ทางแยกของ "จาวาริส คริทเทนตัน" : เลี้ยวซ้ายเป็นสตาร์ - เลี้ยวขวาเป็นแก๊งสเตอร์

ทางแยกของ "จาวาริส คริทเทนตัน" : เลี้ยวซ้ายเป็นสตาร์ - เลี้ยวขวาเป็นแก๊งสเตอร์
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

จาวาริส คริทเทนตัน คือนักบาสที่ทำให้ เลบรอน เจมส์ ต้องหงายท้องมาแล้วตอนเล่นในระดับไฮสคูล

เขาเติบโตขึ้นจากการเป็นนักเรียนประเภทเรียนดีกีฬาเด่น ทว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าของดราฟต์รอบแรกของ แอลเอ เลเกอร์ส ในปี 2007 ที่หลังจากนั้นแค่ 4 ปี เขาเอาปืนยิงคนบริสุทธิ์ที่เป็น "คุณแม่ลูกสี่" เสียชีวิต

เหตุใดเขาถึงกระโดดเข้าใส่ขุมนรกอีกครั้ง ทั้งๆที่เดินหนีจากมันได้สำเร็จ และชีวิตมีพร้อมทุกอย่างแล้วแท้ๆ 

 

ผลผลิตจากความไม่พร้อม... ใช่ว่าจะเลวร้ายเสมอไป 

ความรักไม่ใช่เรื่องผิด มันอยู่ที่คนจะเลือกใช้มันให้เกิดประโยชน์หรือทำให้มันเกิดปัญหาเท่านั้นเอง 

ซอนย่า ดิ๊กสัน สาวมัธยมต้นจากแอตแลนต้า เชื่อใจความรักมากเกินไปจนไม่ทันระแวดระวังให้ดี เธอคบหากับชายรุ่นพี่และตั้งท้องตั้งแต่อายุไม่ถึง 17 ปี และเรื่องมันคล้ายๆกับที่เกิดอยู่ทั่วทุกมุมโลก เด็กสองคนเชื่อมั่นในความรักและมองสิ่งนั้นแค่ด้านเดียว เมื่อเธอให้กำเนิดลูกชาย จาวาริส คริทเทนตัน ได้ไม่นาน สามีของเธอที่หวังจะสร้างอนาคตด้วยกันก็ป่วยเป็นโรคตับ และเสียชีวิตไปแบบไม่ทันได้ทรมาน...

สำหรับคนตาย การทรมานน้อยที่สุดก่อนจากโลกนี้ไปคือเรื่องที่ดีในช่วงเวลาที่มีทางเลือกไม่มากนัก แต่สำหรับคนที่ยังต้องอยู่ต่อไปและคนๆนั้นคือเด็กอายุ 17 ปีที่มีลูกทารกติดตัว มันคือความยากลำบากในแบบที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้

 1

ซอนย่า พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เรี่ยวแรงของแม่วัยรุ่นเพียงคนเดียวที่ต้องทำงานหาเงินไปด้วย และเลี้ยงลูกน้อยไปด้วย มันจึงยากมากที่จะทำให้จาวาริสเติบโตพร้อมกับความอบอุ่นเหมือนกับครอบครัวอื่นๆได้ จาวาริสจึงมีนิสัยที่ค่อนข้างฉุนเฉียว ใจร้อน และควบคุมยากบ้าง ซึ่งแม่ของเขาพยายามจะช่วยทำให้ลูกของเธอเดินไปตามเส้นทางที่ถูกต้องให้มากที่สุด

ตอนจาวาริสอายุ 7-8 ขวบ ละแวกบ้านของเธอมีโรงยิมที่ใช้ไว้เล่นบาสเกตบอลสำหรับเด็กๆอยู่ 1 แห่ง ฝึกสอนโดย ทอมมี่ สลอตเตอร์ ที่เด็กๆแถวนั้นมักจะเรียกเขาว่า "พีเจ" 

ตัวของ "พีเจ" นั้นเมื่อเห็นจาวาริส ก็รู้ว่าเด็กคนนี้มีพลังในตัวเยอะ แต่สิ่งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เอาสิ่งที่มีมาใช้ให้ถูกทาง แรงของเขาควรจะเอามาใช้ในการออกกำลังกายและกลายเป็นนักบาสที่มีชื่อเสียงเงินทอง นั่นคือสิ่งที่ "พีเจ" คิด

"พีเจ" สั่งให้จาวาริสฝึกหนักกว่าใครเพื่อน หากอย่างน้อยคนอื่นได้ฝึกเลย์-อัพ วันละ 5 ครั้ง จาวาริสจะถูกจับคูณเข้าไปอีกอย่างน้อย 2-3 เท่า จากนั้นจะต่อด้วยการฝึกชู้ตอีกหลายลูก วินัยที่ "พีเจ" ใส่เข้าไปในตัวจาวาริส ทำให้ทั้งคู่เข้ากันได้ดีมากขึ้นเรื่อย และตัวของ "พีเจ" ก็เห็นว่าเด็กคนนี้เป็นเหมือนลูกชายของเขา

นอกจากวิชาบาสเกตบอลที่ "พีเจ" มอบให้แล้ว จาวาริสยังได้สิ่งที่มีค่ามากกว่านั้นคือ "วิชาชีวิต" เพราะตัวของ "พีเจ" รู้ว่าจาวาริสเป็นเด็กที่ก้าวร้าว แต่ก็มีความอ่อนแออยู่ในตัว เขาจะเชื่อคนง่ายมากหากไว้ใจใครสักคน "พีเจ" สอนให้จาวาริสตั้งใจทำในทุกสิ่งที่มีโอกาสไม่ว่าเป็นเรื่องบาส, การเรียน และกิจกรรม ซึ่งจาวาริสก็เปลี่ยนไปเยอะมากตั้งแต่ช่วงจูเนียร์สคูล (ม.ต้น) เพราะนอกจากจะเป็นนักบาสที่มีวินัยแล้ว เขายังเป็นเด็กเรียนดี และได้เป็นหนึ่งในทีมประธานนักเรียนของโรงเรียนด้วย 

เวลาผ่านไปหลายปี ทั้งคู่ยังคงตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ "พีเจ" ทำให้จาวาริสกลายเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของทีมโรงเรียนคริสต์แห่งแอตแลนต้า ซึ่งตอนนั้นมีผู้เล่นอย่าง ดไวท์ ฮาเวิร์ด (ผู้ติดทีม ออลสตาร์ของ NBA 8 สมัยในเวลาต่อมา)… จาวาริส แอนด์ ดไวท์ คือคู่หูขวางนรกของจริง ทั้งคู่เป็นตัวแทนของโรงเรียนคริสต์แห่งแอตแลนต้าไปแข่งขันที่เมืองฮิวสตัน และต้องเจอกับทีมโรงเรียนเซนต์ วินเซนต์-เซนต์ แมรี่ ซึ่งตอนนั้นมีผู้เล่นว่าที่ "ราชา" แห่ง NBA ในอนาคตอย่าง เลบรอน เจมส์ นำทัพ

ในช่วงที่จาวาริสกำลังไปได้ดีบนเส้นทางบาสเกตบอลเหมือนกับที่ "พีเจ" ผู้ที่เขานับถือเป็นพ่อคาดหวังไว้ กลับเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะในเวลาเดียวกับ "พีเจ" ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก เขาอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งตัวของจาวาริสเองก็ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะ ณ เวลานั้นเขาวุ่นวายกับการฝึกซ้อมสำหรับการแข่งใหญ่ ทำให้ทั้งคู่ได้ติดต่อกันผ่านโทรศัพท์เท่านั้น ไม่ต้องเดาเลยว่าบทสนทนาในวันที่จาวาริสได้ไปแข่งเป็นแบบไหน "พีเจ" คงกระโดดตัวลอย เพราะอย่างน้อยสิ่งที่เขาหวังก็เริ่มใกล้เป็นความจริงเข้ามาทุกทีแล้ว

