ไม่รักชาติหรือไง? : เหตุที่สตาร์ NBA เมินลงแข่งบาสเกตบอลชิงแชมป์โลก

ไม่รักชาติหรือไง? : เหตุที่สตาร์ NBA เมินลงแข่งบาสเกตบอลชิงแชมป์โลก
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

เชื่อว่าความฝันของนักกีฬาหลายต่อหลายคนตั้งแต่หัดเล่นกีฬา จนกระทั่งมาได้เล่นในระดับอาชีพ คือ การรับใช้ทีมชาติ

นักกีฬาในทวีปเอเชียรวมถึงยุโรป พวกเขาส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังมาให้มีเลือดรักชาติ และมุ่งมั่นที่จะทำผลงานเพื่อให้บ้านเกิดมีชื่อเสียงจากความสามารถทางด้านกีฬา ด้วยความเชื่อว่า การเล่นให้ทีมชาติ และคว้าเหรียญมาให้ประเทศนั้น คือ ความสำเร็จที่สุดทางด้านการเล่นกีฬา รวมถึงประเทศไทย ที่การได้ติดธงไตรรงค์บนอกเสื้อนั้นมีความหมายต่อนักกีฬามาก เพราะมันหมายถึงเกียรติยศ, ความภาคภูมิใจ และการเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งชาติ ดังที่ เมย์-รัชนก อินทนนท์ ยอดนักแบดมินตันเจ้าของแชมป์โลกประเภทหญิงเดี่ยวปี 2013 เคยกล่าวไว้ว่า

 

“ความภูมิใจของหนูคือ การติดทีมชาติ และช่วยให้ทีมชาติคว้าเหรียญรางวัลมาให้ได้”

ค่านิยมการรับใช้บ้านเกิดในฐานะนักกีฬาทีมชาตินั้นสามารถใช้ได้กับประเทศต่างๆ ในแทบทุกกีฬา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล, บาสเกตบอล, แบดมินตัน, วอลเลย์บอล หรือกีฬาอื่นๆ ในทุกๆทวีป ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย, ยุโรป, แอฟริกา หรือแม้กระทั่งอเมริกาใต้ 

แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ เรื่องดังกล่าวกลับใช้ไม่ได้ในลีกบาสเกตบอลอันดับ 1 ของโลกอย่าง NBA ที่ในแทบทุกทัวร์นาเมนต์ระดับทีมชาติ ไม่ว่าจะเป็น โอลิมปิก, บาสเกตบอลชิงแชมป์โลก (FIBA World Cup) หรือรายการต่างๆ ของสหพันธ์บาสเกตบอลนานาชาติ (ฟีบา) เราจะเห็นผู้เล่นที่ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์เกรด A หรือ B มาร่วมทีมเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ขัดกับความคาดหวังของคนทั่วโลก ที่อยากจะเห็นซุป’ตาร์ดังๆ โดยเฉพาะใน NBA มาเล่นด้วยกัน

แน่นอน หลายคนสงสัยว่า “ทั้งๆ ที่สหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยเทพแห่งบาสเกตบอล แต่ทำไมไม่ใครจะส่งซุป’ตาร์มาเล่นรายการทีมชาติเลย” เพราะผู้เล่นดังๆ ในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวอเมริกัน หรือชาติอื่นๆ ที่ย้ายมาเล่นใน NBA พวกเขาไม่ค่อยจะปรากฎตัวในสีเสื้อทีมชาติยามมีทัวร์นาเมนต์มากนัก  

อันที่จริงในการแข่งขันโอลิมปิกยุคก่อน ทางฟีบาได้ออกกฎ “ห้ามนักกีฬาอาชีพโดยเฉพาะใน NBA ลงทำการแข่งขัน” ซึ่งช่วงนั้นไม่ได้มีปัญหาเท่าไหร่ เนื่องจากสหรัฐอเมริกายังคว้าเหรียญทองได้ แค่ตัวมหาวิทยาลัยก็เพียงพอ ทว่าในการแข่งปี 1988 ที่กรุงโซล หลายๆ ชาติ โดยเฉพาะ สหภาพโซเวียต เริ่มใช้แท็คติกนำชื่อนักกีฬาไปสังกัดหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ทำให้ไม่มีสถานะเป็นนักกีฬาอาชีพ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้อเมริกาพลาดเหรียญทอง

