In the Bodybuilding Business

นิตยสาร 247

สนับสนุนเนื้อหา

ดนุพล ชิลลี่

Bamm!!! วลีที่ไร้ความหมายแต่ฟังแล้วเข้าถึงอารมณ์ความสะใจ ความเถื่อน ที่กลายเป็นคำฮิตไปช่วงหนึ่งบนอินเทอร์เน็ตในหมู่มวลผู้นิยมกล้ามและการฟิตเนสเมื่อกลางปีก่อนคือจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้หลายคนอยากรู้ว่าเจ้าวลีนี้คือใคร และกำลังทำอะไร ชายหนุ่มเจ้าของวลีนั้นก็คือ ‘แดนนี่ – ดนุพล ชิลลี่’ หรือ ‘แดนนี่ FitWhey’ นักธุรกิจหนุ่มที่ทำธุรกิจออนไลน์นำเข้าอาหารเสริมกล้ามเนื้อและอุปกรณ์ฟิตเนสมาเกือบ 10 ปี เขาใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นานในการทำธุรกิจทางออนไลน์ให้ติดตลาด กระทั่งวันหนึ่งเขาตัดสินใจเลิกจ้างพรีเซ็นเตอร์ ปรับแผนธุรกิจออนไลน์ แล้วใช้ตัวเองเป็นพรีเซ็นเตอร์ทำคลิปง่ายๆ ให้ความรู้ในการออกกำลังกาย และสื่อสารกับลูกค้าผ่านเฟซบุ๊ค ไม่นานสิ่งที่เขาทำก็ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง แดนนี่สามารถกระชากความสนใจจากชาวออนไลน์ได้สำเร็จด้วยทฤษฏีการตลาดของเขา เพื่อถางเส้นทางความสำเร็จในแบบของเขา ซึ่งวันนี้แดนนี่ จะพาเรามาเดินชมเส้นทางนั้นกัน
Bamm!!!

ธุรกิจของเราเริ่มต้นจากเวย์กระป๋องสุดท้าย ย้อนกลับไป 10 ปีก่อนผมเริ่มเล่นฟิตเนสและกินเวย์โปรตีนอย่างจริงจัง ซึ่งในขณะนั้นเวย์แพงมาก กระป๋องนึง 6,500 บาท ขณะที่ต่างประเทศขายกระป๋องละ 800 บาท วันหนึ่งผมไปอเมริกาเห็นเวย์ราคาถูกก็เลยซื้อกลับมา 7 ถัง ความที่เราเป็นเด็กไม่ได้คิดต่อยอดอะไร ไม่ได้คิดถึงการทำธุรกิจนำเข้าเวย์ด้วยซ้ำเราซื้อเพื่อกินเอง เพื่อนที่รู้ก็มาขอซื้อต่อ เราก็ขายในราคาที่ซื้อมาจนเหลือถังสุดท้ายผมจำได้เลยว่าเป็นรสกล้วย เพื่อนโทรมาขอซื้อต่อผมไม่ขายเพื่อนก็บอกว่า “ถ้ามีอีกก็บอกเรายอมจ่ายแพงกว่านี้ก็ได้” นั้นมันจึงเป็นไอเดียให้ผมเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการนำเข้าเวย์มาขายอย่างจริงจัง ช่วงแรกเรามีทุนไม่มากพอ ผมเลยไปเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนสจนเก็บเงินได้ก้อนนึงก็เอามาทำธุรกิจนำเข้าเวย์อย่างจริงจังนับตั้งแต่วันนั้น

เราสร้างตัวตนของ FitWhey ให้ชัดด้วยตัวเอง โดยผมเริ่มจากทำวีดีโอโปรโมทแบรนด์เมื่อมิถุนายนปีที่ผ่านมา เดิมทีผมใช้พรีเซ็นเตอร์ช่วยสื่อสารแบรนด์ตั้งแต่เปิดเพจเฟซบุ๊ค เมื่อปี 2554 ส่วนผมอยู่หลังบ้านไม่เปิดเผยตัวเองเพราะผมมองว่าลูกค้าอยากรู้จักสินค้าไม่ใช่เรา ตอนหลังผมรู้สึกว่าพรีเซนเตอร์ เข้าไม่ถึงหัวใจของ FitWhey ผมจึงเลิกจ้างพรีเซ็นเตอร์ แล้วเลือกที่จะสื่อสารกับลูกค้าด้วยตัวเองผ่านวิดีโอคลิปง่ายๆ แต่มีจุดขาย หลายคนมองว่าผู้บริหารจะต้องไม่ฉีกเสื้อ ต้องสุขุม ไม่แสดงอารมณ์ ผมไม่เชื่อในเรื่องพวกนี้ ธุรกิจอื่นมาดแบบนั้นอาจใช่ แต่ธุรกิจฟิตเนสไม่ใช่ เหมือนเวลาคุณมาออกกำลังกายที่ยิมคงไม่มีใครใส่สูทมาเล่นหรอก (หัวเราะ) ภาพความเถื่อน สนุกๆ จึงออกมาอย่างที่คุณเห็น เมื่อก่อนผมทำคลิปให้พรีเซ็นเตอร์พูดถึงสินค้า 3 เดือนมียอดวิว 3,000 ครั้ง วันนี้ผมทำเองถ่ายด้วย iPhone ง่ายๆ แป๊บเดียว 1 แสนวิว