"พีเจ" ตอบรับการเดินทางไปฮิวสตัน ทั้งๆที่ร่างกายของเขาไม่แข็งแรงนัก แต่นี่คือโอกาสที่เขาจะพลาดไม่ได้ มันเหมือนแม่นกที่จะเห็นลูกน้อยหัดบินสู่โลกกว้างครั้งแรก หากจาวาริสทำได้ดี เขาจะเป็นที่ยอมรับของสังคมและสามารถใช้ชีวิตแบบพึ่งพาเลี้ยงดูทั้งตัวเองและครอบครัวได้ในอนาคต ดังนั้นงานนี้ไม่มีคำว่าไม่ไหวสำหรับ "พีเจ"

ในเกมระหว่าง แอตแลนต้า กับ เซนต์ วินเซนต์ฯ จาวาริสที่ตอนนั้นอยู่เกรด 8 (ม.2) ยังไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ซึ่งในเกมนั้น เลบรอน เจมส์ ฉายแววเป็นปีศาจแห่งวงการยัดห่วง เขาฉีกผู้เล่นของแอตแลนต้าเป็นชิ้นๆ และแทบไม่มีใครผ่านการประกบของเขาได้เลย... จาวาริสนั่งจับตาดูอยู่ทุกวินาทีอย่างตั้งใจ เขารอและรอ ทำใจให้พร้อม เผื่อว่าโอกาสจะมาถึง

"จาวาริส แกลงไปได้แล้ว" คอร์ทนี่ย์ บรูคส์ โค้ชของแอตแลนต้า สั่งให้จาวาริสลงไปเล่นในเวลาที่ทีมหมดแววชนะ การส่งเขาลงในสถานการณ์นี้เหมือนเป็นการบอกใบ้กับจาวาริสว่า "อยากทำอะไรก็ทำ โชว์ให้ทุกคนเห็นหน่อยว่าแกมีดีอะไรบ้าง"... จาวาริสยกมือเรียกบอลจากเพื่อนร่วมทีมทันที แม้คู่ประกบของเขาคือ เลบรอน เจมส์ 

"หมับ!" บอลอยู่ที่มือเขาแล้ว...

 2

จาวาริสเลี้ยงไปทางซ้ายและหลอกดึงกลับมาทางเดิม แต่เลบรอนไม่หลงทางง่ายๆ มีทางเดียวจะผ่าน "ราชา" ได้คือต้องลุยเข้าไปวัดดวงซึ่งๆหน้า ซึ่งจาวาริสเองก็เลือกแบบนั้น เขาพุ่งเข้าใส่เลบรอน ก่อนที่จะกระโดดขึ้นทำแต้ม แต่เลบรอนยังตามติดและกระแทกจาวาริสอย่างแรงในจังหวะลอยตัว

จาวาริสเซจนเกือบจะเสียหลัก 100% และเสี้ยววินาทีนั้นเขาสลับมือในการทำแต้มทำให้การพุ่งมาปัดบอลของเลบรอนพลาดแบบจังเบอร์ จากนั้นจาวาริสก็ใช้สิ่งที่เขาเรียนจาก "พีเจ" เป็นอันดับแรกนั่นคือการเลย์-อัพทำแต้มได้สำเร็จ แม้มันจะมีค่าแค่ 2 แต้ม แต่การเอาชนะ เลบรอน เจมส์ ได้เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนบาสในวันนั้นสนั่นฮอลล์ 

จะเสียงดังแค่ไหน จาวาริสไม่สน เขามองไปที่ที่นั่งของ "พีเจ" ทั้งสองคนตะโกนใส่กันแม้จะอยู่ห่างกันคนละฝากสนาม ผู้เป็นพ่อชูกำปั้นแบบสะใจสุดๆ และนั่นคือสัญญาณว่าจาวาริสพร้อมจะลุยชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น

หลังจากจบไฮสคูล ดไวท์ ฮาเวิร์ด ซีเนียร์ (พ่อของ ดไวท์ ฮาเวิร์ด) ที่มีตำแหน่งใหญ่โตในมหาวิทยาลัยจอร์เจีย เทค ได้ผลักดันให้จาวาริสเข้าเป็นนักเรียนทุนของมหาวิทยาลัย และด้วยความสามารถในทางกีฬาและการเรียน ทำให้จาวาริสสอบผ่านสำหรับทุนเรียนฟรีนั้น เขาลงเล่นให้ทีมบาสของจอร์เจีย เทค ได้เพียงปีเดียว และกลายเป็นเด็กระเบิดของที่นั่น สถิติทำ 29 แต้มโดยเฉลี่ย คือความโดดเด่นเกินใคร ซึ่งมันทำให้จาวาริสเลือกจะลาออกจากมหาวิทยาลัย และเดินหน้าเข้าสู่การทดสอบแห่งมือโปร นั่นคือการเข้าดราฟต์ NBA

