ภาพสะท้อนคำเปรียบเปรย "หมาล่าเนื้อ" ของนักมวยผ่านชีวิต "พริชาร์ด โคลอน"

ภาพสะท้อนคำเปรียบเปรย "หมาล่าเนื้อ" ของนักมวยผ่านชีวิต "พริชาร์ด โคลอน"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

บุรุษพยาบาลเข็นรถเข็นของคนไข้วัยหนุ่มเข้ามายังห้องตรวจ แสงจากไฟนีออนสะท้อนกระทบกับใบหน้า ผู้เป็นหมอถามเขาว่า "จำได้ไหมคุณคือใคร?" เขาเงยหน้าและจ้องไปที่ดวงไฟสักพักก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับหุ่นยนต์ว่า

"ผมชื่อ พริชาร์ด โคลอน ผมเป็นนักมวยชาวเปอร์โตริโก" เขาตอบ

จำได้ไหมคุณอายุเท่าไหร่?

"ผมอายุ 26 ปี"

 

คำตอบง่ายๆ ของ พริชาร์ด โคลอน ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องฟังผลนั้นดีใจกันยกใหญ่ โดยเฉพาะแม่ของเขาที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่หลังจากได้ยิน 2 ประโยคที่เธอรอมากว่า 3 ปี ... สิ่งสุดท้ายที่ พริชาร์ด จำได้คือวันที่เขาขึ้นชกมวยสากลบนเวทีใน อีเกิล แบงค์ อารีนา รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เขากำลังจะชกกับ เทอร์เรล วิลเลี่ยมส์ ในรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวต เขาก้าวพลาดแค่ครั้งเดียวจากนั้นทุกอย่างก็มืดดับไป

ติดตามเรื่องราวของ พริชาร์ด โคลอน ดาวรุ่งว่าที่นักชกอันดับ 1 ของชาวเปอร์โตริโก กับศึกนอกสังเวียนที่ยากยิ่งกว่าที่นักมวยคนไหนเคยเจอ ... โคม่า 7 เดือน พักฟื้นอีกกว่า 2 ปี เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขา?

ชะตาส่งมาชกมวย

พริชาร์ด โคลอน คือนักมวยที่เกิดจากครอบครัวชาวเปอร์โตริโกในสหรัฐอเมริกา ทว่าตอนอายุได้ 10 ปี พวกเขาก็ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานจากรัฐฟลอริดา กลับสู่ถิ่นฐานของตระกูลอีกครั้ง

 1

นีเวส โคลอน แม่ของเขาต้องปวดหัวกับลูกชายคนนี้มาก เพราะ พริชาร์ด จะบอกเธอเสมอว่าอยากจะเป็นนักมวย ทั้งๆ ที่เธออยากให้เขาตั้งใจเรียนและเติบโตบนเส้นทางของเจ้าคนนายคนเหมือนกับพ่อแม่ผู้อพยพทั่วไป

"พริชาร์ด เหมือนรู้ตั้งแต่แรกว่าเขาต้องการอะไรในชีวิต เขามักจะพูดว่า "แม่ครับ ผมอยากจะเป็นนักมวยอาชีพ เป็นตัวแทนของประเทศ เปอร์โตริโก แล้วก็อยากจะเป็นแชมป์โลกด้วย" นีเวส เล่าความหลัง

ตัวของ พริชาร์ด นั้นคลั่งไคล้มวยสากลมาตั้งแต่เด็กแล้ว เขามี เฟลิกซ์ ตรินิแดด, เฮคเตอร์ คามาโช่ และ มิเกล ค็อตโต้ 3 นักชกขวัญใจชาวเปอร์โตริโก เป็นไอดอลที่คอยตามเชียร์มาตลอด  โดยเฉพาะกับ ตรินิแดด นั้น พริชาร์ด รู้จักกันมาตั้งแต่ที่ "ติโต้" ตรินิแดด อายุ 14 ปีแล้ว เพราะครูฝึกของ "ติโต้" เป็นเพื่อนสนิทของพ่อเขา

