ไปเรียนในโรงเรียนพิเศษที่สอนเด็กสมาธิสั้น)

เมื่อก่อนเราแยกแยะไม่ออกระหว่างเด็กเรียนเก่งกับเด็กคิดเก่ง และไม่รู้จักเรื่องราวของความคิดสร้างสรรค์กันหรอกครับ จนกระทั่งประมาณ 50 ปีที่แล้ว นักจิตวิทยาชื่อดัง อาจารย์ Torrance ได้ทำการวิจัยเพื่อยืนยันว่า ความคิดสร้างสรรค์ มีความสำคัญเท่าเทียมกับความคิดเชิงวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ จำเป็นสำหรับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก แพทย์ วิศวกร ตำรวจ หรือแม่บ้าน

มาถึงวันนี้เป็นที่ชัดเจนว่าทุกสาขาอาชีพต้องการคนที่มีทักษะในการคิดสร้างสรรค์ แต่ปัญหาคือการศึกษาแบบบอกเล่า และการสอนแบบท่องจำ นอกจากจะไม่ช่วย

ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นการทำลายมันอีกด้วย (จากงานวิจัย James Catterall, Sir Ken Robinson และงานวิจัยของนักการศึกษาอีกหลายท่าน)

หลายประเทศในโลกจึงได้ใช้ความพยายาม เพื่อที่จะให้คุณครูปรับเปลี่ยนการสอน เพื่อสร้างให้ผู้เรียนได้มีทักษะที่สำคัญเหล่านี้ โดยเฉพาะอเมริกา ต้นแบบการศึกษาที่เราไปลอกเขามาใช้นี่แหละครับ อยู่ในช่วงปวดหัวกับการจูงใจครูให้เปลี่ยนรูปแบบการสอน ล่าสุดได้มีการนำเสนอ "21st century skills" จากการรวบรวมแนวคิดของนักการศึกษาระดับแนวหน้าของอเมริกา เพื่อเป็นแนวทางในการเปลี่ยนแปลงการสอนอย่างจริงจัง

ความจริงแล้ว เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไทยเราเองก็ทำการปฏิรูปการศึกษาจากแนวคิดของนักการศึกษาไทย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ชัดเจนและดีมาก ๆ ครับ แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ เรามีการเปลี่ยน

แค่เปลือก คือโครงสร้างต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนครูใหญ่เป็นผู้อำนวยการ แต่ผู้อำนวยการก็ยังต้องรอคำสั่งจากกระทรวงเหมือนเดิม

เรามีการจัดตั้งสถาบันทางการทดสอบแห่งชาติ แต่ สทศ.ก็กลายมาเป็นองค์กรออกข้อสอบคัดเด็กเข้ามหาวิทยาลัย

เรามีการจัดตั้ง สมศ.ซึ่งกลายเป็นปัญหากระดาษล้นโรงเรียน

ส่วนแก่นแท้ที่เราต้องการจริง ๆ คือการเปลี่ยนแปลงการสอน ครูของเรา

ส่วนใหญ่ยังคงสอนแบบเดิมครับ

เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงการสอนไปในแนวทาง "ผู้เรียนเป็นสำคัญ" แต่ทุกวันนี้ ครูส่วนใหญ่ยังไม่รู้เลยว่าสอนอย่างไร "ผู้เรียนเป็นสำคัญ" นอกจากไม่รู้ว่าจะสอนอย่างไร ครูของเรายังต้องมาปวดหัวกับการทำรายงานส่ง สมศ.ต้องมาทำงานวิจัยเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ต้องมาอบรมฝึกฝนความรู้ใหม่ ๆ ต้องเตรียมรับการประเมินผล และล่าสุดต้องมาเร่งให้เด็กสอบโอเนตได้คะแนนมาก ๆ

ส่วนเด็กนักเรียนระดับประถมต้องเรียน 8 สาระการเรียนรู้...หนักเลยครับ จากเด็กร่าเริง สนุกสนาน ต้องกลายเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนข้อมูลตั้งแต่เช้าจดเย็น ใครรับได้ ก็กลายเป็นเด็กเรียนเก่ง ส่วนใครไม่ชอบ ก็กลายเป็นเด็กไม่รักเรียน เด็กเกเร ผลเป็นอย่างไร แล้วทุกคนจะช่วยกันได้อย่างไร จะมาเล่าให้จบในครั้งหน้าครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล