"สเคอร์วิน โฮเต็ล" : โรงแรมหลอน 100 ปีที่นักบาส NBA โดนผีหลอกจนขู่ฟ้องศาล

"สเคอร์วิน โฮเต็ล" : โรงแรมหลอน 100 ปีที่นักบาส NBA โดนผีหลอกจนขู่ฟ้องศาล
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"ใครจะนอนก็นอนเถอะ ผมขอออกห่างจากเรื่องลี้ลับพวกนี้ดีกว่า... ผมไม่อยากมีปัญหากับผี" นี่คือคำพูดจากปากของ แลร์รี่ แนนซ์ จูเนียร์ นักบาสระดับ NBA ซึ่งโดนผีที่โรงแรมสเคอร์วิน หลอกจนเลือกที่จะควักเงินเองและไปพักโรงแรมอื่นดีกว่า

 

นี่คือเรื่องราวทั้งหมดของสิ่งที่ "แนนซ์" และนักบาส NBA ทั้งหลายได้ประสบพบเจอกับ "ผีโรงแรมสเคอร์วิน"... ผีที่นี่มีจริงหรือ? มันดุแค่ไหน? แล้วทำไมทีมจาก NBA จึงต้องเลือกพักโรงแรมนี้? ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่

ลีกของนักเดินทาง

NBA เป็นลีกบาสเกตบอลอันดับ 1 ของโลกประกอบด้วย 30 ทีมแบ่งเป็น 2 สายได้แก่ สายตะวันออก และ สายตะวันตก แต่ละทีมใน NBA จะต้องลงแข่งขันในฤดูกาลปกติมากถึง 82 นัด ซึ่งการจัดโปรแกรมจะมีหลักสำคัญอยู่ 2 ข้อ 1. ความสมดุลในการแข่งขัน และ 2. ต้นทุนการเดินทาง โดยลีกจะจัดโปรแกรมเพื่อให้แต่ละทีมมีโปรแกรมที่สูสีมากที่สุด ภายใต้ต้นทุนการเดินทางที่น้อยที่สุด

 1

หากทีมไหนที่ผ่านเข้าไปถึงรอบเพลย์ออฟ พวกเขาจะต้องแข่งเพิ่มรวมแล้วมากกว่า 100 เกม โดยเฉพาะเมื่อถึงนัดชิงชนะเลิศที่ทีมที่ดีที่สุดจากทั้ง 2 โซนมาพบกัน ยิ่งทำให้ระยะการเดินทางไกลและใช้เวลานานเข้าไปอีก ซึ่งระยะทางและระยะเวลานี้เองที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความฟิต และความอ่อนล้าจากการเดินทางของผู้เล่นได้... เพราะ สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจาก แคนาดา และ รัสเซีย ดังนั้นการเดินทางแข่งแต่ละเกมของเหล่าทีมใน NBA ต้องถือว่าเหนื่อยเอาเรื่อง เพราะพวกเขาจะต้องเดินทางข้ามรัฐที่บางรัฐก็ห่างไกลกันสุดกู่ เหมือนเดิมทางข้ามประเทศ ตัวอย่างที่เห็นภาพง่ายที่สุดคือทีม โกลเด้น สเตท วอริเออร์ส ที่ในฤดูกาล 2017-18 สะสมไมล์ในการเดินทางได้มากถึง 116,036 กิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับการเดินทางรอบโลก 3 รอบเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การกีฬามีผลอย่างมากในการลดความเหนื่อยล้าได้ดีกว่าเดิม แต่ละทีมวางโปรแกรมในการเดินทางและการจัดการที่ดีขึ้นทำให้เรื่องนี้อาจจะถูกลดทอนลงไปบ้าง นี่คือข้อดีของวิทยาศาสตร์ เพราะมันคือสิ่งที่พิสูจน์ได้ และสามารถทำให้นักกีฬาแต่ละคนสามารถมีร่างกายที่แข็งแรง รวมถึงพลังงานที่เต็มเปี่ยมพร้อมจะลุยศึกทั้งฤดูกาล 