"การได้รู้จักกับ ตรินิแดด เป็นแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ หลังจากนั้นผมใช้เวลาอยู่กับ อินเตอร์เน็ต แทบจะตลอดเลยหากว่าไม่ได้ซ้อมมวย ผมชอบหาไฟต์ต่อสู้ในอดีตขึ้นมาดูและหาอ่านบทความเกี่ยวกับมวย สำหรับผมทุกลมหายใจเข้า-ออกคือการต่อสู้ 24 ชั่วโมงต่อวัน และ 7 วันต่อสัปดาห์เลยล่ะ" พริชาร์ด เคยพูดถึงตัวเองไว้เมื่อ 6 ปีก่อน 

 2

การมีเป้าหมายที่แน่วแน่ทำให้ พริชาร์ด โคลอน เข้าสู่วงการมวยทันทีหลังจากผ่านช่วงวัยประถม เขาเริ่มเข้าโรงยิมแบบจริงจังครั้งแรกที่ อัลเบอร์เก้ โอลิมปิโก้ ที่ประเทศ เปอร์โตริโก แม้จะเป็นเด็กน้อยของค่ายแต่เขาก็เป็นเด็กระเบิด การชกของ พริชาร์ด ถูกจัดในประเภทมวยสมอง นั่นคือการชกที่มีแบบแผน ไม่เดินเข้าหาเอามันอย่างเดียว เขาจะใช้จังหวะเพียงเสี้ยววินาทีที่คู่ชกเปิดช่องและส่งหมัดสั่งตายเข้าสังหาร  

การชกในระดับสมัครเล่นเป็นไปพร้อมๆ กับการร่ำเรียนอย่างที่ นีเวส แม่ของเขาได้ขอไว้ เธออยากให้ลูกมีวุฒิการศึกษาติดตัว เพราะชีวิตนักมวยนั้นไม่มีอะไรแน่นอน และผู้ประสบความสำเร็จทื่ทำเงินได้ระดับมหาศาลนั้นมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นของนักมวยทั้งโลก ซึ่งข้อนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพริชาร์ดเลย เขาเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบสูงมากพอๆกับความสามารถทางการชกมวย เพราะสามารถเรียนจบระดับไฮสคูลและสามารถสอบเข้าคณะบริหารของมหาวิทยาลัย เดล ซากราโด้ โคราซอน แห่ง เปอร์โตริโกได้อีกด้วย 

พริชาร์ด ทำสองอย่างไปพร้อมๆ กัน และเริ่มขึ้นชกในเวทีระดับสมัครเล่น เขากวาดแชมป์ของประเทศถึง 5 สมัยในรุ่น 141 และ 152 ปอนด์ นอกจากนี้ตอนที่เขาอายุ 19 ปี เขายังสามารถผ่านเข้ารอบคัดเลือกโอลิมปิก 2012 ที่ สหราชอาณาจักรอีกด้วย ทว่าในครั้งนั้นเขาแพ้ในรอบที่ 3 ให้กับนักชกชาว เวเนซูเอล่า พลาดโอกาสไปแข่งรอบสุดท้ายที่กรุงลอนดอนอย่างน่าเสียดาย

สถิติระดับสมัครเล่นของ พริชาร์ด ถือว่ามีแววเป็นอย่างมาก เขาทำสถิติชนะ 170 ไฟต์ และแพ้แค่ 15 ไฟต์เท่านั้น ซึ่งหลังจากจบโอลิมปิกที่ ลอนดอน เขาจึงก้าวเข้าสู่วงการมวยสากลอาชีพแบบเต็มตัว

มวยสมองแห่งเปอร์โตริโก 

เวทีระดับอาชีพไม่มีเครื่องป้องกัน ไร้ซึ่งเฮดการ์ด เหมือนกับในเวทีสมัครเล่นอีกแล้ว ดังนั้นขีดความสามารถของนักมวยอาชีพต้องมีมากกว่า และสำหรับนักมวยที่มาจากมวยสมัครเล่นอย่าง พริชาร์ด ต้องปรับตัวกับเรื่องนี้พอสมควร

