ก้าวใหม่และการพิสูจน์ตัวเองของ "เจ.เค. โรว์ลิ่ง"

ก้าวใหม่และการพิสูจน์ตัวเองของ "เจ.เค. โรว์ลิ่ง"

ก้าวใหม่และการพิสูจน์ตัวเองของ "เจ.เค. โรว์ลิ่ง"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากความทุ่มเทและพยายามนั้น นอกจากจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจแล้ว ในบางครั้งยังแปรสภาพเป็นกรงขัง ที่แม้ไร้รูปร่างแต่แรงกดทับที่เกิดขึ้นจากความกังวล รวมถึงความคาดหวังกลับหนักหนา จนบางคนตัดสินใจ "หยุดทำ" เพื่อรักษาความสำเร็จที่เคยมี และลั่นบานประตูปิดตายใส่ความล้มเหลวที่อาจมาทายทัก

แต่ความรู้สึกข้างต้นคงไม่เกิดกับ "เจ.เค. โรว์ลิ่ง" นักเขียนที่สร้างประวัติศาสตร์ให้โลกหนังสือด้วยซีรีส์พ่อมดน้อย "แฮร์รี่ พอตเตอร์" ซึ่งมียอดขายทั่วโลกกว่า 450 ล้านเล่ม และยังต่อยอดไปสู่สิ่งอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน และนำเธอไปสู่สถานะของนักเขียนที่ร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของโลก

ประวัติศาสตร์ที่เธอสร้างขึ้น ไม่ได้กลายเป็นบ่วงมัดคอให้เธอไม่กล้าทำอย่างที่นักวิจารณ์หลายคนเคยคาดการณ์ไว้ และ ""เดอะ แคชวล วาแคนซี่"" (The Casual Vacancy) ก็คือเส้นทางสายใหม่และบทพิสูจน์ที่สำคัญของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง

"ถ้าแฮร์รี่ พอตเตอร์ คือเด็กผู้ชายที่มีแต่คนรักใคร่เอ็นดู เดอะ แคชวล วาแคนซี่ ก็คือชายวัยกลางคนที่ปรากฏตัวพร้อมบรรยากาศทึมเทามืดมัวและเสียดสีคนรอบข้างด้วยตลกร้ายตลอดเวลา ....ความรู้สึกที่มีต่อชายผู้นี้คือไม่รักก็ชังไปเลย

"ของขวัญที่ดีที่สุดที่ฉันได้รับจากการประสบความสำเร็จของแฮร์รี่ พอตเตอร์ คืออิสรภาพที่จะทำให้ฉันได้สำรวจอาณาเขตใหม่ๆ ทางความคิด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นๆ ในชีวิตอีกต่อไป" โรว์ลิ่งกล่าว"

อาณาเขตทางความคิดใหม่ๆ ของเธอ มาพร้อมกับสิ่งที่เธอบอกว่า "แตกต่างอย่างสิ้นเชิง" กับผลงานก่อนหน้า

มุมมืดหลุมดำแห่งใจมนุษย์ที่มีทั้งการทรยศหักหลัง การคดโกง การข่มขืน ยาเสพติด ฯลฯ ทุกความเลวร้ายและน่าละอายปรากฏอยู่ใน "เดอะ แคชวล วาแคนซี่"

"ฉันเข้าใจดีว่าทุกคนจะต้องช็อกมากเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ โดยเฉพาะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่ทั้งหมดมันคือความจริงบนโลกที่เราและคนที่เรารักกำลังใช้ชีวิตกันอยู่ มันอาจจะน่ากลัว แต่ไม่มีใครปฏิเสธความจริงไปได้หรอก"

ในชีวิตจริงโรว์ลิ่งมีปมปัญหากับด้านมืดของโลก จึงต้องการนำมาเป็นธีมในนวนิยายเล่มใหม่ โรว์ลิ่งเล่าว่าบางส่วนในหัวใจของเธอได้ซึมซับความโหดร้ายของโลกใบนี้เอาไว้และอัดแน่นจนต้องกลั่นออกมาเป็นนิยายในแนวที่เธอใช้คำว่า "โศกนาฏกรรมชวนหัว" ในสังคมสมมุติของเมืองแพกฟอร์ด

"ฉันเกิดไอเดียขึ้นตอนอยู่บนเครื่องบิน แล้วตื่นเต้นกับมันมาก มันเป็นนวนิยายเกี่ยวกับศีลธรรมและเรื่องราวที่เกี่ยวกับความตาย บางส่วนของนวนิยายเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตฉัน ตัวฉัน เช่น เรื่องความจน ทัศนคติที่ฉันเคยเจอและเป็นทุกข์มาก่อนในช่วงชีวิตหนึ่ง