 1

ด้วยเหตุดังกล่าว ฟากสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ต้องการเสียหน้า ขณะที่ฟีบาเองก็จำต้องเปิดกว้างเพื่อความเท่าเทียม จึงเปิดทางให้ผู้เล่น NBA สามารถแข่งขันรายการทีมชาติ โดยเฉพาะ โอลิมปิก ได้ตั้งแต่ปี 1992 ที่เมืองบาร์เซโลน่า ถือเป็นการจุดประกายให้เหล่านักแม่นห่วงเกิด “ความรักชาติ และทำเพื่อชาติ” มากขึ้น

ทว่ากระแสดังกล่าวดูจะคงอยู่ได้เพียงราว 10 กว่าปีเท่านั้น เมื่อปัจจุบันดูเหมือนผู้เล่นใน NBA ไม่ใคร่จะสนใจเรื่องดังกล่าวมากนัก และคำถามที่ว่า “ทำไมนักบาสระดับซูเปอร์สตาร์ใน NBA ถึงไม่อยากเล่นให้ทีมชาติ?” ก็กลับมาอีกครั้ง...

มูลค่าค่าตัวและความเสี่ยง

นี่คือหนึ่งคำตอบที่บ่งบอกอะไรได้มาก เมื่อลองมองดูค่าตัวระดับซูเปอร์สตาร์ใน NBA อย่าง เลบรอน เจมส์ ที่ได้ค่าเหนื่อยในปี 2018 ถึง 35,654,150 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อหารการลงสนาม 55 นัด เฉลี่ยนัดละ 35.2 นาที ก็จะตีเฉลี่ยต่อนัดได้ 648,257 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตกนาทีละ 18,416 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 565,383 บาท...แน่นอนว่าด้วยเงินต่อนาทีขนาดนี้ ค่าตัวของ เลบรอน เจมส์ นั้นถือว่ามหาศาลมากๆ และยังไม่รวมค่าตัวโฆษณา, พรีเซนเตอร์สินค้า หรืออื่นๆ อีกมากมายมหาศาล และซูเปอร์สตาร์คนอื่นๆ อย่าง เควิน ดูแรนท์, สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ หรือ เจมส์ ฮาร์เด้น ก็มีค่าตัวไม่ได้เป็นรองเลบรอนสักเท่าไหร่

 2

เมื่อมองในภาพกว้าง แม้มูลค่านักกีฬาเหล่านี้ทั้งทีมรวมๆ ก็หลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ยังมีสิ่งสำคัญที่นอกเหนือจากค่าตัว คือ “สตาร์เหล่านี้คือส่วนสำคัญของทีมบาสเกตบอล” ซึ่ง มาร์ค คิวบัน เจ้าของทีม ดัลลัส แมฟเวอริคส์ เคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า 

“ผมไม่อยากให้ซูเปอร์สตาร์ของทีมไปแข่งทีมชาติเลย ผมเป็นคนจ่ายเงินอย่างมหาศาลให้กับนักบาสเกตบอลเหล่านั้น จ่ายเพื่อให้ทีมของผมนั้นได้รับชัยชนะ แล้วถ้าเกิดผู้เล่นของผมไปเล่นให้ทีมชาติแล้วเกิดบาดเจ็บขึ้นมาล่ะ คุณว่าใครจะรับผิดชอบ? ทีมชาติไม่ได้จ่ายค่าตัวให้ผมนะ” นี่คือสิ่งที่เจ้าของทีมจอมสีสันกล่าวเมื่อครั้งทีมชาติเยอรมันต้องการตัว เดิร์ก โนวิตซ์กี้ ดาวดังค้างฟ้าของทีมไปเล่นให้ ซึ่งสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะหากผู้เล่นของทีมเจ็บ ก็จะต้องเสียกำลังสำคัญไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และนั่นทำให้เจ้าของทีมกับผู้เล่นต้องคิดว่า การไปเล่นให้ทีมชาติจะส่งผลต่อตนเองและทีมอย่างไรบ้าง?