 3

เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าสิ่งที่แตกต่างกันชัดเจน คือเรื่องของรูปมวยที่สำคัญต่อการให้คะแนนของกรรมการมากๆ จะเห็นได้ว่าในการชกบางไฟต์นักมวยบางคนออกหมัดน้อยกว่าเข้าเป้าน้อยกว่า แต่กลับได้รับการยกมือเป็นผู้ชนะ ซึ่งชัยชนะนั้นมีผลมาจากรูปมวยที่ดูดีกว่า และสิ่งนี้เกิดจากเทคนิคที่ได้รับการฝึกจนเชี่ยวชาญและร่างกายที่แข็งแกร่งมากพอจะทำตามแท็คติกที่วางไว้ได้ 

"ไม่มีสักวันที่ผมหยุดเรียนรู้ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับนักมวยอาชีพ ผมอายุ 20 ปีและสิ่งที่ต้องทำคือปรับตัวใหม่ในการต่อสู้ระดับนานาชาติ ผมฝึกทุกวันวันละเล็กวันละน้อย เพื่อให้พร้อมสำหรับเวทีอาชีพ" พริชาร์ด กล่าว

"ในระดับสมัครเล่นนั้นจะชกถี่มาก คุณแทบไม่มีเวลาศึกษาคู่ต่อสู้ของคุณเลย นอกจากนี้หากใกล้หมดยกแล้วคุณตามหลังคู่ชกอยู่ 2-3 แต้ม คุณลืมเรื่องที่จะชนะไปได้เลย มันไล่ทันยากมากจริงๆ แต่กับมวยสากลอาชีพ ทุกวินาทีมีความหมาย ระฆังไม่ดังคุณก็ยังไม่แพ้"

จากสิ่งที่เขาได้ว่าไว้มันเห็นได้ชัดเจนว่า พริชาร์ด เป็นพวกที่มีการวางแผนในทุกๆ เรื่อง เขาเรียนรู้ถึงความแตกต่างเพื่อหนทางสู่แชมป์ เขารู้ว่าขาดอะไร เขาพลาดตรงไหน เขารีบแก้ไขปัญหาทันที ในช่วงที่เทิร์นโปรปีแรกเขาจ้างโค้ชใหม่เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายโดยเฉพาะ และหลังจากซ้อมเสร็จ พริชาร์ด จะมาเปิดเทปการชกของคู่แข่งคนต่อไปของเขาเพื่อศึกษาจุดแข็งจุดอ่อนที่สามารถชี้ขาดชัยชนะให้กับเขาได้ และนั่นคือเหตุผลที่ว่านับตั้งแต่การเทิร์นโปรในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013 จนถึง เดือนกันยายนปี 2015 เขายังเป็นนักสู้ไร้พ่ายด้วยสถิติต่อย 16 ไฟต์ชนะทั้งหมด 16 ไฟต์ และเป็นการน็อคคู่แข่งทั้งหมด 13 ครั้ง 

สถิติดังกล่าวทำให้เขาถูกสื่อเมริกันเรียกว่า "Hot prospect" (ดาวรุ่งพุ่งแรง)  แม้แต่นักชกระดับตำนานอย่าง ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด ยังยอมรับว่าทรงมวยของ พริชาร์ด นั้นดูดีเกินกว่าที่ใครเห็น

"เด็กคนนี้มีของ ของอันตรายด้วยที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา... ที่ผมจะบอกก็คือคุณอย่าไปเผลอต่อยกับเขาแบบเล่นๆ ล่ะ ผมรับรองได้เลยเขาเอาคุณร่วงแน่ อย่าไปหลงกับภาพลักษณ์และหน้าตาหล่อเหลาของเขาแล้วกัน เพราะผมเองคิดผิดมาแล้วในวันนี้" ชูการ์ เรย์ ว่าถึง พริชาร์ด ในไฟต์ที่เอาชนะ วิเวียน แฮร์ริส อดีตแชมป์โลกรุ่นไลท์เวลเตอร์เวตของ WBA ในปี 2015

 4

ไฟต์ดังกล่าวเขาชนะ แฮร์ริส ในยกที่ 3 ชื่อเสียงของ พริชาร์ด ไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มถูกมองว่าเป็นมวยขายได้ และในอนาคตจะได้ขึ้นชกในเวทีใหญ่อย่าง ลาส เวกัส และ เมดิสัน สแควร์ การ์เด้น ... ทว่าการที่นักมวยคนหนึ่งจะโด่งดังได้นั้นนอกจากฝีมือแล้วยังต้องมีวาสนาด้วย

หลังจากชนะ แฮร์ริส ได้เดือนเดียว พริชาร์ด ได้โอกาสขึ้นชกที่ อีเกิล แบงค์ อารีน่า ที่รัฐเวอร์จิเนีย มันเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เขาได้ขึ้นเวทีที่ใหญ่ขึ้นมาจากเดิม เพราะคู่ชกที่ถูกวางไว้ก่อนหน้านี้อย่าง อังเดร เดอร์เรลล์ และ เบลค คาปาเรลโล่ โดนยกเลิกเนื่องจาก เดอร์เรลล์ ทดสอบสมรรถภาพร่างกายกับแพทย์ไม่ผ่าน ดังนั้นผู้จัดจึงเอามวยคู่ระหว่างนักชกไร้พ่ายอย่าง เทอร์เรลล์ วิลเลี่ยมส์ และ พริชาร์ด โคลอน มาพบกัน เหตุผลที่จับทั้งคู่มาเจอกันนั้นง่ายนิดเดียวเพราะพวกเขาอยากจะเห็นใครสักคนแพ้...

คราวซวยมวยแทน 

แม้จะบอกว่า พริชาร์ด ดวงดีที่ได้เปรียบมวยกับมวยระดับที่เหนือกว่าและเก๋ากว่า แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้มันจะสบายหายห่วงเสียทีเดียว เพราะเขามีเวลาซ้อมแค่เดือนเดียวเท่านั้น และที่สำคัญคือในปี 2014 เขาขึ้นชกแบบทางการมาแล้วถึง 7 ไฟต์ ปี 2015 อีก 4 ไฟต์ และไฟต์กับ เทอร์เรลล์ จะเป็นไฟต์ที่ 5 ในปีดังกล่าว ซึ่งนี่เป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยเลยทีเดียว แต่สุดท้ายเมื่อโอกาสเข้ามาแล้วก็ต้องคว้าไว้ จะเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องลองดู นั่นคือสิ่งที่ พริชาร์ด คิด

 5

เขาเดินขึ้นเวทีไปในวันนั้น และเริ่มแลกหมัดกันแบบถึงลูกถึงคน การชกยืดเยื้อมาจนถึงยกที่ 9 จากกำหนด 10 ยก ถึงตรงนั้น พลังและความแม่นยำของทั้งคู่ย่อมไม่เหมือนยกแรก พริชาร์ด ปล่อยหมัดพลาดเข้าใส่ เทอร์เรลล์ และมันเป็นการต่อยใต้เข็มขัดจนทำให้คู่ชกผิวสีชาวอเมริกันลงไปนอนกลิ้งกับพื้นและใช้เวลาราว 2-3 นาที เพื่อลุกมาสู้อีกครั้ง   

หลังจากลุกขึ้นมาได้ เทอร์เรลล์ มีสีหน้าที่เคียดแค้นมาก เขายกหมัดขึ้นมาไว้ที่คอของตัวเองและทำท่าปาดคอทิ้ง เพื่อเป็นสัญญาณบอกว่า "ถ้าเล่นกันแบบนี้เอ็งตายแน่" และโชคร้ายที่ เทอร์เรลล์ ไม่ได้พูดเล่น เขาสติขาดผึงไประดับหนึ่ง และมันประจวบเหมาะเข้ากับจังหวะที่ พริชาร์ด ชกพลาดและหันหลังให้... กฎของมวยสากลคือห้ามชกคู่ต่อสู้ขณะหันหลัง แต่ตอนนั้นมันหยุดไม่ได้แล้ว เทอร์เรลล์ ซัดหมัดขวาทุบเข้าที่ด้านหลังหัวของ พริชาร์ด และจากนั้นความผิดปกติก็เริ่มเกิดขึ้นกับนักชกชาวเปอร์โตริโก

 6

เขายืนต้านจนหมดยกที่ 9 ได้ ทว่าเมื่อเดินกลับเข้าไปที่มุมในช่วงพักยก พริชาร์ด ก็ไม่สามารถกลับมาชกในยกที่ 10 ได้ เขายืนยันว่าเกิดอาการปวดหัวขั้นรุนแรงและเห็นภาพซ้อน หลังจากนั้นเขาก็อาเจียนอย่างหนัก สุดท้ายการชกไฟต์ดังกล่าวต้องถูกยุติไปด้วยความพ่ายแพ้ของพริชาร์ด ก่อนที่ตัวเขาจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และหลังจากนั้นเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังลืมตา

โคลอน นอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่หลายสัปดาห์ และเริ่มถูกส่งตัวต่อไปยัง เชฟเพิร์ด เซนเตอร์ ที่ รัฐจอร์เจีย หลังเกิดการโคม่าไม่ได้สติ แพทย์ที่นั่นต่อลมหายใจของเขาได้ แต่ก็หมดทางจะเยียวยาให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิม พริชาร์ด ที่เคยรูปหล่อ ปราดเปรียว และเป็นสปอร์ตแมน เขาที่เคยเต้นซัลซ่าเพื่อฉลองชัยชนะ และเป็นความหวังแชมป์โลกคนต่อไป กลับต้องนอนเฉยๆ แบบนั้น ขยับตัวไปไหนไม่ได้ ...

 7

พริชาร์ด อยู่ในสถานะพิการ เนื่องจากหมัดที่ต่อยเข้ามาจากด้านหลังของ เทอร์เรลล์ ทำให้เกิดรอยร้าวในสมองขนาด 1.5 เซนติเมตร และสมองของเขามีเลือดไหลออกมาทางซ้ายของศีรษะ ส่งผลให้เขามีลมหายใจแต่แสดงความรู้สึกออกมาไม่ได้ เขาลืมตาและกลอกตาไปมาได้ แต่สื่อสารออกมาไม่ได้ว่าสิ่งใดที่เขาต้องการจะบอก

เรื่องดังกล่าวส่งผลอย่างมากต่อครอบครัว โคลอน นีเวส แม่ของเธอ ยอมรับว่านี่คือเรื่องที่เหนือการคาดคิดและทำให้ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนไปมาก นีเวส จะต้องกลับมาคุยกับ ริชาร์ด พ่อของ พริชาร์ด ที่เลิกรากันไปนานแล้ว เพื่อแบ่งกันสลับเวลามาดูแลลูกชายที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าสภาพร่างกายที่อ่อนเพลีย เธอ ต้องทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกวัน และไม่รู้ว่าจะต้องทำไปอีกนานเท่าไหร่ และลูกชายที่เธอรักที่สุดจะอยู่กับการนอนเฉยๆ แบบนี้ได้นานแค่ไหนกันแน่

"นี่คือเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิตเลย 2 ปีแล้วนะที่ พริชาร์ด เป็นแบบนี้" เธอเสียงสั่นเมื่อเล่าถึงความรู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น "ตอนนี้สิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขได้คือการเห็นเขากลอกตาและกะพริบตา แต่ในฐานะคนเป็นแม่มันเจ็บปวดทุกวินาที เพราะฉันไม่มีทางรู้ได้เลยว่าฉันจะเห็นลูกชายทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่ ความทรมานอยู่ที่คุณไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าในวันพรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับเขา" 

พ่อและแม่ของ พริชาร์ด พยายามฟ้องร้องโปรโมเตอร์การชกในวันนั้นกับศาล ฐานกระทำการประมาทเลินเล่อจนทำให้ลูกของเธอต้องพิการ โดย นีเวส เรียกร้องเงินกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับกรณีดังกล่าวเพื่อเอาเงินทั้งหมดมาดูแลรักษาลูกชายของเธอ แม้จะยอมรับว่าโอกาสชนะคดีมีน้อยเหลือแสนก็ตาม เธอบอกว่าเธอโกรธแค้นทุกคนที่เกี่ยวข้อง เธอแทบไม่อยากพูดถึงชื่อ เทอร์เรลล์ วิลเลี่ยมส์ เพราะแค่นึกภาพชายที่ทำให้ลูกของเธอต้องตกในสภาพแบบนี้เธอก็รู้สึกแค้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติแล้ว 

บัตรเครดิต 3 ใบของเธอถูกใช้จนวงเงินเต็ม นอกจากนี้เธอยังต้องทำเรื่องกู้ยืมเงินของคนอื่น แม้กระทั่งคุณแม่ของตัวเองมาเพิ่มเติมอีก ทุกอย่างลำบากไปหมดนับตั้งแต่วันที่ พริชาร์ด โดน เทอร์เรลล์ ชกในวันนั้น

