สนแต่สุขทุกข์ไม่เอา : สิ่งที่ทำให้ "ไทสัน" หมดเงินหมื่นล้านใน 20 ปี

สนแต่สุขทุกข์ไม่เอา : สิ่งที่ทำให้ "ไทสัน" หมดเงินหมื่นล้านใน 20 ปี
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ในช่วงที่ชีวิตพุ่งทะยานถึงขีดสุด ไมค์ ไทสัน คือยอดนักมวยอันดับ 1 ของโลกที่ใครขวางรับรองได้ว่าลงไปนอนนับ 10 ได้ง่ายๆ และด้วยสไตล์ดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นมวยแม่เหล็ก กล่าวคือต่อยที่ไหนตั๋วขายหมดเกลี้ยง ขึ้นชกบนเวทีการันตีรายได้หลายล้านดอลลาร์

นับตั้งแต่ปลายยุค '80s-'90s ไทสัน ใช้พลังหมัดโกยเงินเข้ากระเป๋าได้มากถึง 400 ล้านดอลลาร์ นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรนัก เพราะมันมีสิ่งที่เหลือเชื่อยิ่งกว่าคือ เขาสามารถใช้เงินจำนวนนั้นให้หมดได้ภายใน 20 ปี โดยเงินทั้งหมดไม่ได้ถูกแบ่งไปลงทุนอะไร มีแต่เอาไปใช้ในการหาความสุขล้วนๆ

 

ติดตามเรื่องราวการล่มสลายของราชามวยเฮฟวี่เวท ที่กระเป๋าแห้งจนต้องไปโชว์ตัวในคาสิโนลาสเวกัสได้ที่นี่ 

ทุนเดิมสันดานดิบ

ไมค์ ไทสัน อาจจะมีเส้นทางความร่ำรวยที่ไม่เหมือนกับสามล้อถูกหวย เพราะเขาไม่ได้นอนเฉยๆ และได้ความสำเร็จทั้งหมดมาแต่อย่างใด สาเหตุที่เขาสร้างเงินและชื่อเสียงได้เกิดจากพรสวรรค์ที่เหนือกว่าคนทั่วไป สภาพจิตใจที่พร้อมจะสู้ทุกคนอันเกิดจากสภาวะรอบตัวในวัยเด็กที่ปลูกฝังให้เขาเป็นอย่างนี้ และที่สำคัญที่สุดคือการนำพรสวรรค์ที่มีมาขัดเกลาอย่างมีวินัยจนกลายเป็นโคตรมวยเฮฟวี่เวท ที่ทำสถิติคว้าแชมป์โลกตั้งแต่อายุ 20 ปี ก่อนจะทำเงินมากมายจนคนธรรมดาไม่อาจจะจินตนาการได้

 1

"ระเบียบวินัยคืออะไร? ระเบียบวินัยคือการทำในสิ่งที่คุณเกลียดทุกวัน และทำเหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่คุณรักนั่นแหละ" ไทสัน พูดถึงสิ่งที่ทำให้เขามาได้ไกลตั้งแต่อายุยังน้อย 

อย่างไรก็ตามปีศาจร้ายที่ซ่อนอยู่ในตัว ทำให้เขาเลือกใช้ทุกสิ่งที่หามาได้จากการชกมวยละลายออกไปแบบไม่ใช้สมองคิด จนที่สุดแล้วช่วงเวลาแค่ 20 ปี ไมค์ ไทสัน สามารถกลายเป็นบุคคลล้มละลายได้ 

นิสัยเดิมของ ไทสัน นั้นเป็นพวกเอาแต่ใจและเป็นพวกมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก สิ่งที่เขาคิดอยู่ทุกวันคือไม่ว่าจะตัวเองจะเลือกทำสิ่งใดก็ตาม ความคิดเขาถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดและไม่มีใครสามารถแย้งเขาได้เลย เรียกได้ว่า "ชื่อเสียง" เปลี่ยนคนบ้านๆ ให้เป็นคนดัง, "เงินทอง" เปลี่ยนคนที่ไม่เคยมีได้ใช้เงินอย่างมือเติบ และ "เกียรติยศ" เปลี่ยนให้อดีตกุ๊ยข้างถนนวางมาดยโสโอหังใส่ทุกคนโดยปราศจากการให้เกียรติใครก็ตาม