ทว่าที่สุดแล้วใดๆ ในโลกนี้ล้วนมีสิ่งที่เกิดมาหักล้างกันเสมอ อาทิ ไฟต้องเจอกับน้ำ แต่สำหรับวิทยาศาสตร์นั้นมีคู่แข่งที่ต้องสู้และห้ำหั่นกันมาอย่างยาวนานนั่นคือ "ไสยศาสตร์" ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้บางครั้งจะมองเห็นและสัมผัสได้ แต่สิ่งนี้กลับหาคำอธิบายไม่ได้

หนึ่งในสิ่งที่ทุกทีมใน NBA จะต้องเตรียมให้กับเหล่านักกีฬาในช่วงที่เดินทางไปเล่นเกมเยือนนั้นคือเรื่องของที่พัก มันเป็นธรรมเนียมของนักกีฬาอาชีพที่จะต้องเดินทางพร้อมกับทีมกินเหมือนกันพักที่เดียวกันเพื่อความพร้อมก่อนการลงแข่งขัน ทว่าบางครั้งมันก็ไม่สามารถกำหนดได้เลยว่าโรงแรมที่พวกเขาพักนั้นจะสามารถมอบการพักผ่อนได้จริงๆ หรือไม่ เพราะแม้จะเตรียมการมาอย่างดีแต่ทุกอย่างก็ผิดแผนได้โดยตัวแปรที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้อย่าง "ผี" นั่นเอง และโรงแรมที่ในวงการ NBA รู้กันว่ามีผีดุที่สุดมีอยู่ 1 แห่ง ซึ่งผีที่นี้เฮี้ยนจนทำให้หลายทีมที่มาพักตื่นมาลงแข่ง และต้องพบกับความพ่ายแพ้มาแล้ว

โรงแรมสเคอร์วิน คืนนี้ผีดุ

"สเคอร์วิน ฮิลตัน โฮเต็ล" โรงแรมในเมืองโอกลาโฮม่า ซิตี้ รัฐโอกลาโฮม่า แห่งนี้มีอายุเก่าแก่มากกว่า 100 ปี มันถูกสร้างขึ้นในปี 1910 และเปิดให้เข้าพักในปีถัดมา โดยนักธุรกิจค้าน้ำมันชื่อ วิลเลี่ยมส์ สเคอร์วิน ชายผู้มุ่งมั่นที่จะทำโรงแรมที่ดีที่สุดและหรูที่สุดในแถบตะวันตก... และในยุคนั้นมันก็หรูที่สุดอย่างที่เขาหวังไว้จริงๆ 

 2

ย้อนกลับไป มิสเตอร์ สเคอร์วิน ใช้งบในการสร้างห้องพักสูงเพื่อให้แต่ละห้องหรูหราอย่างที่วาดฝัน มันประกอบด้วย "เครื่องปรับอากาศรุ่นแรก" ที่ทำให้ทุกห้องมีอุณภูมิที่เย็นสบายด้วยการทำธารน้ำแข็งไหลผ่าน แต่ละห้อง นอกจากนี้ยังมีห้องบอลรูมความจุ 500 ที่นั่ง และโคมไฟระย้าที่นำเข้าจากออสเตรีย ซึ่งโคมหนึ่งก็มีราคาสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ในสมัยนั้น ระดับความหรูหราเรียกได้ว่ามีดาวเท่าไหร่ก็ต้องให้ หนำซ้ำเมื่อผ่านเปลี่ยนมือเจ้าของสู่เจเนเรชั่นใหม่ และเข้าเป็นหนึ่งในโรงแรมเครือ "ฮิลตัน" ทางโรงแรมก็พัฒนาไม่หยุดจนกลายเป็นสถานที่ที่นักเดินทางทั้งหลายต้องปักหมุดเอาไว้หากได้เดินทางมาที่โอกลาโฮม่า

อย่างไรก็ตาม ในความสะดวกสบายและล้ำสมัยก็เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยมีต้นเหตุเกิดจากเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งของมิสเตอร์ สเคอร์วิน เจ้าของโรงแรมที่อยากเป็นสมภารอยากจะกินไก่วัดขึ้นมา  