 3

จะว่าไป เหตุผลของคิวบันก็น่าคิด เนื่องจากตลอดอาชีพการเล่นของเดิร์กใน NBA เขาจ่ายเงินค่าเหนื่อยรวมๆ แล้วกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากเดิร์กไปเล่นให้ทีมชาติแล้วเจ็บขึ้นมา เขาก็ยังต้องจ่ายค่าเหนื่อยกับค่ารักษาพยาบาลให้ แต่การที่ไม่สามารถลงเล่นให้กับต้นสังกัดได้ มันก็ถือเป็นความเสียหายร้ายแรง หากทีมผลงานไม่ดี สิ่งที่ตามมาคือ เรตติ้งทีวี, การถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ และคนเข้าชมจะน้อยลง ส่งผลกระทบต่อทีมในทุกด้านโดยเฉพาะธุรกิจ 

และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ สหพันธ์บาสเกตบอลของชาติต่างๆ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ ต่างจากวงการฟุตบอลที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มีนโยบายจ่ายเงินให้กับสโมสรที่ส่งผู้เล่นติดทีมชาติในศึกใหญ่ รวมถึงช่วยออกค่ารักษาให้บางส่วนสำหรับผู้เล่นที่เจ็บจากเกมทีมชาติด้วย

ด้วยเหตุนี้ เจ้าของทีมและโค้ชหลายคนก็เริ่มเห็นพ้องต้องกัน และนั่นทำให้หลายๆ ทีมไม่ต้องการที่จะปล่อยผู้เล่นดาวดังของทีมให้กับทีมชาติ แต่แน่นอนว่า ของแบบนี้ ปรบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ...

ฤดูกาลที่ยาวนาน

สาเหตุที่ต้องบอกแบบนั้นก็เพราะว่า หากถามตัวนักบาสเกตบอลทั้งหลายแล้ว พวกเขาก็รู้สึกแทบจะไม่ต่างกันเลย 

 4

อย่างแรกเลยก็คือ การแข่งขันในฤดูกาลปกติของ NBA ยาวนานถึง 82 นัดหรือกินเวลาประมาณ 6 เดือนกว่าๆ แล้ว ยังไม่นับรอบเพลย์ออฟที่กินเวลาอีกประมาณ 3 เดือนนิดๆ นั่นทำให้รวมเวลาแล้ว ฤดูกาลนึงของ NBA จะยาวถึงราว 9 เดือนเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงพักหลังจบฤดูกาลก็ไม่ได้ว่างอย่างที่คิด เพราะมีทั้งการแข่งขันซัมเมอร์ลีก ที่นักบาสบางคนจำเป็นต้องลงไปเล่นเพื่อพิสูจน์ฝีมือว่าคู่ควรกับการได้อยู่ทีมต่อ รวมถึงผู้เล่นหน้าใหม่ทั้งตัวดราฟต์และอันดราฟต์ที่ต้องเรียนรู้เกมระดับอาชีพ ต่อด้วยช่วงปรีซีซั่น ที่จะต้องไปแข่งขันในต่างประเทศเพื่อโปรโมทให้กับลีก ขณะที่ผู้เล่นระดับสตาร์ ก็ต้องร่วมกิจกรรมกับทางสปอนเซอร์ 