ฝันเป็นจริงแล้วลูกชาย 

ปี 2007 จาวาริส คริทเทนตัน เข้าทดสอบและเข้าสู่ระบบดราฟต์สำหรับ NBA ตอนนั้นชื่อเสียงของเขาดังพอตัวและถูกคาดว่าจะอยู่ในดราฟต์ที่ไม่เกินรอบที่ 3 แม้ว่าหลายคนจะบอกว่าเขาออกจากระบบมหาวิทยาลัยไวไป (แม้ก่อนหน้านั้น 3 ปี หนึ่งในเพื่อนซี้อย่าง ดไวท์ ฮาเวิร์ด ตัดสินใจไม่เรียนระดับคอลเลจและเข้า NBA เลยก็ตาม) แต่เขาไม่คิดแบบนั้น เขาพร้อมแล้วและคิดว่าตัวเองดีพอ

 3

"หลายคนคิดว่า พอยต์การ์ด ควรจะเล่นในแบบนักศึกษาสัก 2 ปี แต่ผมไม่คิดงั้นนะ ผมพร้อม และนี่คือเวลาที่ใช่ที่สุด ผมจะสวดภาวนา เชื่อมั่น และทำงานให้หนักที่สุด ผมพร้อมจะฟังทุกคำชี้แนะเพื่อทำให้ผมเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในสิ่งที่ทำ ชีวิตนักบาสของผมเริ่มต้นมาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เริ่มในวันนี้เสียเมื่อไหร่" เขาพูดถึงเสียงวิจารณ์ที่มีต่อตนเอง

เมื่อถึงวันดราฟต์ มีเซอร์ไพรส์นิดหน่อยที่จาวาริสถูกเรียกออกชื่อตั้งแต่รอบแรก แอลเอ เลเกอร์ส เรียกชื่อเขาเป็นผู้เล่นดราฟต์คนที่ 19 ของทั้งลีก เขาได้บ้านหลังใหม่จากการเซ็นสัญญานั้น เขาพาแม่และหลานไปอยู่ด้วย นั่นคือชีวิตที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมากๆแล้ว

"มันก็ต้องดีใจที่สุดเลยน่ะสิ เพราะจาวาริสเขาเป็นเหมือนลูกชายของผม การได้เห็นเขาถูกดราฟต์คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่สุดๆ สำหรับผม ผมคิดว่าสิ่งต่างๆที่ยิ่งใหญ่กว่านี้จะตามมา และมันคือช็อตเปลี่ยนชีวิตเขาเลย ในช่วงที่เขาจะออกห่างจากผม ผมอยากให้เขาค้นหาตัวเองให้เจอ ขณะที่ผมเองก็ต้องทำไม่ต่างกันกับเขาเลย" "พีเจ" พูดถึงความสำเร็จของจาวาริสและสิ่งที่เขาต้องสู้ นั่นคือ โรคมะเร็ง

จาวาริสไม่ได้ลงเล่นมากมายนัก เพราะยังถือว่าเป็นดาวรุ่งที่ต้องรอการพัฒนาเพื่อให้พร้อมที่สุด... แต่นั่นแค่ส่วนเดียวเท่านั้น

โหยหาครอบครัว

"เขาต้องอดทนกว่านี้สิ นี่ไม่ใช่เลย จาวาริสไม่ใช่คนที่มีน้ำอดน้ำทนแบบที่ผมหวัง" ฟิล แจ็คสัน โค้ชของเลเกอร์ส ให้สัมภาษณ์กับลอส แอนเจลิส ไทม์ส ถึงผู้เล่นหนุ่มของเขา โดยตำหนิไปที่ "วินัย" ของจาวาริส ที่ลดน้อยถอยลงทุกวัน ต่างจากตอนที่เขาเข้ามามาก ซึ่งฟิลก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร? 