รอรี่ ฮอลโลเวย์ อดีตผู้จัดการของ ไมค์ ไทสัน คือคนที่อยู่กับเขาแบบแทบจะตัวติดกัน ซึ่ง รอรี่ นั้นเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่จะนำพา ไทสัน ไปในทางที่ผิด เขาพยายามเตือนและบอกทุกสิ่ง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ไทสัน ไม่ใช่คนเดิม สิ่งที่ รอรี่ พูดไม่มีน้ำหนักสำหรับ ไทสัน อีกแล้วในวันที่เขากลายเป็นนักชกหมายเลข 1 ของโลก

 2

"ผมรู้ดีว่าตัวเองจะช่วยเขาได้ และผมพยายามลงมือทำไปแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะช่วยเปลี่ยนแปลงแก้ไขชีวิตของใครให้กลับมาสู่วิถีปกติได้ด้วยตัวผมคนเดียว ผมเคยห้ามเขาเรื่องมั่วผู้หญิง แต่สุดท้ายเขาให้การ์ดที่เฝ้าหน้าห้องไล่ผมลงมานอนในรถ" รอรี่ คอตกกับสถานะของตัวเองที่แทบไม่มีค่าสำหรับไทสันเลย อีกทั้งไทสัน ยังถูมิใจอีกด้วยซ้ำในการทำเรื่องผิดกฎหมายและรอดลอยนวลได้ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตามที่ช่วยเขาจากคุกจากตาราง

"เพื่อนของผมคนหนึ่งเปิดสมุดบันทึกอาชญากรรมเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน แล้วบอกกับผมว่า ไมค์ แกดูประวัติไอ้นรกนี่สิ ไอ้หมอนี่มันโคตรเลวชาติจริงๆ มันเกิดมาเพื่อเป็นตัวปัญหาชัดๆ ไอ้พวกขี้แพ้อะไรประมาณนั้นน่ะ นายว่าไหม? ก่อนผมจะตอบว่า "ไม่หรอก นั่นประวัติฉันเอง นี่ยังไม่รวมถึงคดีสมัยเป็นเยาวชนนะ" เขาหัวเราะก๊ากอย่างภูมิใจ

 3

ไทสัน ไม่เคยรู้สึกผิดกับอะไรที่ตนเองทำ กล่าวคือทัศนคติของเขาติดลบมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่ฝังอยู่ ในวันที่เขามีชื่อเสียงโด่งดังเขาอาจจะยังรอด แต่ถ้าถึงขาลงเมื่อไหร่มันจะระเบิดและเล่นงานเขาแน่ ... ถามว่า ไทสัน รู้หรือไม่ว่ามันจะเป็นเช่นนั้น แน่นอนเขารู้แต่ไม่ได้สนใจ ชีวิตที่โตขึ้นจากสลัมมาอยู่บนจุดสูงสุดทำให้เขาคิดว่าตัวเองเกิดมาใช้ชีวิตได้คุ้มค่าที่สุดแล้ว ดังนั้นทุกอย่างที่ ไทสัน ทำตอนมีเงินคือใช้เงินให้หมดไป และมองข้ามการลงทุนเพื่อเพิ่มพูนเหมือนกับที่นักกีฬาระดับโลกคนอื่นทำ

จะมีประโยชน์อะไรถ้าหาเงินมาแล้วไม่ได้ใช้? 