"ประสบการณ์ที่ทำให้มีข้อมูลมากมายมาเขียน คือช่วงที่ฉันทำงานเป็นนักวิจัยให้องค์การนิรโทษกรรมสากล ทุกวันฉันพบเห็นเรื่องชั่วของมนุษย์ที่ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจหรือเพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง"

"เรื่องราวเกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ ตัวละครอยู่ในช่วงวัยรุ่นไปจนถึงผู้ใหญ่ ฉันชอบนิยายในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่มักใช้เมืองเป็นศูนย์กลาง โดยในเรื่องจะแสดงให้เห็นชัดเจนระหว่างชาวเมืองแพกฟอร์ดที่ภูมิใจในท้องถิ่นของตน เมืองที่สวยงาม สะอาดเรียบร้อย เมื่อต้องรับภาระดูแลเคหะชุมชนที่เปรียบเสมือนรอยด่างของสังคม เป็นแหล่งเสื่อมโทรม เป็นภาระที่ต้องถูกกำจัด ข้อขัดแย้งในชีวิตแต่งงาน ความตึงเครียดในครอบครัว ความขัดแย้งเรื่องแนวคิดระหว่างการเน้นให้การพึ่งตนเองและการรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ทุกอย่างจึงนำมาซึ่งความขัดแย้งและความเกลียดชังระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

Casual Vacancy คือเก้าอี้ที่กำลังว่างในสภาศาสนาหลังความตายของสมาชิก ฉันชอบคำคำนี้มาก สำหรับฉันแล้วมันหมายถึงความตายที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว ตัวละครทุกตัวของฉันล้วนมีชีวิตที่บกพร่อง ซึ่งพวกเขาพยายามจะเติมเต็มด้วยสิ่งต่างๆ อาทิ เครื่องดื่มมึนเมา ยาเสพติด จินตนาการ หรือพฤติกรรมท้าทายโลก"

ในแง่การขายชื่อของโรว์ลิ่งยังมีเวทมนตร์ เพราะ "เดอะ แคชวล วาแคนซี่" ติดอันดับหนังสือขายดีระดับโลกทันที และกำลังจะกลายป็นซีรีส์ทางช่อง BBC ของอังกฤษ ในขณะที่ไทยเอง "สนพ.นานมี" ที่ได้ลิขสิทธิ์เล่มนี้ไปก็มั่นใจว่ายอดขายไม่น้อยกว่า 300,000 เล่มอย่างแน่นอน

ทว่า สำหรับเสียงจากนักวิจารณ์นั้นกลับแตกเป็นสองทาง ทางหนึ่งมองว่านี่คือนวนิยายเสียดสีสังคมเรื่องเยี่ยมที่พยายามกะเทาะเปลือกของมนุษย์ ช่องว่างระหว่างชนชั้น ความพยายามรักษาอำนาจที่มีด้วยการทำลายผู้อื่นผ่านหน้ากากแห่งรอยยิ้ม ด้วยการเล่าเรื่องแบบตลกร้ายและการใช้ภาษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโรว์ลิ่ง ภาษาที่สามารถทำทุกสิ่งที่ไร้ชีวิตให้มีชีวาขึ้นมาได้

อีกทางหนึ่งมองว่านี่ไม่ใช่ทางถนัดของเธอ ตัวละครที่มากมายอย่างไม่มีตัวละครหลัก และความพยายามที่จะสะท้อนปัญหาสังคมในทุกๆ เรื่องทำให้นิยายเรื่องนี้กระจัดกระจายและไม่สามารถลงลึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจนชวนกระทบใจ

แต่ไม่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์เช่นไร สิ่งหนึ่งที่เห็นตรงกันก็คือชื่นชมในความกล้าหาญของโรว์ลิ่งที่ไม่ยึดติดกับกรอบของความสำเร็จใดๆ

"ฉันไม่โกรธที่บางคนอาจจะไม่ชอบ และไม่หงุดหงิดที่หลายๆ คนยังเรียกร้องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉันถือว่ามันคือคำชมเชย ฉันยังจะเขียนหนังสือเด็กอีกแน่ๆ เพราะฉันรักที่จะเขียน แต่สำหรับเล่มนี้นี่คือหน้าที่" โรว์ลิ่งอธิบาย

"เพราะเมื่อคุณเป็นนักเขียน คุณต้องเขียนสิ่งที่คุณอยากเขียนหรือจำเป็นต้องเขียน ฉันจำเป็นต้องเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อโลกใบนี้ โลกที่ลูกๆ ของฉันจะยังต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไป"

 โดย สิรนันท์ ห่อหุ้ม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล