"เทเรนซ์ ครอว์ฟอร์ด" : ดอกไม้นักสู้ที่เบ่งบานจากห่ากระสุน

"เทเรนซ์ ครอว์ฟอร์ด" : ดอกไม้นักสู้ที่เบ่งบานจากห่ากระสุน
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

การได้รางวัลนักชกสมัครเล่นยอดเยี่ยมในอดีต และกำลังค่อยๆ เริ่มต้นบนเส้นทางอาชีพ กับการโดนกระหน่ำยิงคารถ 12 นัดและกระสุนเฉี่ยวศีรษะ ดูจะเป็นอะไรที่ไม่น่าเกิดขึ้นในคนเดียวกันเลยใช่ไหม?

นี่คือเรื่องราวของ เทเรนซ์ ครอว์ฟอร์ด นักชกมากเข็มขัดเจ้าของสถิติไร้พ่าย ผู้เติบโตมาบนเส้นทางแห่งความแร้นแค้น และเกิดเรื่องราวมากมายในชีวิตเขา ... "ห่ากระสุนใส่รถ" เปลี่ยนความคิดเขาไปได้อย่างไร? ติดตามได้ที่นี่

 

โอมาฮ่า ชุมชนแห่งความแร้นแค้น 

โอมาฮ่า คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐเนบราสก้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่คนหนึ่ง เขาคือ วอร์เรน บัฟเฟต์ ชายผู้ร่ำรวยเป็นอันดับ 3 ของโลกและมีทรัพย์สินมากถึง 82,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เขาคือบุคคลที่เติบโตมาจากความยากจนและกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ โอมาฮ่า ทว่า... คนอย่างเขามีเพียง 0.00001% เท่านั้นในเมืองๆ นี้ 

 1

ที่ โอมาฮ่า มีชุมชนของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน เป็นกลุ่มใหญ่ที่ยากจนและต้องใช้ชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ และมีอยู่หนึ่งครัวเรือนที่อัดแน่นไปด้วยสมาชิกเป็นสิบคน นั่นคือบ้านของครอบครัวครอว์ฟอร์ด ซึ่งในปี 1987 พวกเขาก็ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ที่เพิ่งลืมตาดูโลก... เทเรนซ์ "บัด" ครอว์ฟอร์ด 

"ที่รัก ลูกชายของเราคนนี้จะต้องเป็นไอ้หนูเงินล้านแน่นอน เชื่อผมสิ" เทอร์รี่ ครอว์ฟอร์ด ชายวัยกลางคนพูดกับ เดบราห์ ภรรยาของเขาอย่างมั่นใจ

ไม่แปลกที่เขาจะคิดแบบนั้น เทอร์รี่ ครอว์ฟอร์ด คือลูกชายของนักมวยและใช้แรงหมัดแลกเงินเพื่อให้ครอบครัวได้อิ่มท้องในแต่ละมื้อ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังและรู้ตัวอีกทีเขาก็แก่เกินที่จะฝันว่ามวยจะทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐี ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมความฝันนั้นจึงถูกส่งต่อไปยังลูกชายคนแรกของเขา

"ไร้สาระ เขาเป็นแบบนั้นไม่ได้หรอก" ผู้เป็นภรรยาบอกกับสามีแบบนั้น เธอว่าแบบนั้นเพราะเธอเห็นมาเยอะแล้วว่าชีวิตนักมวยที่ไม่ได้มีชื่อเสียงนั้นเป็นอย่างไร ... ไส้แห้งและเดือนชนเดือน นั่นคือสิ่งที่ครอบครัว ครอวฟอร์ด เป็น 

ในตอนแรกหากจะบอกว่าใครเป็นหมอดูที่แม่นกว่ากันคงต้องบอกว่าภรรยาเป็นฝ่ายถูกเต็มๆ เพราะ เทเรนซ์ หรือ "บัด" ที่คนในครอบครัวเรียก เติบโตมาด้วยนิสัยที่ร้ายกาจ ชอบตัดสินปัญหาด้วยวิธีใช้ความรุนแรงเป็นอันดับแรก เด็กรุ่น 5-7 ขวบและรุ่นๆ เดียวกันโดนเขาชกร่วงหมด สร้างปัญหาให้ครอบครัวไม่เว้นแต่ละวัน ...

ความจริงแล้วเขาไม่ได้อยากจะทำร้ายใคร แต่สภาพแวดล้อมทุกอย่างบีบให้เขาต้องสู้และไม่ยอมคน พ่อและแม่ของเขาเถียงกันทุกวันและจบด้วยการแยกกันออกไปดื่มเหล้า จนที่สุดแล้วทั้งคู่ก็เลิกกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ บัด เป็นเด็กเก็บกด... เขารักพ่อมากกว่าแม่ นั่นคือสิ่งที่เขาคิดตอนเด็กๆ

 2

"ผมเห็นพ่อเดินจากไปและแน่นอนผมร้องไห้ พ่อเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม และทุกครั้งที่ได้อยู่กับพ่อ พ่อจะบอกเสมอว่าพ่อภูมิใจในตัวลูกนะ และทิ้งท้ายว่า 'ไอ้ลูกชาย แกจะต้องโตมาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จและรวยเป็นล้าน' ทุกครั้งที่พ่อบอกแบบนั้น แม่จะแทรกเข้ามาเสมอ บัดมันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก" เทเรนซ์ ครอว์ฟอร์ด พูดถึงครอบครัว

หลังจากที่เลิกกัน เทเรนซ์ ก็หัวแข็งกับแม่ เดบราห์ เองก็ต้องทำงานไปด้วยจึงปวดหัวกับพฤติกรรมที่ยิ่งโตยิ่งหนักข้อของลูกชาย เช้าวันหนึ่งเธอปลุกเขาแต่หัววันและจูงแขนไปหาชายผิวสีคนหนึ่งชื่อ มิดจ์ ไมเนอร์ และขอแรงให้ชายคนนั้นช่วยดัดสันดาน เทเรนซ์ บ้าง มิดจ์ จึงดึงตัวของเด็กน้อยวัย 7 ขวบที่มีท่าทีต่อต้านมาเปิดเครื่องเล่นวีดีโอเพื่อดูอะไรบางอย่าง

"มิดจ์ เข้ามาลากคอผมถึงบ้านตอนที่ผมไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว เขาพาไปที่บ้านของเขาและต่อไปถึงโรงยิม เขาต้องพาผมไปด้วยเพราะเขาไม่อยากให้ผมทำเรื่องวุ่นๆ อีก" เทเรนซ์ เล่าเรื่องที่พอจำความได้ 

ความสัมพันธ์แบบไม้แข็งเริ่มขึ้นหลังจากนั้น มิดจ์ รู้ว่าเด็กอย่าง เทเรนซ์ ต้องเล่นกันแบบนี้เท่านั้นจึงจะเอาอยู่ เขาพา เทเรนซ์ ไปซ้อมมวยทุกวัน เขาตั้งใจจะทำให้เด็กคนนี้เป็นนักมวยอาชีพให้ได้ เพราะมันเป็นทางเดียวที่ เทเรนซ์ จะรักษาชีวิตตัวเองให้ได้ไปตลอดรอดฝั่ง

"แปลกนะ เขาเชื่อฟังผมยิ่งกว่าใคร และหลังจากนั้น บัด แทบไม่เคยทำตัวเป็นปัญหาให้กับผมเลย ผมสังเกตว่าเขาเริ่มเติบโตขึ้นและมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นแล้ว" มิดจ์ แห่ง คาร์ล วอร์ชิงตัน บ็อกซิ่ง คลับ เห็นบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

ธรรมชาติแปรปรวน

การเอาเด็กชอบชกต่อยมาฝึกมวยเหมือนการจับลูกจระเข้โยนลงบ่อน้ำ ... แม้จะเพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก แต่ก็รู้แน่ว่าอย่างไรเสียมันคงไม่จมน้ำตาย นิยามของ เทเรนซ์ ครอว์ฟอร์ด ในวันที่เริ่มฝึกมวยแบบจริงจังเป็นเช่นนั้น

 3

"ถามว่าเราเปลี่ยนอะไรในตัวของเขาบ้างน่ะเหรอ? ไม่หรอก สิ่งที่อยู่ในตัวของเขามันมีความเป็นธรรมชาติมาก" มิสเตอร์ไมเคิล เจ้าของโรงยิมกล่าว ... และเขาก็พูดถูก เพราะคุณสมบัติอย่างหนึ่งของธรรมชาติคือ "มันคาดเดาไม่ได้เสมอ"

ในมุมหนึ่ง เทเรนซ์ ครอว์ฟอร์ด คือยอดฝีมือในระดับสมัครเล่น และเคยเกือบถึงขั้นเป็นตัวแทนทีมชาติสหรัฐอเมริการ่วมแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก แต่ธรรมชาติในตัวของเขาก็แปรปรวน 

ช่วงยุค '90s ต่อ 2000s คือยุคที่สงครามแก๊งของกลุ่มคนเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันปะทุขึ้นด้วยเรื่องราวระหว่างแก๊งสีแดง (Blood) และแก๊งสีน้ำเงิน (Crips) ซึ่งฝั่งตอนเหนือของ โอมาฮ่า เป็นฝั่งของสีน้ำเงินและ เทเรนซ์ ก็เอากับเขาด้วย

เขากลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของแก๊งสีน้ำเงิน และเป็นบุคคลสองบุคลิก เมื่ออยู่บนเวทีเขาจะเอาจริงเอาจัง เขาเก่งจนสามารถเทิร์นโปรเป็นนักชกอาชีพได้สำเร็จ ขณะที่อีกด้านหนึ่งเขาคือสมาชิกแก๊งระดับแถวหน้า

คืนหนึ่งในเดือนกันยายน 2008 ขณะนั้น เทเรนซ์ อายุได้ 21 ปี และเพิ่งคว้าชัยไฟต์ที่ 4 ใน 4 ไฟต์ของอาชีพการชก ... ก่อนหน้านั้นเจ้าตัวเพิ่งจะไปเล่นพนันได้เงินมาก้อนหนึ่ง แต่แทนที่จะกลับไปนับเงินที่บ้าน เขาตัดสินใจที่จะนับเงินสดๆ กลิ่นหอมหวนบนรถ โอลด์สโมบิล คัทลาส ซูพรีม ปี 1986 ขณะจอดติดไฟแดง

"ผมกำลังนับเงินอยู่เลย" บัดเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นได้เป็นฉากๆ "20... 40... แล้วทันใดนั้นก็ เปรี้ยง!" กระจกท้ายรถแตกละเอียดเป็นสิ่งแรก หลังจากนั้นกระสุนก็รัวเข้ามาที่รถของเขาทั้งหมด 12 นัด  

"ผมโดนยิงตั้งแต่กระสุนนัดแรก ผมเหมือนคนสติแตกช็อคไปดื้อๆ เลือดท่วมไปทั่วทั้งคันรถ และเมื่อมือปืนหยุดยิง ผมเริ่มมองหาทางที่จะไปโรงพยาบาล" เขาเล่าเหตุการณ์ที่โดนยิงในวันนั้น ซึ่งเขาเป็นคนที่ประคองร่างตัวเองขับรถไปยังโรงพยาบาล

 4

โชคดีมาก เขารอดตายปาฏิหาริย์ กระสุนแฉลบกระจกหลังรถและไม่ได้ทะลุผ่านกะโหลกของเขาโดยตรง แต่ก็ทิ้งบาดแผลยาวบนหัวไว้ ซึ่งหลังจากรักษาตัวเสร็จเรียบร้อย สัญชาตญาณนักเลงของ เทเรนซ์ บอกว่า "มันต้องไม่จบที่เขาเข้าโรงพยาบาล" เขาพอจดจำรูปพรรณของมือปืนในวันนั้นได้ หากจะให้ล้างแค้นก็คงทำได้ไม่ยาก

ทว่าสัญชาตญาณนักมวยในตัวเขาแย้งขึ้นมาและบอกว่าถ้าจะยิงหมอนั่นให้ตายแล้วเอาไปโม้ในคุกมันคงเป็นชีวิตที่น่าวุ่นวาย และถ้าเรื่องมันกลับกันขึ้นมา ลูกชายของเขาที่เพิ่งเกิดหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่นานจะต้องเป็นเด็กกำพร้าพ่อในทันที 

"แกมีทางเลือกนะหลานชาย" เดอาร์เธอร์ เดวิส ลุงของเขาที่เป็นบาทหลวงกล่าว "ถ้าแกยิง มันไม่ใช่ความผิดของใครเลยนอกจากแกคนเดียว แกคิดว่ามันมีเหตุผลอะไรไหมล่ะทำไมแกถึงไม่ยังตาย? ... ดูเหมือนพระเจ้ายังไม่พร้อมให้แกเจอหน้าในตอนนี้"

โอกาสที่ 2 ของชีวิต

จังหวะทุกอย่างสัมพันธ์กัน ในระหว่างที่ เทเรนซ์ 2 จิต 2 ใจว่าจะ "ยิงทิ้ง" หรือ "ปล่อยไป" ปรากฎว่าชะตาขีดเอาไว้ให้เขาไม่เคยพบมือปืนคนนั้นอีกเลย ถึงกระนั้น เขาก็รู้ดีว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น...

 5

"มือปืนคนนั้นตายแล้วครับ เขาถูกยิงที่ศีรษะ" เจ้าตัวเผยถึงชะตากรรมของผู้ที่ยิงเขาผ่านการให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมา

นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชีวิตของ เทเรนซ์ เดินทุ่มเทกับเส้นทางเดินที่ชัดเจนที่สุดนั่นคือการชกมวย 

"หลังจากโดนยิงชีวิตของเขาเปลี่ยนไป ... เขาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ไปเลย เขาเริ่มเคารพคนอื่นมากขึ้น เขาเข้าโรงยิมและฝึกปรือตัวเองหนักขึ้น" ไบรอัน แม็คอินไทร์ เทรเนอร์ส่วนตัวและญาติสนิทของ เทเรนซ์ กล่าว

แค่มีชีวิตกลับมาได้สวมนวมอีกครั้งมันทำให้ เทเรนซ์ กลับมามีความมุ่งมั่น เขาย้อนคิดเสมอว่าทำไมเขาจึงไม่ตายและเขาก็พบว่าพระเจ้ามอบพร 1 ประการให้กับเขาตั้งแต่ลืมตาดูโลก มันคือพรสวรรค์ของการเป็นนักสู้แต่เขายังไม่ได้รับและนำมันมาใช้แบบจริงๆ จังๆ เลย

ฝีมือการชกของ เทเรนซ์ โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ และไปเข้าตาของ บ็อบ อารัม หนึ่งในโปรโมเตอร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในวงการมวย ซึ่งตัวของ อารัม มองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวของ เทเรนซ์ เขาอาจจะไม่เคยได้ไปโอลิมปิก แต่ปลายทางนั้นสามารถยิ่งใหญ่ได้ หากเปรียบเทียบกับนักมวยยุคเก่าคงเหมือนกับ มาร์วิน แฮ็คเลอร์ ที่ไม่เคยได้แข่งโอลิมปิกแต่ก็กลายเป็นนักชกระดับสตาร์เคียงข้างกับ ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด ได้

 6

และสายตาระดับบ็อบ อารัม ไม่เคยผิดพลาด นับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา เทเรนซ์ กลายเป็นนักชกที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มได้ชกกับนักสู้ที่มีชื่อเสียงก่อนจะเริ่มกวาดแชมป์ไต่ระดับไล่มาตั้งแต่แชมป์รุ่นไลท์เวตของ WBO จนมาพีกสุดด้วยการกวาดเข็มขัดแชมป์โลกรุ่นไลท์เวลเตอร์เวตครบทั้ง 4 สถาบัน WBA, WBC, IBF, WBO ซึ่งถือเป็นนักชกเพียง 1 ใน 7 คนของโลก (ทั้งชายและหญิงรวมกัน) เท่านั้นที่ทำได้

เหนือสิ่งอื่นใดคือแง่ของความเป็นมนุษย์ในตัวเขา ทุกอย่างกลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น เขากลายเป็นพ่อที่ดีของลูกๆ ทั้ง 5 คนด้วย

อย่าทำให้พระเจ้าผิดหวัง

ตอนนี้ เทเรนซ์ ครอวฟอร์ด เป็นหนึ่งในนักชกที่ดีที่สุดในรุ่นเวลเตอร์เวตด้วยสถิติชก 35 ไฟต์ ชนะรวด ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเขาเพิ่งเอาชนะ อาเมียร์ ข่าน ยอดนักชกชาวอังกฤษและป้องกันแชมป์ของ WBO ได้อีกสมัย เหนือสิ่งอื่นใดคือในไฟต์นั้นเขาทำเงินได้ถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว 