มีตำนานเล่ากันว่าในช่วงยุค '20s เขาเกิดต้องตาสาวน้อยที่สมัครเข้ามาเป็นแม่บ้านของโรงแรม เธอชื่อว่า "เอฟฟี่" เป็นสาวผมบลอนด์ ตัวเล็ก และยังอยู่ในช่วงวัยแห่งความสดใส และจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ทั้งสองคนแอบคบหากันแบบลับๆ เพราะตัวของ มิสเตอร์ สเคอร์วิน นั้นมีภรรยาและลูกอยู่แล้ว

ทั้ง 2 คนใช้ห้องพักชั้น 10 ของโรมแรมเป็นรังสวาท และหลังจากเข้าหากันได้สักพัก เอฟฟี่ก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา... นี่คือเรื่องใหญ่มากสำหรับความคิดและสังคมของคนยุคนั้น เพราะทุกคนยังเชื่อมั่นในเรื่องของคำสัญญา มิสเตอร์ สเคอร์วิน เคยให้สัญญาต่อหน้าพระเจ้ามาแล้วในวันแต่งงานว่า เขาจะไม่นอกใจภรรยา แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ทำตามสัญญาซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่เสียเกียรติ และในสถานะที่เขาเป็นเจ้าของโรงแรมแล้วการมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอาจจะทำให้เครดิตที่ดีงามทั้งหมดของโรงแรมที่เขาบรรจงสร้างมากับมือพังทลายลงได้ง่ายๆ 

หลังจากเอฟฟี่ตั้งครรภ์ มิสเตอร์ สเคอร์วิน ก็เปลี่ยนท่าทีไปทันที จากที่เคยหลงรักพร่ำเพ้อ เขาปรับโหมดเป็นคนที่โหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไม่ต้องการให้ข่าวการนอกใจของเขารั่วไหลและไม่อยากให้สังคมรู้ว่าเขามีลูกนอกสมรส เขาจึงจัดการขัง "เอฟฟี่" ให้อยู่แต่ในห้องชั้น 10 ห้องนั้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดแบบไม่ต้องออกมาเจอโลกภายนอก แม้หลังจากที่เธอคลอดลูก เหตุการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

หลายปีผ่านไป เมื่อไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน ความเครียดก็กัดกินหัวใจของเอฟฟี่ จนเธอไม่สามารถรับมือได้ กลายเป็นคนเสียสติ และในท้ายที่สุดเธอทนกับสภาพที่เป็นอยู่ไม่ไหว เธอตัดสินใจอุ้มลูกน้อยและวิ่งไปที่หน้าต่าง ก่อนจะปิดฉากชีวิต 2 แม่ลูกด้วยการกระโดดตึกตาย... หลังจากนั้นตำนานจึงเริ่มขึ้น

ตำนานหรือเรื่องจริง

ทางโรงแรมสเคอร์วินต้องสู้กับข่าวลือถึงตำนานที่กล่าวอ้างเรื่องนี้มาโดยตลอด พวกเขาให้การปฎิเสธว่า "ไม่มีทาง" ที่เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น และต่อให้มันเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยมันควรจะเป็นข่าวใหญ่หรือมีหนังสือพิมพ์มาทำข่าวบ้างอย่างแน่นอน

 3

แต่ถึงแม้จะนั่งยันนอนยันว่าเรื่องการตายของ "เอฟฟี่" และลูกนอกสมรสไม่ใช่เรื่องจริง ทว่าตำนานเรื่องนี้ถูกส่งต่อมากว่า 90 ปี เพราะมีหลายคนที่มาพักคิดว่าพวกเขา "เจออะไรแปลกๆ" และมันกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่พาลให้คนที่ประสบพบเจอนั้นเชื่อว่ามันเกี่ยวกับเรื่อง "ผีเอฟฟี่" อย่างแน่นอน 

แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล ความเชื่อเรื่องผีสางเบาบางลงไปมาก มนุษย์ให้น้ำหนักกับสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้น้อยลงกว่าแต่ก่อน ทุกอย่างถูกคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลอีก ทั้งยังสามารถนำวิทยาศาสตร์มาหักล้างได้หมด และแน่นอน ด้วยความที่โรงแรมแห่งนี้อยู่ห่างจากสนามเชซาพีก เอเนอร์จี อารีนา ของทีมใน NBA อย่าง โอกลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ เพียง 1 กิโลเมตร ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทีมต่างๆ ที่ต้องมาเยือนจะไม่เลือกพักโรงแรมนี้ เพราะมันทั้งหรู, พักสบาย และเดินทางสะดวก เรียกได้ว่าเข้าตำราการหาที่พักสำหรับเกมเยือนทุกประการ ทว่าต่อให้สบายแค่ไหน นักบาสเกตบอลส่วนใหญ่ก็เลือกจะควักเงินตัวเองไปเช่าโรงแรมอื่นนอน พวกเขายอมรับว่าขอซื้อความสบายใจดีกว่า เพราะผู้เล่นหลายคนลงมติไปในทิศทางเดียวกันว่าที่ สเคอร์วิน โฮเต็ล มีผีอยู่แน่นอน...

ว่ากันว่า สเกลความหลอนของเอฟฟี่มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทักทายเบาๆ อย่างมาด้วยเสียงและเหตุการณ์แปลกๆ อย่างข้าวของเครื่องใช้ขยับเอง และที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นผีเอฟฟี่ ก็เพราะสิ่งที่ขยับบ่อยที่สุดคือ รถเข็นของแม่บ้านประจำโรงแรม ที่ชอบจะเคลื่อนที่มาอยู่ตรงล็อบบี้ทั้งๆ ที่ไม่มีใครผลักหรือดัน นอกจากหลอนสเกลเบาแล้วเธอยังมักจะเพิ่มดีกรีความดุดันอยู่เนืองๆ ด้วยการเข็นรถเข็นเด็กที่เป็นลูกของเธอไปตามโถงทางเดิน ซึ่งก็มีหลายคนยืนยันว่ามักจะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เป็นประจำ และหนักที่สุดคือเมื่อผีเอฟฟี่พบกับแขกที่เป็นผู้ชาย เธอมักจะปรากฎตัวด้วยสภาพเปลือยกายและแทรกตัวเข้ามาในระหว่างที่แขกคนนั้นกำลังอาบน้ำ...

ปฐมบทของผีเอฟฟี่กับนักบาส NBA เกิดขึ้นในช่วงปี 2010 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทีมนิวยอร์ค นิคส์ เดินทางมาเข้าพักก่อนเกมดวลกับ OKC โดยคนที่พบคือ จาเร็ด เจฟฟรี่ส์ ที่เป็นรูมเมตกับ เอ็ดดี้ เคอร์รี่... และมันช่างบังเอิญ เหตุการณ์ที่พวกเขาเจอเกิดขึ้นที่ "ชั้น 10"... ผู้หญิงร่างเปลือยเดินเข้ามาในห้องของพวกเขาและกระโดดลงหน้าต่างไปดื้อๆ... จากนั้นทั้งคู่ก็หนีลงไปนอนห้องของ เนท โรบินสัน และยอมรับว่าตลอดคืนนั้นได้หลับเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

"ผมเชื่อสุดลิ่มทิ่มประตูเลย ที่นี่มีผีแน่นอน" เคอร์รี่ ยืนยันกับ เดอะ เดลี่ นิวส์ และหลังจากนั้นอีกไม่กี่อาทิตย์เป็นทีของทีมชิคาโก้ บูลส์ ที่มี 2 ผู้เล่นที่ต้องไปพักที่ชั้น 10 อย่าง ทาจ กิบสัน และ เดอร์ริก โรส ซึ่งทั้งคู่บอกว่าระหว่างที่กำลังเข้านอนมีเสียงของเด็กร้องไห้จากโถงทางเดินที่หน้าห้อง และเมื่อทั้งคู่ตื่นขึ้นก็ได้ยินเสียงคนพยายามกระแทกประตูห้องน้ำจากด้านในเพื่อพยายามจะออกมาข้างนอกให้ได้ คู่หูจากบูลส์เจอสถานการณ์นั้นก็สติแตกเหมือนกับคู่หูจากทีมนิกส์ไม่มีผิด ถึงตรงนี้มี 2 ทีมแล้วที่โดนผีเอฟฟี่เล่นงาน