 4

เรื่องนี้มันเป็นเหมือนการที่จาวาริสสร้างโลกไว้ 2 ใบ เขามีโลกที่ต้องแบ่งเวลาชีวิต 2 ส่วนเพื่อเข้าไปอยู่ โลกใบแรกคือ บาสเกตบอล และโลกใบที่ 2 คือ "แก๊งสเตอร์"... ใช่ เขาอาจจะเคยเป็นเด็กดี แต่ตอนนี้เขาเคว้งคว้าง เขาไม่ดังแบบที่หวัง ได้ลงเล่นน้อย แถมอยู่ห่างไกลจาก "พีเจ" ที่เหมือนครูชีวิต เขาจึงเริ่มทำในสิ่งที่ผิดไปจากเดิม 

เรื่องดังกล่าวต้องย้อนไปสืบสาวราวเรื่องถึงช่วงกลางยุค 1990s ในยุคที่เพลงแนวฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีเข้าสู่การเป็นกระแสหลัก เมืองแอตแลนต้าซึ่งเป็นเมืองใหญ่และมีสภาพเศรษฐกิจดีเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศได้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแห่งใหม่ของเพลงแนวนี้ สมาชิกกลุ่ม "แมนส์ฟิลด์ คริปส์" จากย่านแอลเอตะวันตก จึงเดินทางเข้ามาที่เมืองนี้เพื่อเป็นเพื่อนคู่คิดของเหล่านักร้องที่เป็นสมาชิกแก๊ง และเริ่มหยั่งรากแห่งความสัมพันธ์ที่เชื่อมสองเมืองต่างฟากประเทศไว้

กาลเวลาผ่านไปกว่า 10 ปี คืนหนึ่ง จาวาริสในฐานะผู้มาใหม่ในแอลเอ ตัดสินใจไปเที่ยวผับ ที่นั่นเขาได้พบกับ อาสฟาว อเบเบ หรือ "K-Swiss"... ด้วยความที่น้องชายของ K-Swiss อาศัยอยู่ที่แอตแลนต้า จาวาริสกับอเบเบจึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกที จาวาริสก็เข้าไปพัวพันในแก๊งแมนส์ฟิลด์ ที่ค้ายาและขยายกิจการเจริญเติบโตมาตั้งแต่ยุค '90 ครองฝั่งตะวันออกของแอลเอเรียบร้อยแล้ว (แม้ K-Swiss จะออกมาปฏิเสธว่าจาวาริสยังไม่เดินสู่เส้นทางดังกล่าวแต่แรกเริ่มก็ตาม)

"เราคือแก๊งที่ฉลาดที่สุดในเมือง ตำรวจกลัวเรา เราทำทุกอย่างด้วยความแม่นยำ, ถูกต้อง และคิดหน้าคิดหลังเสมอ" T-Locc หนึ่งในสมาชิกแก๊งผู้ไม่เปิดเผยชื่อจริงเล่าให้กับนักเขียนของฟ็อกซ์ สปอร์ตส์ ฟังถึงความหลังครั้งอดีต 

"จาวาริสเห็นสิ่งที่ยั่วยวนใจในแบบที่เขาห้ามตัวเองไม่ได้ วิธีการเดินหน้าของเราคือการไปด้วยกันทั้งหมดเหมือนกับเป็นครอบครัว เรามีสมาชิกมากมายรักกันแบบพี่น้องร่วมสาบาน ใครๆจะเรียกเราว่า 'ไอ้พวกสารเลวแก๊งสเตอร์' แต่สำหรับสมาชิกทุกคนเรียกพวกเรากันเองว่า 'ครอบครัว'"

 5

และครอบครัวนี่แหละที่เป็นจุดอ่อนของจาวาริส เขาห้ามตัวเองไม่ได้เหมือนที่ T-Locc พูด จากคนไม่กินเหล้าไม่เตร็ดเตร่ เขาเริ่มเอนเอียงมากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่สมาชิกแก๊งเต็มตัวแต่เขาก็ได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ และจากนั้นพรสวรรค์ที่มีก็เริ่มหายไปทีละนิดๆ และสุดท้ายก็เละเทะไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยในระดับอาชีพ 