 8

ด้านนักชกที่ทำให้ พริชาร์ด สมองไหลในวันนั้นอย่าง เทอร์เรลล์ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เขาแทบไม่กล้าชกมวยอีกต่อไป เพราะถึงแม้จะยังไม่แขวนนวม แต่หลังจากไฟต์กับ พริชาร์ด เจ้าตัวขึ้นชกเพียง 3 ไฟต์เท่านั้น และรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นเป็นอย่างมาก เขามีครอบครัวแล้วและมีลูกชาย 1 คน เขาพยายามไม่พูดถึงเรื่องการต่อยมวยให้ลูกชายเขาได้ยินเลยสักครั้ง เพราะเขาไม่ต้องการจะให้ลูกชายของเขาเสี่ยงชีวิตกับการเป็นนักมวย ... เหมือนกับเขา และ พริชาร์ด 

"ไม่ว่าจะทำอะไร ไปไหนมาไหนในแต่ละวัน ผมสลัดเขาไม่หลุดสักที ผมพยายามสวดภาวนาให้พริชาร์ดทุกวัน และมันจะเป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่ผมต้องการคือขอให้เขามีสุขภาพที่แข็งแรงอีกครั้ง ไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมอาชีพ ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้มีเจตนาจะทำแบบนั้นเลย"

"ตอนนี้ผมก็ต้องรักษาตัวเองเหมือนกัน และมันจะไม่หายไปตลอดชีวิต ผมเกลียดการขึ้นชกมวยไปเลยนับตั้งแต่นั้น ผมเข้าใจดีว่าผมไม่ได้ผิดอะไรในการชกค่ำคืนนั้น พริชาร์ด เป็นดาวรุ่งที่มีอนาคตสดใสมาก และมีแววจะเป็นยอดนักชกของโลก และการพรากเขาออกจากสังเวียนคือสิ่งที่ยากสำหรับผมไม่แพ้กับเขาหรอก"

ชีวิตต้องสู้ 

ความแค้นที่เกิดขึ้นได้เจือจางลงไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลา เข้าสู่ปีที่ 3 แล้วที่ พริชาร์ด ต้องเจอกับเรื่องไม่คาดฝันและเป็นผู้ป่วยติดเตียง ทว่าในปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงราวกับคำสวดภาวนาของผู้เป็นแม่นั้นสิ่งผล พริชาร์ด สามารถสื่อสารออกมาได้บ้าง ด้วยการพยักหน้า ยักคิ้ว ส่ายหัว นั่นคือสัญญาณดีที่สุด เขาเข้าไปรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่มันทำให้ นีเวส ผู้เป็นแม่เจ็บปวดคือ พริชาร์ด มักจะคิดอยู่เสมอว่าวันนี้ (ปัจจุบัน) คือเดือนตุลาคมปี 2015 และเขากำลังมีไฟต์สำคัญกับ เทอร์เรลล์ วิลเลี่ยมส์

 9

นีเวส จะต้องหัวใจตกไปอยู่ตาตุ่มทุกครั้งที่ พริชาร์ด พูดแบบนี้ เขาบอกว่าเขาอยากจะดู วีดีโอ ในการชกวันนั้น เธอทำตามที่ลูกชายบอกด้วยการเปิดคลิปไฟต์ดังกล่าวให้ดู โดยที่เธอหันหน้าไปทางกำแพงอีกด้าน แต่ทุกครั้งที่วีดีโอเล่นมาถึงช่วงก่อนเริ่มยกที่ 9... เธอจะถามว่า "แน่ใจนะว่าลูกอยากจะดูต่อ" ... แม้ พริชาร์ด จะพยักหน้าแต่ นีเวส ก็ทนดูและทำใจไม่ไหว เธอปิดมันก่อนที่ พริชาร์ด จะได้ดูทุกครั้งไป 