ทำธุรกิจคุณจะกางตำราทำตามก็ได้แต่สุดท้ายคุณต้องมี ‘เซ้นส์’หลายครั้งที่ผมทำโปรโมชั่นแจกเวย์ให้ลูกค้าฟรีแล้วอารมณ์มันพาไปผมก็แจกเพิ่มโดยไม่ได้คิดเรื่องกำไรขาดทุน อยากแจกก็แจก มีคนถามว่าไม่กลัวขาดทุนเหรอ ผมบอกไม่กลัว มองง่ายๆ 1 ปี มี 365 วัน ผมจัดโปรโมชั่น 2 วันต่อปีแจกเวย์ลูกค้าฟรี ผมแค่ขาดทุน 2 วัน อีก 363 วันผมยังกำไร แล้วผมจะต้องคิดมากทำไม นี่คือแนวคิดของผม ผมเอางบการตลาดมาจัดโปรโมชั่นด้วยตัวเอง และส่งถึงมือลูกค้าเองเลยดีกว่าลูกค้าเราก็เป็นพรีเซ็นเตอร์ไปในตัว แล้วยิ่งมีคนมาซื้อของที่เรามากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งขายได้ถูกมากขึ้นเท่านั้น ถ้าคุณตั้งเป้าอยากมีกำไร 100 ล้านต่อปี มีวิธี 2 อย่างคือหนึ่งขายให้แพงถึงได้น้อยแต่ก็ร้อยล้าน หรือสองขายถูกเน้นปริมาณแต่ก็ได้ร้อยล้าน หากมองแค่ 1 - 2 ปี ยังชี้วัดอะไรไม่ได้ แต่ถ้ามอง 5 – 10 ปี คนที่ขายสินค้าแพงๆ ให้กับลูกค้าจะค่อยๆ หายไปเอง คุณคิดว่าแบบไหนยั่งยืนกว่าล่ะ

ธุรกิจ E-Commerce อาหารเสริมแข่งขันกันสูง แต่จุดที่เราแตกต่างกับคนอื่นคือ ‘เราเริ่มก่อนและเถื่อนกว่า’ คนมาทีหลังจะเหนื่อยในการที่ต้องทำตลาดให้ไม่ด้อยกว่าของเรา แต่ถ้าผู้ประกอบการคนไหนทำได้ดีกว่าเรานั่นก็ต้องยอมรับ แต่ผมเชื่อว่าเราก็มีมุมมองในการทำธุรกิจที่ต่างกันทำให้เราต่างจากคนอื่น บริษัทส่วนใหญ่เขาคิดถึงกำไร - ขาดทุนเป็นอันดับแรกอยู่แล้วซึ่งนั่นก็เป็นหัวใจในการทำธุรกิจที่ถูกต้อง แต่สำหรับผมมองว่าไม่ใช่ ผมทำธุรกิจโดยใช้เซ้นส์ เอาง่ายๆ ถ้าคุณมีทุน 100 บาทคุณอาจจะค่อยๆ โยน แต่สำหรับผมมี 10 บาท ผมก็กล้าโยนหมด 10 บาทเลยนั่นล่ะสไตล์ผม

ผมโชคดีที่มีทีมงานดีคอยช่วยเหลือ และผมก็พยายามสอนทีมงานทุกคนให้คิดเหมือนเป็นเจ้าของธุรกิจ ผมรู้อะไรบ้างคุณต้องรู้เหมือนผม พอทุกคนรู้ทุกเรื่อง ทุกคนจะทำได้ทุกอย่าง โอกาสการทำงานหรือบริษัทจะผิดพลาดก็น้อยลงมาก ที่ผ่านมาบริษัทผมไม่มีพนักงานลาออกแม้แต่คนเดียวแต่ละคนอยู่เกิน 2 ปี ทุกคนที่ทำงานกับผม เราทำงานอย่างมีความสุข ผมดูแลพนักงานทุกคนอย่างดี สวัสดิการดี ปีนี้มีโบนัส 12 เดือน อีกไม่นานออฟฟิศผมจะทำงานแค่ 4 วัน หยุด 3 วัน พนักงานมาสายผมไม่เคยหักเงิน ลาป่วยลากิจได้หมด ขออย่างานเสียเป็นใช้ได้ แต่กว่าจะถึงจุดนี้ผมต้องทดสอบแต่ละคนก่อนโดยวิธีของผมเพื่อจะดูว่าคุณเข้ากับกับบริษัทเราหรือเปล่าถ้าผ่านเราก็คือครอบครัวเดียวกัน

Profile
อาชีพ : ผู้ก่อตั้ง FitWhey

After Work
ทุกๆ วันผมจะอยู่ออฟฟิศตลอดช่วง 9 โมงเช้า – 5 โมงเย็นโดยเราทำงานอยู่หน้าคอมฯ หลังจากเลิกงานก็เปลี่ยนจากอยู่หน้าคอมฯ มาเป็นอยู่กับดัมเบลในฟิตเนส ฉะนั้นมันเหมือนผมทำงานตลอดเวลา เหมือนงานคือชีวิตผมแค่เปลี่ยนที่ทำงานเท่านั้น

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่

เรื่องล่าสุดของหมวด Work

ดูหมวด Work ทั้งหมด