"อะไรนะ? คุณเอาผมไปอยู่ในประเภทเดียวกับ (มูฮัมหมัด) อาลี, โจ หลุยส์, แจ็ค จอห์นสัน เหรอ? แต่ผมว่าไม่นะ ผมทำได้ดีกว่าเยอะ ผมนี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งโลกกีฬา ถ้าใครยังสงสัยก็ลองมาดูเงินสดที่ผมมีก็แล้วกัน" ไทสัน คุยโตถึงเงินที่เขาหามาได้จากการชกมวย ซึ่งรวมๆ แล้วก็น่าจะราวๆ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

"ผมจะออกจากวงการมวยตอนนี้เลยก็ยังได้ เอาเงินที่มีไปทำธุรกิจ และผมก็คิดว่าถ้าผมทำแบบนั้นจริงๆผมเองก็คงประสบความสำเร็จไม่ต่างอะไรกับการเป็นนักมวยหรอก"

 4

สิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคนคือ คุณจะมีรายได้เท่าไหร่มันไม่ใช่ประเด็น แต่รายจ่ายของคุณต่างหากที่จะสามารถระบุได้ชัดเจนว่าคุณอยู่ในบุคคลประเภทไหน อย่าง ไทสัน อาจจะมีเงินมากกว่านักชกที่เขากล่าวไว้ข้างต้น รายรับของเขามหาศาล ทว่าเขาก็เขลาเกินกว่าจะมาพิจารณาสิ่งที่ตนเองจ่ายไป ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นหายนะคอยมาเคาะประตูบ้านของเขาในอีกไม่กี่อึดใจ เพราะทุกอย่างที่ใครมองว่าไร้สาระที่จะจ่าย แต่สำหรับไทสัน ไม่มีคำว่า "ไม่" มีแต่คำว่า "ผมต้องจ่ายกี่บาทสำหรับสิ่งนี้?" เท่านั้น

คนอย่าง ไทสัน รักที่จะมีผู้คนรายล้อมและเป็นคนสำคัญ ดังนั้นการจัดงานปาร์ตี้คือสิ่งแรกๆ ที่เขามักจะเสียเงินเพื่อมัน โดยเฉพาะปาร์ตี้วันเกิดที่เน้นเป็นพิเศษ เพราะ ไทสัน รักวันเกิดของเขามาก เขาจะเชิญผู้คนสารพัดมางานวันเกิดเพียงเพราะแค่รู้สึกเหงาและอ้างว้างเกินทนได้ 

 5

"คุณไม่อาจจะเข้าใจความเจ็บปวดของผมได้ ในชีวิตนี้ผมไม่เคยมีเพื่อนแม้แต่คนเดียว" นี่คือสิ่งที่ ไทสัน เคยว่าไว้ในวันที่เขาพยายามจะขอใบอนุญาตชกมวยในรัฐเนวาดาอีกครั้งช่วงปี 2002 หลังก่อคดีฉาวตะลุมบอนกับ เลนน็อกซ์ ลูอิส และพวกระหว่างงานแถลงข่าวไม่นานก่อนหน้านั้น (ซึ่งที่สุดแล้วไฟต์ดังกล่าวก็ต้องย้ายสังเวียนไปจัดในรัฐเทนเนสซี่ และไทสันแพ้) นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงต้องทำงานปาร์ตี้ให้ใหญ่ให้เว่อร์เข้าไว้ 

นอกจากเรื่องของงานปาร์ตี้แล้ว เรื่องข้าวของเครื่องใช้ ไทสัน นั้นถือว่าเป็นคนติดหรูอย่างที่สุด ... มีคนไม่กี่คนบนโลกนี้หรอกที่สามารถเดินเข้าร้านจิวเวลรี่และหยิบทุกสิ่งที่อยากได้ออกมาจากร้านแบบไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งหนึ่งในคนที่ทำได้คือ ไทสัน นี่เอง กลุ่มเจ้าของร้านจิวเวลรี่ใน ลาส เวกัส ต่างพร้อมใจเปิดเครดิตให้ ไทสัน ด้วยวงเงินระดับ 100,000 ดอลลาร์ เพราะไม่ว่า ไทสัน จะหยิบเครื่องเพชรและทองออกไปเท่าไหร่ ชื่อเสียงของเขาสามารถทำให้ร้านเชื่อว่าจะสามารถหาเงินมาคืนได้เสมอ โดยมีร้านบางร้านเปิดเครดิตแบบซื้อได้ไม่อั้นให้กับ ไทสัน เลยทีเดียว สถิติช็อปมากที่สุดภายใน 1 ครั้งของเขาคือ 173,000 ดอลลาร์ 

