"ทอมมี่ สตีเว่นส์" : เด็กไทยในอังกฤษผู้ไม่ยอมแพ้เพื่อความฝัน

"ทอมมี่ สตีเว่นส์" : เด็กไทยในอังกฤษผู้ไม่ยอมแพ้เพื่อความฝัน
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ถ้าคุณมีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และโอกาสได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตลูกหนังในดินแดนแห่งฟุตบอล แต่ล้มเหลว… คุณจะเลือกเดินหน้าต่อ หรือทำหน้าหงอยๆ แล้วเดินกลับบ้าน?

นั่นคือ ทางแยกของทอมมี่ สตีเว่นส์ ลูกครึ่งอังกฤษ-ไทย วัย 18 ปี ที่ได้มีโอกาสไปเป็นนักเตะเยาวชนของเรดดิ้งกำลังพบเจอ มัน คือ ทางแยกครั้งสำคัญของชีวิต…

 

ย้อนไปเมื่อปี 2014 ชื่อของทอมมี่ สตีเว่นส์ ปรากฎขึ้นบนหน้าสื่อหลายฉบับจากการได้รับรางวัล MVP ในศึกฟุตบอลช้าง จูเนียร์ คัพ โดยเขายิง 2 ประตูพาทีมคว้า KC15 คว้าแชมป์ปีดังกล่าว ซึ่งรางวัลนั้นเปรียบเสมือนสะพานที่นำเขาไปสู่อคาเดมีของเรดดิ้ง สโมสรฟุตบอลดังในอังกฤษ ในอีกไม่กี่เดือนถัดมา

แต่เส้นทางสู่ฝันในการเป็นนักเตะอาชีพที่อังกฤษของเขาไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น…

ฝันใหญ่

“เป้าหมายของผมตอนเด็กๆ คือ การติดทีมชาติอังกฤษ” ทอมมี่ เริ่มเล่าถึงความฝันแรกของเขา เกี่ยวกับการเล่นฟุตบอล… แม้เติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ตัวเขาถือพาสปอร์ตทั้งไทย และอังกฤษ มันจึงดูไม่ใช่เรื่องที่เกินฝัน ในแง่ของทฤษฎีแล้ว มันย่อมเกิดขึ้นได้

 1

เด็กชายทอมมี่ บ้าฟุตบอลชนิดเข้าเส้น แต่เขาก็เป็นเด็กที่มีหลักการแนวคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างสูง แม้เติบโตมาในยุคที่คริสเตียโน โรนัลโด กับลิโอเนล เมสซี่ กำลังแก่งแย่งชิงดีความเป็นเบอร์ 1 ของโลก แต่เขากลับชื่นชอบสไตล์ฟุตบอลของเอซี มิลาน ในยุค 3 ทหารเสือ มาร์โก แวน บาสเท่น, แฟรงค์ ไรจ์การ์ด, และรุด กุลลิท มากกว่า ไล่มาจนถึงยุค 90 ที่ปีศาจแดง-ดำ มีจอร์จ เวอาห์ อดีตนักฟุตบอลคนแรกจากทวีปแอฟริกา ที่คว้ารางวัลบังลงดอร์เป็นกองหน้าตัวสำคัญ

“ผมอยู่กับฟุตบอลตลอดเวลานะ ถ้าไม่มีลูกฟุตบอลก็เอากระดาษ เอาขวดพลาสติก มาทำเป็นลูกฟุตบอล” เขาย้ำความบ้าฟุตบอลให้ฟัง

“ผมชอบดูยูทิวบ์ (Youtube) ก็ดูฟุตบอลแหละ ไปหาดูคลิปไฮไลท์เก่าๆ แล้วผมก็ชอบเอซี มิลานมากตั้งแต่ยุค 3 ทหารเสือ แล้วก็มายุคจอร์จ เวอาห์ ตอนเด็กๆ ผมเล่นสไตล์เวอาห์นะ แล้วก็มาชอบโรนัลโด (บราซิล) ผมคิดว่าเขาเป็นกองหน้าที่เก่งที่สุดที่โลกนี้เคยมีมาเลยล่ะ ผมคิดว่าฟุตบอลยุคก่อนดูสนุกกว่า ใช้พรสวรรค์กันล้วนๆมากกว่า แม้ว่าฟุตบอลปัจจุบันจะเน้นพละกำลัง และแทคติกมากกว่าก็ตาม”     

“ผมคิดว่าผมก็เก่งพอตัวในจังหวัด คว้าแชมป์ ได้ดาวซัลโว ก็คิดว่าเรามาทางนี้ได้”

ทอมมี่ รู้ตัวดีกับพรสวรรค์ที่มีติดตัว แต่ “เก่งเล็ก” มันไม่เพียงพอ หากเขาอยากไปให้ไกลเขาต้องเป็น “เก่งใหญ่” และตอนอายุได้ 13 ปีโอกาสก็มาถึง…