เมื่อนับๆ ดูแล้ว นักบาสเกตบอล NBA ต้องอยู่กับการซ้อม, การแข่งขัน และรักษาระเบียบวินัยแทบจะตลอดทั้งปี ทำให้ระหว่างฤดูกาลจึงไม่สามารถที่จะออกไปเที่ยวไกลๆ อย่างดีสุดก็ได้เพียงแค่แฮงเอาต์ สังสรรค์ตามผับ บาร์ ในเมืองที่ต้องไปด้วยหน้าที่ แถมบางครั้งโค้ชก็ไม่อนุญาตให้ออกไปไหนมาไหนง่ายๆ อีกต่างหาก ไม่เพียงเท่านั้น หากออกไปแข่งเป็นทีมเยือน พวกเขาก็ต้องเดินทางด้วยกัน พักด้วยกัน ยังต้องพักโรงแรม และเดินทางกันเป็นทีม ทำให้การห่างแฟนสาว, ภรรยา และลูกคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสำหรับนักบาสที่อาจจะไม่ใช่ตัวหลักหรือมีชื่อเสียง ก็จะใช้ช่วงเบรกออลสตาร์กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว ส่วนตัวระดับซูเปอร์สตาร์นั้น จะเลือกช่วงเวลาว่างนัดเจอกัน ส่วนจะบินกลับบ้าน หรือส่งตั๋วเครื่องบินให้มาอยู่ด้วยกันก็สุดแท้แต่

นั่นทำให้ว่ากันตามจริง ช่วงปิดฤดูกาลของนักบาสเกตบอล NBA มีแค่ประมาณ 2 เดือนเท่านั้น ทำให้เราเห็นพวกเขาใช้เวลาช่วงปิดฤดูกาลแบบคุ้มค่ามากๆ ไม่ว่าจะเป็น การมาพักผ่อนแล้วล่องเรือชิลๆ ที่ภูเก็ต พักโรงแรมสุดหรูของ เควิน เลิฟ และภรรยาสาวสวยในปี 2019 หรือการมากระบี่ของ คาร์เมโล่ แอนโทนี่ เมื่อหลายปีก่อน 

 5

พูดง่ายๆ ก็คือ พอปิดฤดูกาล ก็ได้เวลาเก็บกระเป๋าเที่ยวต่างประเทศกับครอบครัวและมิตรสหายอย่างเต็มคราบ ชนิดมีเงินเท่าไหร่ก็เปย์ให้สุด จึงทำให้นักบาสระดับซูเปอร์สตาร์ ไม่สนใจที่จะไปเล่นให้ทีมชาติ หรือแม้แต่รายการเล็กๆ ที่สโมสรต้องเข้าร่วม ส่วนหนึ่งคือพวกเขามั่นใจว่า ฝีมือของตนดีพอกับการได้อยู่กับทีมต่อหรือหาทีมใหม่ได้ อีกส่วนคือ แม้รายการเหล่านี้จะไม่ตรงกับการแข่ง NBA เลยก็ตาม แต่มันกินเวลาพักผ่อน และเวลาส่วนตัวอันมีค่าไป

ตัวอย่างนั้นก็เช่น หลังจากที่ ไมเคิล จอร์แดน กลับมาลงเล่น โชว์ฟอร์มเด่นจนได้เป็น MVP ทั้งในฤดูกาลปกติและในรอบชิงชนะเลิศ นำ ชิคาโก บูลส์ คว้า แชมป์ NBA สมัยที่ 4 ในประวัติศาสตร์สโมสร ก็มีเสียงเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาเรียกเขาติดทีมสู้ศึกโอลิมปิกปี 1996 ที่เมืองแอตแลนต้า เพื่อการันตีการคว้าเหรียญทองในบ้าน ทว่าจอร์แดนกลับปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า “อยากจะฟิตซ้อมร่างกาย และใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวให้มากที่สุด” ทำให้ต้องไปเรียก ชาร์ลส์ บาร์คลี่ย์ มาเล่นแทน

 6

เมื่อมีตัวอย่าง หลายคนก็ทำตาม ทำให้สตาร์หลายคนต่างเลือกที่จะขอพัก ไม่เล่นให้ทีมชาติในระยะหลังๆ มานี้ ไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิกปี 2004 ซึ่ง โคบี้ ไบรอันท์ และ ชาคีล โอนีล ปฏิเสธการร่วมทีม ทำให้ต้องไปเอาดาวรุ่งอย่าง เลบรอน เจมส์, คาร์เมโล่ แอนโทนี่ และ ดเวย์น เหวด มาเล่นแทน และนั่นทำให้ทีมชาติสหรัฐอเมริกาได้เพียงแค่เหรียญทองแดงเท่านั้นที่กรุงเอเธนส์ 

แต่ที่ดูจะหนักหน่วงกว่า คงเป็นรายการบาสเกตบอลชิงแชมป์โลก ที่สหรัฐอเมริกาได้แชมป์เพียง 5 ครั้ง ปล่อยให้ชาติอื่นๆ อย่าง สหภาพโซเวียต, ยูโกสลาเวีย และ สเปน คว้าแชมป์รวมกันมากกว่าพวกเขาเสียอีก

แชมป์ NBA : ยิ่งใหญ่ … แชมป์โลก : ?