ขณะที่เรื่องของรถยนต์นั้น ไทสัน ถือว่าเป็นคนมีรสนิยมสูงมาตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว เขาเคยใช้เงิน 500,000 ดอลลาร์ เพื่อซื้อรถ เบนท์ลี่ย์ รุ่นลิมิเต็ตที่มีเพียง 73 คันในโลก ซึ่งเป็นรถที่แพงที่สุดของเขา นอกจากนี้ยังมีทั้ง แลมโบกินี่ และ เฟอร์รารี่ อีกหลายคัน  

 6

ส่วนอื่นๆ ยังมีการใช้เงินซื้อความสบายและแสดงความเป็นสายเปย์ให้กับสาวๆ อีกหลายเรื่องทั้ง อ่างอาบน้ำที่แพงแบบไม่น่าเชื่อ โดยมีราคาถึง 2 ล้านดอลลาร์ (ซึ่งหากได้รู้ถึงวัสดุที่ใช้ทำก็อาจไม่แปลกใจนัก เพราะทำจากทองคำ 24 กะรัต) ในตอนนั้น ไทสัน ซื้อมาเพื่อเป็นเซอร์ไพรส์ให้กับภรรยาคนแรกของเขา โรบิน กิฟเวนส์ ซึ่งน่าเศร้าที่ความรักของทั้งคู่จบลงและเลิกรากันไปในปี 1989 นอกจากนี้ยังหว่านเงินมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ สำหรับการจัดสวนในบ้านถึง 3 หลัง

การใช้เงินของ ไทสัน แบบที่กล่าวมาอาจจะแสดงให้เห็นถึงความฟุ่มเฟือยของเขา ทว่าสำหรับคนที่หาเงินได้เฉลี่ยนปีละ 30-40 ล้านดอลลาร์ ก็ดูเป็นอะไรที่ไม่ได้เกินตัวแต่อย่างใด ไทสัน ถือคติว่าเงินหามาแล้วต้องใช้นั่นจึงทำให้เขาใช้มันอย่างเต็มที่ จนลืมคิดว่าการใช้เงินนั้นมีหลายวิธี ไม่ใช่แค่ใช้เพื่อซื้อความสุขแบบเดียวแบบที่เขาทำ แต่ต้องใช้เพื่อจ่ายในสิ่งที่ต้องจ่ายด้วย ... ซึ่งข้อนี้เขาลืมสนิท

เอาแต่สุขทุกข์ไม่เอา

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ไทสัน นั้นมีชีวิตที่เปรมปรีดิ์น่าอิจฉา แต่ถึงอย่างนั้นมันมีระเบิดเวลาที่ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยเขาไม่รู้ตัว สิ่งนั้นคือ "ภาษี" ที่ประชาชนผู้มีรายได้ทุกคนในประเทศต้องจ่าย เพื่อให้รัฐบาลเอาไปพัฒนาส่วนต่างๆ ของประเทศ และเป็นอีกสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจหนีพ้นนอกเหนือจากความตาย

 7

ตัวของ ไทสัน เองนั้นใช้ชีวิตแบบวันต่อวันไร้การวางแผนระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องค่าบริการต่างๆ และค่าภาษีที่เขามองข้ามมันไปโดยสิ้นเชิง อะไรที่ยุ่งยากและวุ่นวาย ไทสัน ไมสนใจ ...