ฝันดี

ปี พ.ศ. 2557 ทอมมี่ สตีเว่นส์ ได้รับการชักชวนจาก “โค้ชหลอ” สมศักดิ์ เซ็นเชาวนิช อดีตเฮดโค้ชทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ไปร่วมทีม KC15 ลงแข่งขันในรายการช้าง จูเนียร์ คัพ 2014 ทีมๆ นี้เป็นทีมรวมตัวกันเฉพาะกิจ “โค้ชหลอ” รวบรวมเด็กจากหลายๆสถาบันมารวมตัวกัน ทอมมี่ เป็นหนึ่งในนั้น ก่อนผ่านรอบคัดเลือก ได้ทะลุเข้ามาแข่งขันในรอบสุดท้าย

 2

“ทีมเรามีอยู่ 18 คน ก็มารวมตัวกัน ไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันหรอก ไม่ได้มีทีมเวิร์คเหมือนกับทีมโรงเรียนอื่นๆ” ทอมมี่ กล่าว

“แต่เราอาศัยว่าควรช่วยเหลือกัน เราอยู่ในคอนโดฯ ร่วมกัน ดูแลกัน หาข้าวกินด้วยกัน มันก็เลยก่อให้เกิดทีมเวิร์ค เราทะลุเข้าไปถึงนัดชิง และผมยิงได้ 2 ประตู ชนะไป 2 - 1 ผมได้ MVP”

“ครั้งนั้นเป็นครั้งที่ผมภาคภูมิใจกับตัวเองที่สุดในชีวิต มันเป็นรายการระดับประเทศ ทุกคนได้รู้ว่าเป็นยังไง”

“จากนั้นผมก็ได้ไปทดสอบฝีเท้ากับเลสเตอร์ และนิวคาสเซิล ซึ่งสุดท้ายก็มีคนจากเรดดิ้งติดต่อมาให้ไปอยู่กับเขา ตอนนั้นผมคิดถึงการก้าวไปติดทีมชาติอังกฤษเลยนะ”

ทอมมี่ สตีเว่นส์ ในวัย 14 ปี ได้เข้าไปสู่อคาเดมีเรดดิ้ง แต่เนื่องจากตามกฎระเบียบของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ระบุว่าห้ามเซ็นสัญญานักฟุตบอลเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี ทำให้เขาทำได้เพียงแค่ซ้อมกับทีมเท่านั้น แต่ก็นั้นแหละ… เขาโชว์ฟอร์มให้เห็นว่ามีฝีเท้าไม่ธรรมดา ยิงประตูเป็นว่าเล่นตลอด 2 ปี จนเมื่ออายุถึงเกณฑ์เขาได้รับสัญญาเป็นผู้เล่นอคาเดมี่ของเรดดิ้งแบบเต็มตัว

ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของเขาเริ่มขึ้นแล้ว แต่เขาไม่รู้ว่าข้างหน้า คือ ทางอันตราย...

ฝันร้าย

“ตอนแรกๆ โค้ชก็ใจดีกับผมนะ แต่พอผมได้รับสัญญา มีเงินเดือนแล้ว มันคนละเรื่องเลย เราเป็นเด็กของสโมสรเต็มตัวแล้ว และนั่น คือ สิ่งที่ผมต้องเรียนรู้ และปรับตัว” ทอมมี่ เริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยน

 3

ปีแรกกับการเป็นผู้เล่นเยาวชนของเรดดิ้งอย่างเป็นทางการบนวัย 16 ปี เขาต้องขึ้นไปเล่นกับทีมเยาวชนชุดอายุไม่เกิน 18 ปี การฝึกซ้อมและการแข่งขันเข้มข้นขึ้น เขาไม่ใช่นักเตะเบอร์ 1 แบบที่เคยเป็นตั้งแต่อยู่เมืองไทย

“ผมเป็นแค่ No one” ทอมมี่ กล่าว

ทุกๆ วันเสาร์จะมีแมตช์แข่งขันอย่างเป็นทางการของทีมเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี แต่ทอมมี่ ไม่เคยได้รับเลือกให้ลงเล่นเลย เขาเป็นเพียงตัวสำรองอดทนอยู่บนม้านั่งสำรอง

“ปีแรก จะได้เล่นวันพุธ อุ่นเครื่องกับสโมสรเล็กๆ ผมก็รู้สึกเครียด ที่ไม่ได้เล่นในลีก ไม่ได้เล่น OFFICIAL MATCH ตอนอยู่เมืองไทย ผมเคยเป็นนักเตะนัมเบอร์วัน แต่ที่นั่นผมไม่ใช่...ประมาณ 1-2 เดือน ผมคิดว่า มันเป็นเพราะโค้ช ไม่ค่อยถูกใจผมมากกว่า ผลงานของเราก็ดี แต่มันไม่ใช่สไตล์ที่เขาชอบ ปีนั้นผมอุ่นเครื่อง 21 แมตช์ ยิง 26 ประตู”