จาวาริสอยู่กับเลเกอร์สได้ปีเดียว ฟิล แจ็คสัน ก็ทนไม่ไหว เทรดไปให้ เมมฟิส กริซลี่ย์ส... "พีเจ" ที่กำลังรักษาตัวจากโรคมะเร็งที่ลุกลามเป็นครั้งที่ 2 ได้ยินเรื่องดังกล่าวเขารีบเปิดใจคุยกับจาวาริสทันที และดูเหมือนว่าลูกชายของเขาจะสำนึกอะไรขึ้นมาได้บ้าง

"เขา (จาวาริส) รู้สึกแย่มาก เขาเขียนจดหมายที่ยาว 13 หน้ามาถึงผม เขาบอกเล่าถึงความเสียใจที่เขาทำลงไป เขารักผมมาก และสัญญาว่าจะทำให้ผมภูมิและไม่ให้ผมต้องผิดหวังอีกซ้ำสอง" พีเจเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาพยายามเปลี่ยนจาวาริสอีกครั้ง เขายืนยันว่า โดยเนื้อแท้แล้ว เด็กคนนี้ไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจเลวร้ายอะไร 

จาวาริสเล่นให้กับเมมฟิสได้แค่ไม่ถึงปี เขาถูกเทรดไปต่อที่วอชิงตัน วิซาร์ดส์ ในปี 2009 ซึ่งตอนนั้นจาวาริสได้เจอกับ กิลเบิร์ต อารีนาส ผู้เล่นตัวท็อป แถมยังเป็นตัวแรงตัวแสบของทีม ทั้งคู่ไม่ชอบหน้ากันตั้งแต่แรก และสุดท้ายยังไม่ทันได้เริ่มฤดูกาลดีก็มีเรื่องถึงขั้นเอาปืนมาจะยิงกันเลยทีเดียว เหตุผลเริ่มจากน้ำผึ้งหยดเดียว นั่นคือการเล่นไพ่กันบนเครื่องบินระหว่างไฟลต์ ต้นเรื่องคือจาวาริสเสียเงินหมดหน้าตักให้กับ จาวาล แม็กกี เพื่อนร่วมทีมอีกคน แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงิน แต่มันอยู่ที่จาวาริสโดนอารีนาสหัวเราะใส่แบบยั่วโมโห 

 6

"ผมบอกว่า เอาละโว้ยไอ้จาวาริส ย้ายตูดแกออกมาจากที่นั่งได้แล้ว ไม่งั้นฉันจะเผารถแกแน่ๆ คนอย่างแกนี่มันต้องรอให้กู้ภัยมาลากศพออกจากรถจริงๆ ไอ้ผีพนันเอ๊ย" อารีนาสเล่าเรื่องนี้ในภายหลัง ซึ่งสุดเสียงนั้นจาวาริสสติขาดผุงและบอกว่า "เออ แต่ถ้ากูออกมาได้กูจะเอาปืนยิงอุดปากมึงก่อนเลย"  

อารีนาสไม่กลัวเหมือนกัน เขายังกวนประสาทจาวาริสไม่เลิก "กล้าเหรอวะ? เอาปืนมึงมาดีกว่า เดี๋ยวกูจะยิงตัวเองให้ดูว่าเขายิงกันยังไง" เหตุการณ์นั้นเกือบบานปลายแต่ก็ถูกจับแยกไปเสียก่อน ทว่า 2 วันหลังจากนั้น อารีนาสยังไม่เลิก เขาวางกระสุนปืนไว้หน้าล็อกเกอร์ของจาวาริส 3 นัด และเมื่อจาวาริสมาถึง อารีนาสจึงเริ่มเปิดฉาก

"เห้ย! ไอ้หนูเลือกมาสักเม็ดสิ อยากจะกินเม็ดไหนวะ?"  