ในช่วงยุค '90s นั้นหากใครสักคนมีโทรศัพท์มือถือนั้นจะเป็นอะไรที่ชวนว้าวเป็นอย่างมาก มันคือของสิ้นเปลืองอย่างแท้จริงในยุคนั้น เพราะค่าเครื่องและค่าบริการเครือข่ายนั้นสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่า โดยตัวของ ไทสัน นั้นพกโทรศัพท์หลายเครื่องซึ่งไม่มีเหตุผลว่าทำไมต้องทำแบบนั้น แต่ที่แน่ๆ เขาต้องจ่ายบิลค่าโทรศัพท์ภายในระยะเวลา 2 ปี เป็นจำนวนถึง 230,000 ดอลลาร์ โดยมีอีกหลายบิลที่เขา "ลืมจ่าย" จนต้องเสียค่าปรับแบบหัวแตกอีกด้วย ... แม้จะดูไม่เยอะสำหรับรายได้ที่มี แต่มันบ่งบอกถึงปัญหาในการจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของเขาอย่างชัดเจน

ส่วนเรื่องของภาษีนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้เขาเจ๊งจนกลายเป็นบุคคลล้มละลาย เพราะการทำเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ของเขาทำให้เขาต้องจ่ายภาษีเยอะกว่าคนปกติ ซึ่ง ไทสัน นั้นไม่ได้จัดการเรื่องนี้เลยมาหลายปีมันจึงทำให้เขามีหนี้ติดตัวผ่านสรรพพากรหลายที่ทั้งที่ รัฐจอร์เจีย, รัฐมิชิแกน หรือแม้แต่สหราชอาณาจักร ซึ่ง ไทสัน ค้างชำระภาษีราว 20 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีเงินเกี่ยวกับการฟ้องร้องและเลิกราอีกมากมาย อย่างในกรณีของภรรยาคนแรกที่ ไทสัน ต้องจ่ายค่าหย่าร้างให้ถึง 10 ล้านดอลลาร์ จะเห็นได้ว่าปัญหาในส่วนของการชำระค่าต่างๆ ที่กล่าวมานี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากการใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงในด้านเดียวอย่างแท้จริง เขาสนุกจนลืมไปหมดว่าชีวิตยังมีส่วนที่จริงจังให้ต้องทำอีก 

 8

ทุกอย่างแย่ลงมากเข้าไปอีกตั้งแต่ยุค '90s หลังจากที่ ไทสัน โดนคดีข่มขืนนางงามผิวสีจนเขาต้องติดคุกติดตาราง ก่อนจะต้องเข้าไปอีกรอบจากคดีทำร้ายร่างกาย สิ่งที่เสียไปจากการเข้าคุกคือนอกจากจะสูญเสียอิสรภาพแล้ว เขายังเสียความแข็งแกร่งของร่างกาย และเสียโอกาสที่จะทำเงินเพิ่มเติมจากการขึ้นชกด้วย ซึ่งหลังจากที่ ไทสัน ออกจากคุกมาผลงานของเขาก็ย่ำแย่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อรายได้ไม่ดีเหมือนในยุคทองของตน บวกกับการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย, การเพิกเฉยต่อการชำระภาษี, การใช้ชีวิตผิดๆ และใช้เงินแก้ปัญหา ที่สุดแล้ว เขาก็ถูกศาลตัดสินให้ล้มละลายในปี 2003 หมดสภาพแชมป์โลกเฮฟวี่เวตเร็วกว่ากำหนด และต้องหาเงินโดยการรับงานโชว์ตัวตามคาสิโนใน ลาสเวกัส แทน 

ไทสันไม่ได้โง่

การใช้ชีวิตแบบไม่คิดทำให้ตัวเองจมดิ่งสู่ความอัปยศ สูญเสียทั้งเกียรติ ชื่อเสียง และ เงินทอง เมื่อวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้หายไป ไทสัน ได้นั่งทบทวนและพบว่าที่ผ่านมาเขาทำอะไรลงไปบ้างจึงลงเอยเช่นนี้ ...