จากสถิติการคว้าแชมป์ในทัวร์นาเมนต์ทีมชาติ ดูเหมือนว่าสหรัฐอเมริกาจะเห็นคุณค่าของโอลิมปิก เหนือกว่าบาสเกตบอลชิงแชมป์โลกอย่างชัดเจน แต่ถึงกระนั้น ในใจของผู้คนที่เกี่ยวข้อง ดูจะมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่า

 7

อาจเป็นค่านิยม หรือความมุ่งมั่น หรือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตก็ตามแต่ หากไปถามทั้งเจ้าของทีม, ผู้เล่น หรือประชาชนชาวอเมริกันว่า แชมป์ใดในกีฬาบาสเกตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด? ระหว่างเหรียญทองโอลิมปิก, แชมป์บาสเกตบอลชิงแชมป์โลก หรือแชมป์ NBA... 

เรื่องดังกล่าว ซีเจ แมคคอลลัม สตาร์ของ พอร์ทแลนด์ เทรลเบลเซอร์ส มองว่า “แชมป์ NBA นั้นคือเป้าหมายของผู้เล่นทุกคน, เจ้าของสโมสร รวมถึงแฟนๆ ด้วย” เพราะมันนำมาซึ่งเงินทองมากมายให้กับทีมและผู้เล่น จนทำให้ผู้เล่นหลายคนไม่สนใจทัวร์นาเมนต์ทีมชาติเลย โดยเฉพาะบาสเกตบอลชิงแชมป์โลกที่สตาร์ดังต่างถอนตัวกันเพียบ 

โดยแมคคอลลัม (ที่ไม่ได้ไปแข่งขันบาสเกตบอลชิงแชมป์โลก 2019 เช่นกัน) กล่าวเสริมว่า “การที่สตาร์ดังๆ ถอนตัวรายการนี้น่ะเหรอ? ทั้งๆ ที่ผมว่าเรามีโอกาสที่จะคว้าแชมป์นะ แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจจริงๆ แต่ก่อนเนี่ยเราเป็นชาติที่ชอบเอาชนะในทุกๆ รายการ แต่ตอนนี้มันมีหลายอย่างปนเปเข้ามา คุณสังเกตสิ สตาร์หลายคนมุ่งมั่นกับการคว้าแชมป์ NBA และให้เหตุผลการถอนตัวที่แตกต่างกัน” และไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น เบน ซิมมอนส์ ก็ถอนตัวจากทีมชาติออสเตรเลีย เพราะอ้างว่ามีอาการบาดเจ็บรบกวน หรือโดมินิกันที่จะไม่มีทั้ง อัล ฮอร์ฟอร์ด กับ คาร์ล แอนโทนี่-ทาวน์ส

 8

ขณะที่ ริช พอล เอเยนต์คนดังของวงการบาสเกตบอล ก็ได้ประกาศว่า เขาจะไม่นำนักบาสเกตบอลในสังกัดที่เขาดูแลไปแข่งชิงแชมป์โลก เพราะอยากให้นักกีฬาสมบูรณ์ ซ้อมกับต้นสังกัดได้ในช่วงปิดฤดูกาล และต้องการโฟกัสไปที่ NBA “ผมยืนยันว่า แอนโทนี่ เดวิส จะถอนตัวไม่เข้าร่วมแข่งชิงแชมป์โลก มันไม่ใช่รายการเล็กนะ ผมเข้าใจ แต่ตามแพลนคือ แอนโทนี่ ยังบาดเจ็บ และต้องรักษาตัว อีกทั้งยังต้องเข้าแคมป์ซ้อมของ แอลเอ เลเกอร์ส ด้วย แต่สำหรับโอลิมปิก ผมคิดว่า เขาสามารถไปได้นะ” 