จาวาริสไม่ตอบแต่กลับเอามือล้วงไปที่ด้านหลังและควักปืนออกมา... ปืนของเขาเอง เขาเอาปืนจ่อไปที่อารีนาส และอารีนาสเล่านาทีชีวิตนั้นว่า "ไอ้บ้านั่นมันโหลดกระสุนพร้อมเหนี่ยวไกจะยิงผมทิ้งจริงๆ" นาทีนั้นเขายอมรับว่าเขาซ่าไม่ออกแล้ว

 7

เรื่องนี้รู้ไปถึงหูผู้บริหาร แม้ไม่มีการยิงกันตายจริงๆ แต่กฎหมายการครอบครองอาวุธปืนในกรุงวอชิงตันถือว่าเข้มงวดที่สุดในสหรัฐอเมริกา... และพวกเขาทั้งคู่ถูกจับส่งดำเนินคดีแบบไม่มีการช่วยเหลือจากทีมเลยแม้แต่น้อย อารีนาสถูกตัดสินฐานมีอาวุธปืนโดยไม่รับอนุญาต ทำให้เขาโดนจำคุก 30 วันและควบคุมพฤติกรรม 2 ปี ส่วนจาวาริสนั้นหนักหน่อย เขาถูกตัดสินจำคุก 1 ปี จากความผิด 2 กระทง ทั้งการพกปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพยายามฆ่า ซึ่งจุดนั้นเองทำให้เส้นทางนักบาสของ NBA จบลงอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะฝั่งจาวาริสที่เตลิดไปจนไม่สามารถกลับทางเดิมได้แล้ว

ไม่ขาว ไม่เทา แต่ดำสนิท 

จาวาริสไปเล่นบาสที่จีน และกลับมาเล่นในดี-ลีก ในอีกปี 2 ปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จเลยสักที คราวนี้เงินทองที่มีเริ่มหมดไป คนที่ปรึกษาก็มีน้อยลง โดยเฉพาะ "พีเจ" ที่ต้องรักษาตัวเองอยู่เสมอ จนไม่มีเวลามาดูแลกัน อีกทั้งต่างคนก็ต่างมีชีวิตเป็นของตัวเองโดยสิ้นเชิงแล้ว

 8

เมื่อเลือกทางขาวไม่ได้ และเลือกทางเทาไม่ได้ (เหยียบเรือสองแคม เล่นบาสไปด้วยทำงานแก๊งไปด้วย) จาวาริสจึงเลือกเดินทางสายดำเต็มพิกัด เขากลายเป็นสมาชิกแก๊งแมนส์ฟิลด์ คริปส์ เต็มตัวแล้ว จากนี้ปืนจะอยู่ในมือของเขาตลอดเวลา เพื่อปกป้องแก๊งอาชญากรที่เรียกกันเองว่า "ครอบครัวที่แท้จริง"

จาวาริสกลายเป็นคนสำคัญของแก๊ง เพราะก่อนหน้านี้เขามีเงิน มีเครดิต จึงทำให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ ดังนั้นเมื่อกิจของแก๊งข้องเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ จาวาริสจะเป็นฝ่ายเดินหน้าเข้าเจรจาเป็นคนแรก ซึ่งตัวเลขจากบัตรเครดิตของเขานี่เองที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งลอส แอนเจลิส (LAPD) รู้ตัวว่าอดีตนักบาส NBA รายนี้เป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งคนสำคัญ

1 ปีหลังจากเข้าแก๊ง ศพแรกจากน้ำมือของจาวาริสก็มาถึง เขาถูกตั้งข้อหาคดีฆาตกรรม จูเลี่ยน โจนส์ แม่ลูกสี่ วัย 22 ปี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2011 ซึ่งเหตุเกิดจากความไม่ตั้งใจ เขาพยายามจะยิงคนที่ก่อเหตุปล้นเขาเมื่อเดือนเมษายน แต่กระสุนพลาดไปโดนขาของโจนส์จนเสียชีวิตระหว่างผ่าตัด 