 7

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปคือการปฏิบัติตัวของเขาที่ติดดินอยู่เสมอ แม้จะมีเงินมากมายแต่ เทเรนซ์ แทบไม่ได้เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ส่วนตัวเลย เขาสร้างโรงยิมในย่านบ้านเกิด เพราะหวังจะให้เด็กๆไม่ต้องเติบโตขึ้นมาเป็นเครื่องมือของพวกแก๊งเหมือนกับเขา

"ที่ โอมาฮ่า มีชุมชนชาวแอฟริกันอเมริกันที่ยากจนมากมาย บัดเติบโตมากับที่แบบนี้ เรามีสัญชาตญาณที่ยอดเยี่ยม ถ้าคุณถามเขาว่ามาจากที่ไหนเขาอาจจะไม่ตอบคุณก็ได้ แต่ถ้าเขาได้พูดแล้วล่ะก็คุณจะเห็นการเล่าที่ผ่านอารมณ์ของเขาเหมือนกับเขาเป็นเด็กๆ ที่ยากลำบากเหล่านั้นเลย" บ็อบ อารัม คอนเฟิร์มเรื่องจิตใจสำหรับนักมวยของเขา

"เขาเหมือน มาร์วิน แฮ็คเลอร์ อีกอย่างตรงไหนรู้ไหม? เขาไม่เคยใช้เงินสักดอลลาร์ไปกับเรื่องไร้สาระ เขามักจะประหยัดทุกอย่าง ครอว์ฟอร์ด ไม่ได้จ่ายเงินก้อนโตกับเครื่องเพชรและจิวเวอรี่ หรือแม้กระทั่งรถยนต์"  

 8

ถ้าถามว่า เขาเอาเงินไปไว้ที่ไหนหมด คำตอบง่ายๆ คือเขามองย้อนกลับไปยังที่ที่เขาจากมา บ้านหลังเล็กกับหลายครอบครัวที่อัดกันจนไร้ความเป็นส่วนตัวยังคงอยู่เหมือนเดิมในทุกวันนี้ ในวันที่เขามีเงิน ทุกคนพยายามจะขอเงินเขาโดยที่ไม่คิดจะทำอะไร ดังนั้นเขาจึงต้องการที่จะทำให้ครอบครัวมีชีวิตที่สงบสุขและยั่งยืน เขาจึงเอาเงินที่ได้ไปซื้อฟาร์มขนาด 20 เอเคอร์ เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในครอบครัวและชุมชน

"ลูกของเราจะต้องเป็นไอ้หนูเงินล้านแน่ๆ" คำพูดของ เทอร์รี่ ผู้เป็นพ่อย้อนกลับมาในปัจจุบัน และมันคือการทำนายอนาคตที่แม่นยำในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ เทเรนซ์ ยังเป็นนักบุญในคราบนักมวย เขาบริจาคแทบทุกอย่างที่ตัวเองมี มอบอาหารให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และไปจนถึงการลงทุนและลงแรงติดตั้งมุ้งลวดในชุมชนที่ประเทศอูกันดาและรวันดาที่มีโรคมาลาเรียระบาดอีกด้วย

 9

ทุกวันนี้ เทเรนซ์ ไม่ใช่แค่นักมวยแต่ยังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในแง่ดีต่อเมืองโอมาฮ่า แม้ว่าเขาจะไม่ร่ำรวยเท่ากับ วอร์เรน บัฟเฟ่ต์ ชายผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ แต่ทั้ง 2 คนมีความเหมือนกันอยู่อย่างนั่นคือการมอบสิ่งที่ตนเองมีคืนกลับให้สังคม นอกจากนี้ บัฟเฟ่ต์ ยังเป็นแฟนมวยตัวยงที่เหมาตั๋วริงไซด์ 10 ใบในวันที่ เทเรนซ์ ขึ้นชกด้วย 

"ผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องตอนเด็กมากนักหรอกว่าผมถูกเลี้ยงดูมายังไงและเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง ผมบอกได้เพียงว่าผู้ชายคนนี้เปลี่ยนไปแล้ว การชกมวยไม่ใช่กีฬาสำหรับผมอีกต่อไป ผมใช้ชีวิตในฐานะนักสู้ และผมสู้มาตั้งแต่เจ็ดขวบ นั่นล่ะคือวิถี ซึ่งผมคิดว่าตัวเองเป็นนักสู้ที่ดีในระดับหนึ่งนะ" เทเรนซ์ ครอวฟอร์ด กล่าวทิ้งท้าย 

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!