ในช่วงปีที่ 3 เข้าปีที่ 4 นั้น ครอบครัว โคลอน ได้รับเครื่องที่ช่วยใช้สื่อสารสำหรับ พริชาร์ด โดยจะเป็นการประมวลเสียงที่เขาคิดและพูดออกมาแบบไม่ชัด และเสียงนั้นจะถูกแปลงออกมาเป็นเสียงของหุ่นยนต์ พูดง่ายๆ คือเป็นหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่แทนปากของเขานั่นเอง

พริชาร์ด เข้าบำบัดที่ศูนย์วิจัย บรูกส์ และทำงานกับคุณหมอ อลิช่า รัสเซลล์ เธอเริ่มทำสคริปต์ของ AI ให้พูดว่า ใช่ หรือ ไม่ สำหรับ พริชาร์ด ในตอนแรก และเริ่มทดสอบกับสิ่งใหม่ๆ ไปเรื่อยจนถอดออกมาเป็นประโยคได้ 

"ทุกคนควรได้รับเสียงของตัวเอง ฉันมั่นใจมากว่าเขาจะต้องพูดมากกว่านี้แน่" คุณหมอรัสเซลล์ มั่นใจว่าสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นมาจะทำให้ครอบครัว โคลอน สื่อสารกันได้มากขึ้นแน่นอน 

ทั้งคู่ทำงานร่วมกันอย่างขันแข็ง จากนั้นพริชาร์ด เริ่มทำตามคำสั่งต่างๆ ได้มากขึ้น และทำให้ความหวังของ นีเวส โคลอน มีความหวังอีกครั้ง อย่างน้อยๆ ลูกชายเธอก็มีทิศทางในการรักษาที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

 10

"ผมชื่อ พริชาร์ด โคลอน เป็นนักมวยชาวเปอร์โตริโก" ประโยคดังกล่าวเป็นคำตอบแรกที่คุณหมอรัสเซลล์ต้องการจะฟังจาก พริชาร์ด เพื่อทดสอบความเปลี่ยนแปลงในตัวเขา ซึ่งคำถามต่อไปยากกว่าเดิมอีกนิด นั่นคือถามว่า เขาอายุเท่าไหร่

"ผมอายุ 26 ปี" เขาตอบถูกเป๊ะ และคำตอบนี้มีความหมายมากๆ เพราะนั่นเท่ากับว่าเขาจดจำช่วงเวลาได้แล้ว หลังจากเขาคิดว่าตัวเองอายุ 22 ปี และยังอยู่ใน ค.ศ. 2015 มาโดยตลอด  

"ถ้าลูกอายุ 26 แล้ว... แล้วปีนี้เป็นปีอะไร?" นีเวส โคลอน แย่งหมอถามเพราะเธออยากจะแน่ใจว่าเธอไม่ได้คิดไปเองและการตอบของลูกชายไม่ใช่เรื่องฟลุก

 11

"ปี 2000 อะไร" หมอรัสเซลล์ ย้ำถึงคำถามที่มีความหมายมากที่สุด พริชาร์ด นิ่งอยู่สักพักและบอกว่า "2019 ไง" เท่านั้นเอง ทุกคนในห้องตรวจก็ปรบมือกันสนั่น นี่คือเสียงเชียร์ที่มีความหมายยิ่งกว่าเสียงเชียร์ไหนๆ ที่ พริชาร์ด เคยได้ยิน มันคือเสียงเชียร์จากคนที่รักเขามากที่สุดและรอวันนี้มานานแสนนาน นีเวส ทิ้งตัวเอาหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายใจ มันคือความสุขที่สุดในรอบ 4 ปี ที่เธอดูแลลูกชายคนนี้มาตลอด

ไม่มีใครรู้ว่า พริชาร์ด โคลอน จะกลับมาได้มากขนาดไหน แต่เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการมีชีวิตอยู่ คือการอยู่อย่างมีความหวัง แค่คำพูดง่าย ๆ อย่าง 2019 กลับทรงพลังสำหรับคนที่ได้ยิน และเสียงนี้ต่อความหวังให้กับคนที่เฝ้ารอเขากลับมามากมหาศาลยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้แน่นอน

และหาก พริชาร์ด รับรู้ เขาจะต้องพยายามในส่วนของเขาอย่างเต็มที่... แบบที่แม่และครอบครัวของเขาสวดภาวนาในทุกๆ ค่ำคืน ตั้งแต่ปี 2015