 4

อย่างไรก็ตาม ที่หนักที่สุดคือ เมตตา เวิลด์ พีซ หรือชื่อเดิม รอน อาร์เทสต์ ผู้เล่นของทีมแอลเอ เลเกอร์ส ที่ยืนยันว่าเขาเจอผีเอฟฟี่ที่นี่ และไม่ใช่เจอธรรมดา แต่เขาเจอผีลวนลามขณะที่เข้าพักในห้องชั้น 10... ตามบทเดิมเป๊ะ ที่หนักสุดสุดก็คือ ไม่ได้มีแต่ผีเอฟฟี่เพียงตนเดียว เมตตายืนยันนั่งยันว่าโดนผีรุมจนขยับตัวไม่ได้ 

"ผมนอนดูหนังอยู่ดีๆ แล้วก็ผล็อยหลับไป ระหว่างกึ่งหลับกึ่งตื่นผมเห็นเงาของเหล่าผีเดินมาที่ผม... และผมไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย จากนั้นผีหลายตนก็มาคร่อมตัวผม ผีมันเอามือมาลูบไล้ไปทั่วเรือนร่าง มีตนหนึ่งมันไปจับผมเข้าในจุดที่ไม่ควรจับ" เขาเล่าเรื่องนี้ ก่อนจะตบท้ายว่าเดี๋ยวจะฟ้องศาลเพราะเขาถูกผีทำอนาจาร 

นี่ยังแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีนักบาส NBA อีกหลายคนที่บอกว่าเมื่อได้มาพักโรงแรมนี้ พวกเขาไม่เคยได้พักผ่อนกันเต็มอิ่มเสียที อาการหลับๆ ตื่นๆ และประสบกับเรื่องหลอนประสาท มักจะมาเยือนทุกครั้งไป เรื่องนี้แม้แต่ คายรี่ เออร์วิง และ เลบรอน เจมส์ อดีตสตาร์ของ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส รวมถึงผู้เล่นคนอื่นๆ ที่เป็นคนกลัวผีจริงๆ ก็เลือกที่จะจ่ายเงินเองแล้วไปนอนโรงแรมอื่นเพื่อความสบายใจดีกว่า

"ผมจะไม่เอาตัวเองไปยุ่งกับเรื่องพวกนี้แน่นอน ผมยอมจ่ายเงินซื้อความสบายใจดีกว่า แค่ได้ยินว่ามีผีสิงสำหรับผมก็เพียงพอที่จะเลือกปฎิเสธแล้วนะ ผมไม่เข้าไปหมุนลูกเต๋าเสี่ยงโชคกับใครหรอก" ลู วิลเลี่ยมส์ เจ้าของตำแหน่ง "ตัวสำรองยอดเยี่ยม" 3 สมัย กล่าวยืนยันจุดยืนของตัวเอง

การต่อสู้ที่แสนคลาสสิก 

เรื่องราวผีดุของโรงแรมสเคอร์วิน นั้นถูกเล่าขานต่อมาจนทุกวันนี้ เรียกได้ว่ามันเป็นโรงแรมที่ OKC สามารถใช้เป็นที่ขู่คู่แข่งของพวกเขาได้ตั้งแต่ก่อนลงสนามแล้ว เพราะทีมใดที่มาเยือนและเลือกนอนโรงแรมนี้มักจะนอนไม่อิ่มพักผ่อนไม่เพียงพอและสุดท้ายก็เสร็จ OKC อยู่บ่อยครั้ง