 9

ไทสัน เขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่มชื่อว่า Iron Ambition เนื้อความในหนังสือเล่มนั้นเป็นการบอกเล่าว่าชีวิตอันเหลวแหลกในอดีต สอนอะไรให้กับตัวเขาบ้าง

อย่างแรกที่ ไทสัน รับรู้คือเขาต้องเปิดใจและเลิกคิดว่าตัวเองถูกทุกเรื่อง เขาต้องรู้ว่าจุดอ่อนและข้อเสียของตัวเองคืออะไร  "คุณต้องยอมรับข้อบกพร่องในตัวเอง เพราะในชีวิตหากคุณรู้ข้อเสียคุณคืออะไร คุณจงภูมิใจที่หามันเจอ ยิ่งรู้ว่าบกพร่องก็ต้องรีบปรับปรุง และข้อเสียเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้ผมไปยังจุดสูงสุดได้อีกครั้ง" 

หลังจากการล้มละลายในปี 2003 และ ไทสัน รู้ว่าเงินไม่ได้หาง่ายเหมือนเดิมเขาจึงรู้ว่าตัวเขานั้นช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน เขาแทบไม่เหลือเงินเลยจากที่เคยมี 400-700 ล้านดอลลาร์ (หลายแหล่งข่าวระบุไม่ตรงกัน) ในกระเป๋า และมันทำให้เขาคิดได้ว่าเขาควรจะต้องวางแผนการใช้เงินใหม่ โดยหาคนเข้ามาจัดการเรื่องต่างๆ ที่เขาไม่ถนัด เพื่อให้ห่างไกลจากการโดนฟ้องร้องและปัญหาเรื่องการค้างชำระอะไรต่างๆ มากมายโดยที่ไม่รู้ตัว

ไทสัน เล่าว่าเขาเอาคำของ บรูซ ลี มาใช้ นั่นคือประโยคที่ว่า "จงทิ้งอดีตไว้ในอดีต" เขาพบว่าการมุ่งมั่นกับปัจจุบันและอนาคตคือวิธีเดียวที่จะทำให้ชีวิตเขาก้าวไปข้างหน้าได้ อย่างไรก็ตามมีเพียงหนึ่งสิ่งที่เขาพกมาจากอดีตด้วย นั่นคือความมั่นใจ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่เขาคิดว่าดีที่สุดเท่าที่เขาเคยมี 

บนเวทีเขาอาจจะคิดว่าตัวเองคือนักมวยที่เก่งที่สุดในโลก แต่ในชีวิตจริงเขาความมั่นใจทำให้เขากล้าเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เขาไม่ได้จมอยู่กับอดีตที่เคยเป็นแชมป์มวยโลกอีกแล้ว และเริ่มหันไปทำงานด้านบันเทิงด้วยการร่วมแสดงภาพยนตร์กับซีรี่ส์หลายเรื่องทั้ง "The Hangover , "How I Met Your Mother" , "Law and Order: SVU", และ "Scary Movie" รวมถึงเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้เขายังเริ่มลงทุนทำฟาร์มกัญชาบนพื้นทื่ 40 เอเคอร์ ในช่วงต้นปี 2018 

 10

ปัจจุบันเว็บไซต์ Gobankingrates.com ที่สรุปสินทรัพย์ของเหล่าคนดังนั้น พวกเขาระบุว่าไทสัน มีสินทรัพย์อยู่ที่ราวๆ 3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เงินที่มากเท่าเก่า แต่สำหรับชายอายุ 52 ปี ที่เคยทั้งติดคุกและฟ้องล้มละลายไปจนถึงเจอคดีสารพัด แค่นี้ก็ถือว่า ไทสัน คัมแบ็คกลับมาสู่ชีวิตปกติได้แล้ว 

แม้จะมีช่วงเวลาที่ดูโง่เขลาในอดีต แต่สิ่งที่เขาทำคือเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดไป ซึ่งนั่นเองคือคุณสมบัติของผู้เจริญด้วยปัญญา... ไทสัน ไม่ได้โง่ เขาแค่เลือกเส้นทางผิดพลาด และเขารู้ตัวแล้วว่าจุดไหนบ้างที่เขาพลาดไป

"ผ่านชีวิตมานาน แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ผมประหลาดใจอยู่เสมอ สิ่งนั้นคือเวลา... เวลาเป็นเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วง นั่นคือจุดเริ่มต้น จุดกึ่งกลาง และจุดสิ้นสุด... และมันจะวนเวียนไปอย่างนั้น นั่นล่ะวงจรชีวิตมนุษย์" ไทสัน กล่าวทิ้งท้าย 

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!