หลังจากนั้นไม่กี่วัน จาวาริสก็ถูกตำรวจจับที่สนามบินแอลเอในขณะที่รอขึ้นเครื่องกลับไปยังเมืองแอตแลนต้าบ้านเกิด เขาและ ดั๊กลาส แกมเบิล ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องผู้อยู่ในเหตุการณ์วันดังกล่าวถูกฟ้องอย่างเป็นทางการถึง 12 ข้อหา ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาร้ายแรง คดีนี้ทำให้จาวาริสเสียศูนย์หนักมาก เขาต้องจ่ายเงินมากมายเพื่อทนายสำหรับวิ่งเต้นเรื่องดังกล่าว ซึ่งมันก็ทำให้เขาสามารถยืนสู้คดีมาได้ถึง 3 ปี 

 9

แต่ช่วงเวลาแห่งอิสระกลับไม่ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หนนี้จาวาริสเดินหน้าทำสิ่งที่เลวร้ายพอๆกัน นั่นคือการขายโคเคน "หลาย" กิโลกรัม และกัญชาหนักอีก 100 ปอนด์ ซึ่งสุดท้ายก็ถูกจับในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด และละเมิด พ.ร.บ. ยาเสพติดของรัฐจอร์เจีย 

แน่นอน การถูกจับอีกครั้งโดยละเมิดทัณฑ์บน ทำให้เขาหมดสิทธิ์กลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติทันที

End Game…

ศาลตัดสินว่าเขามีความผิดฐานฆาตกรรมโดยตั้งใจและทำร้ายผู้อื่นด้วยอาวุธปืน หลักๆ 2 กระทง และรวมกับคดียาเสพติดเข้าไปอีก จาวาริสโดนโทษเบ็ดเสร็จทั้งหมด 23 ปี ที่เรือนจำฟูลตัส เคาน์ตี้... โอกาสครั้งที่ 2 ของเขาปิดลงโดยปริยาย อิสระที่เคยมีหมดสิ้น และครอบครัวแก๊งแมนส์ฟิลด์ คริปส์ ที่เขาบอกว่าเป็นครอบครัว ไม่เคยมีสมาชิกคนไหนโผล่หัวมาเยี่ยมเขาสักครั้ง มีแต่ ซอนย่า ดิ๊กสัน ผู้ให้กำเนิดเพียงคนเดียวที่เดินทางมาที่ฟูลตัน เคาน์ตี้ ทุกครั้งที่เธอมีเวลาว่าง

 10

"ผมรู้สึกเจ็บปวดที่สุด มากจริงๆ มากกว่าที่ใครจะจินตนาการและรู้สึกได้ สิ่งเดียวที่ผมเชื่อเสมอมาคือผมเชื่อในตัวของ จาวาริส คริทเทนตัน แล้วผมก็ทำได้แค่นั้นแหละ" "พีเจ" กล่าวทิ้งท้ายถึงลูกชายของเขา

น่าเสียดายที่จาวาริสได้โอกาสที่จะฉีกยิ้มทุกคนที่เกี่ยวข้องให้กว้างที่สุดแล้วแท้ๆ ในวันที่เขาได้เข้าสู่ NBA เขาอุตส่าห์หลีกหนีชะตากรรมการเป็นอาชญากรในวัยเด็กได้แล้ว แต่เขาก็วนกลับมาหามันอยู่ดี... สิ่งที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะนี่คือชีวิตจริงไม่ใช่ภาพยนตร์ ถึงเขาจะเป็นคนดีของครอบครัวและเป็นลูกชายที่น่ารักเสมอของ "พีเจ" แต่สิ่งที่คนอีก 95% มองเขาคือ อาชญากร ที่เป็นภัยต่อผู้คนบนท้องถนนจากสิ่งที่เขาทำ

แม้จะคิดได้ แต่ตอนนี้มันก็สายไปแล้ว เขามีเวลาทบทวนหลังลูกกรงอีกราวๆ 20 ปี และเมื่อถึงวันที่เขาเดินออกมาอย่างอิสระในวันที่ 13 ธันวาคม 2036 หากโชคยังดี เขาอาจจะกลับมาแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้บ้าง...

อย่างน้อยๆ ก็ใช้ชีวิตที่เหลือแบบมีค่าโดยนำบทเรียนร้ายๆ ที่ผ่านมาเป็นกุญแจนำทาง

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!