 5

"ทุกคนในลีก NBA รู้จักเธอ (เอฟฟี่) กันทั้งนั้นแหละ" คารอน บัตเลอร์ ผู้เล่นที่เคยอยู่กับ OKC กล่าวถึงชื่อเสียงของ "ผีเอฟฟี่" ในโรงแรมใกล้สนามเหย้าของพวกเขา "ผมหวังว่าเธอจะมาหลอกทุกทีมที่ต้องแข่งกับเราในรอบเพลย์ออฟนะ" เขากล่าวติดตลก 

บางคนมองเป็นเรื่องน่ากลัว บางกลุ่มก็มองกันไปในด้านขำขัน แต่ทางผู้บริหารของโรงแรมก็ต้องการให้ข่าวลือนี้หยุดสะพัดไป พวกเขาพยายามปรับแต่งโรงแรมให้ดีและทันสมัยขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดจุดเด่นของสเคอร์วิน หากไม่นับเรื่องผีแล้วเรื่องบริการถือว่าได้รับการยอมรับจากแขกที่มาพักแทบทุกรายไป และก็ไม่ใช่ทุกคนในวงการ NBA ที่เชื่อเรื่องนี้ บางคนหลับอย่างสบายใจ และตื่นมาอย่างสดชื่นราวกับเรื่องเล่าทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นจริง และมันยิ่งน่าเชื่อถือเข้ามาอีกเมื่อได้รับการยืนยันจากคนที่ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน...

สตีฟ แล็คเมเยอร์ เป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์ "The Oklahoman" ผู้ร่วมเขียนหนังสือ Skirvin ที่บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ของโรงแรมเปิดเผยว่า แม้โรงแรมนี้จะเกิดเรื่องหลอนๆ อย่างการเสียชีวิตอย่างมีปริศนาของผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมคนแรกก็จริง แต่จากการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ก็ไม่พบเรื่องราวของสาวใช้ที่ชื่อว่า เอฟฟี่ หรือแม้แต่คนไหนๆ ที่มีเรื่องราวต้องพบกับความตายในลักษณะนี้เลย แม้แต่เรื่องลูกก็ไม่มี 

"เอาเป็นว่าถ้ามีสาวใช้ที่ต้องเจอกับจุดจบของชีวิตแบบนี้ ไม่มีทางหรอกครับที่เรื่องจะเงียบ เพราะเมืองนี้เล็กจะตาย" แล็คเมเยอร์ กล่าว 

แล้วเรื่อง "ผีเอฟฟี่" มาได้อย่างไร? แล็คเมเยอร์เล่าต่อว่าในช่วงปี 1990s มีนิยายเรื่อง "Seductive Maid" (สาวใช้ยั่วยวนใจ) ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ของเขา และในเรื่องนั้นก็เล่าถึงเสียงเด็กร้องในห้องโถง ก่อนที่ชื่อของเอฟฟี่จะถูกเพิ่มในอีกหลายปีต่อมา และเมื่อนานวันเข้าเรื่องเล่าถูกแพร่ไปในโลกอินเตอร์เน็ตมันจึงทำให้เรื่องราวถูกนำมาโยงกับตำนานในอดีตและทำให้ผีเอฟฟี่เป็นผีที่ดังที่สุดสำหรับวงการ NBA ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แน่นอนว่าหากจะเชื่อตามที่แล็คเมเยอร์กล่าวก็ย่อมได้ เพราะจากข้อมูลผีเอฟฟี่กับนักบาสฯ นั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังยุค 2000 ขึ้นไปแล้วทั้งสิ้น มันอาจจะเป็นอุปทานหมู่ ที่ได้รับจากอิทธิพลของนิยายหรือเรื่องเล่าก็เป็นได้... และเช่นเดียวกันความตายของสาวใช้เอฟฟี่ก็อาจจะเกิดขึ้นจริงในอดีตก็ได้เช่นกัน 

เรื่องนี้ไม่มีศาสตร์ไหนที่สรุปได้ชัด 100%... เรียกได้ว่ามันเป็นความคลาสสิกของการต่อสู้กันของ วิทยาศาสตร์ และ ไสยศาสตร์ อย่างแท้จริง 

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!