แม้ว่า ริช พอล จะเบี่ยงประเด็นไปที่อาการบาดเจ็บ แต่ ยาฮู สปอร์ตส์ ได้วิเคราะห์ถึงการถอนตัวของสตาร์ NBA จากศึกบาสเกตบอลชิงแชมป์โลก ซึ่งเป็นรายการใหญ่ ศักดิ์ศรีเทียบเท่าฟุตบอลโลกว่า การถอนตัวของสตาร์ทั้ง เลบรอน เจมส์, เจมส์ ฮาร์เด้น, แอนโทนี่ เดวิส, รัสเซล เวสต์บรูค, สเตฟเฟ่น เคอรี่ รวมถึง คายรี่ เออร์วิ่ง นั้นก็เป็นเพราะสำหรับพวกเขา แชมป์ NBA สำคัญสุด ส่วนบาสเกตบอลชิงแชมป์โลกเป็นรายการเล็กๆ

นิวยอร์ก เดลี่ สื่อของมหานครนิวยอร์กก็ได้มองในทิศทางเดียวกันว่า สาเหตุที่ผู้เล่นถอนตัวคือ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรายการนี้มากเท่ากับการคว้าแชมป์ NBA เพราะถ้าเกิดไปเล่นแล้วบาดเจ็บขึ้นมา สัญญาต่างๆ ทั้งกับทีมและสปอนเซอร์จะหาย ส่งผลให้มูลค่าตนเองลดลง ทำให้มโนสำนึกสำหรับผู้เล่นนั้น แชมป์ NBA จะมาเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยโอลิมปิก ส่วนที่เหลือนั้นพวกเขาไม่ค่อยเล็งเห็นความสำคัญเท่าไหร่

 9

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเหตุผลทั้ง 3 ประการที่ยกมา ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บ, ความเหนื่อยล้าหลังจากฤดูกาลที่ยาวนาน และความสำคัญที่ไม่เทียบเท่าแชมป์ NBA จะทำให้สตาร์ดังแห่งวงการบาสเกตบอลปฏิเสธการไปเล่นในศึกชิงแชมป์โลกกันถ้วนหน้า แต่ขณะเดียวกัน รายการนี้ก็ถือเป็นเวทีแจ้งเกิดให้กับบรรดาสตาร์เกรดรองลงมา ไม่ว่าจะเป็น ไคลย์ คุซม่า จาก แอลเอ เลเกอร์ส ที่ตัดสินใจลงแข่งศึกชิงแชมป์โลกในปี 2019 ด้วยเหตุผลที่ว่า “ผมอยากรับใช้ชาติมานานแล้ว ผมอยากออกไปข้างนอกแล้วแสดงให้ทุกคนเห็นว่า พวกเรายิ่งใหญ่ขนาดไหน” หรือแม้กระทั่ง เจสัน เททั่ม จาก บอสตัน เซลติกส์ ซึ่งเผยว่า “มันภาคภูมิใจมากที่ผมและเพื่อนๆในทีม มีรายชื่อติดไปแข่งที่จีนในปีนี้ และเราจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถทำได้”

แม้การแข่งขันบาสเกตบอลทีมชาติอาจจะไม่มีซูเปอร์สตาร์เกรดเอลงทำการแข่งขันมากนักก็ตาม ถึงกระนั้น ด้วยความสามารถของผู้เล่นที่มาจาก NBA ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สหรัฐอเมริกาถูกยกเป็นเต็ง 1 ในทุกๆรายการ เหมือนอย่างที่ เคมบ้า วอล์คเกอร์ จาก บอสตัน เซลติกส์ กล่าวว่า “เรายังคงยิ่งใหญ่ และผมจะพาทีมชาติของเราคว้าแชมป์โลกมาให้ทุกคนในชาติได้ภาคภูมิใจเอง”

ซึ่งคำกล่าวของวอล์คเกอร์จะเป็นจริงหรือไม่ ผลงานในสนามเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ 

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!