“มีอาทิตย์นึงผมยิง 6 ลูกคนเดียว ชนะ 6 - 0 และผมก็ขอเข้าไปคุยกับโค้ช บอกผมยิงไป 6 ลูก เมื่อไหร่ ผมจะได้มีโอกาสเล่นในแมตช์วันเสาร์สักที วันเสาร์ต่อมา ผมได้ลงเป็นสำรอง เจอแอสตัน วิลลา ผมได้ลงเล่นแค่ 5 นาทีสุดท้าย ซึ่งลงไปก็แทบไม่ได้ทำอะไร ผมไม่รู้จะทำยังไง ก็คิดแค่ว่าทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป กลับมาลงเล่นวันพุธกลางสัปดาห์ ก็ยิงต่อ คิดว่าเดี๋ยวโอกาสก็มา...อีก 2-3 อาทิตย์ต่อมา โค้ชส่งผมลงตัวจริงเจอกับเชลซีในตำแหน่งกองหน้า พวกเขา (เชลซี) เป็นทีมที่ดีที่สุดในลีกชุดเยาวชนแล้ว เขาเคาะบอลกันคนละระดับกับเราเลย ครึ่งแรกตลอด 45 นาที ผมไม่ได้จับบอลเลย”  

 4

หลังจากนั้นทอมมี่ สตีเว่นส์ ก็แทบไม่ได้รับโอกาสอีก โค้ชมองว่าเขามีผลงานไม่เข้าตา แม้ได้ลงเป็นตัวสำรองไปยิงประตูสุดสวยใส่อาร์เซน่อล จนทำให้ความหวังกลับมา แต่มันก็ได้แค่นั้น   เขารู้สึกไม่แฟร์เท่าไหร่ ที่โดนตัดสินผลงานด้วยการเจอกับทีมที่ดีที่สุดเพียงนัดเดียว แต่ก็นั่นแหละ… ยังไงมันก็ คือ โอกาสที่เข้ามา แล้วเขาทำไม่ได้เอง

ก่อนจบฤดูกาลแรก ทอมมี่ ถูกปล่อยให้แคมเบอร์ลีย์ ทาวน์ สโมสรนอกลีกของอังกฤษ เขาต้องเจอกับสภาพสนามเละๆ นักเตะสมัครเล่นผู้ใหญ่ ที่ชั้นเชิงทักษะไม่ค่อยมี แต่เข้าบอลแบบถึงลูกถึงคน แต่ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนั้น มันทำให้เขาเติบโตขึ้น โดยเฉพาะเรื่องหัวจิตหัวใจ   

“ที่นั่น (แคมเบอร์ลีย์ ทาวน์) เปลี่ยนให้ผมเป็นนักฟุตบอลอีกคนหนึ่งเลย คนพวกนี้ (เพื่อนร่วมทีม) ไม่ได้อะไรเลย เขาไม่ได้เงินเดือนจากการเล่นฟุตบอล แต่พวกเขายังทุ่มเท 100% ขณะที่ผมเป็นนักเตะที่ได้เงินเดือน ผมก็ต้องทำตามฝันให้ดีที่สุด” ดาวรุ่งวัย 18 ปีกล่าว

ทอมมี่ สตีเว่นส์ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริง 4 นัดกับ แคมเบอร์ลีย์ ทาวน์ และยิงได้ 2 ประตู นิมิตหมายที่ดีอีกครั้งกลับมาแล้ว

ฝันต่อไป

ทอมมี่ กลับคืนสโมสรเรดดิ้งอีกครั้งในฤดูกาลที่ 2 แต่หนังม้วนเดิมกลับมาหลอกหลอนเขา…

 5

“ผมไม่ได้ลงสนามกับเรดดิ้งอีก ผมยังเป็นเพียงตัวสำรอง และได้ลงเล่นเพียงแมตช์อุ่นเครื่องกลางสัปดาห์ นั่นทำให้ผมรู้ตัวแล้วว่า… ผมคงไม่ได้รับการต่อสัญญากับสโมสร”

“แต่ผมเริ่มเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เราไม่ได้เสียใจแล้ว ผมไม่ได้เครียด ผมซ้อมหนักกว่าเดิม ผมตื่นมาวิ่งเกือบทุกเช้า และเข้าห้องเวท พร้อมกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง”

เสียโอกาส? เลือกผิดพลาด? นั่นอาจเป็นความรู้สึกของคนอื่นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับทอมมี่ สตีเวนส์ แต่ 2 ฤดูกาลที่เรดดิ้ง ให้ประสบการณ์ชีวิตเขามากกว่าแค่เรื่องในสนามฟุตบอล  

“เราต้องพึ่งพาทุกอย่างบนตัวเราเอง” ทอมมี่ เริ่มพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้ตลอดช่วงเวลาที่อยู่อังกฤษ

 6

“ไม่มีใครช่วยเราได้หรอก...มีแต่ตัวเราเท่านั้น นั่น คือ สิ่งที่ผมเรียนรู้”

“นี่ คือ ประสบการณ์ชีวิต ผมอาจไม่ค่อยได้ลงเล่นเท่าไหร่ แต่มันก็คุ้มค่า ถ้าผมอยู่เมืองไทยต่อ ผมอาจได้เล่นให้ทีมในไทยลีกสักทีมหนึ่ง มันก็ฟังดูโอเคนะ แต่ที่อังกฤษ ได้เปลี่ยนผมไปเป็นคนละคน ช่วยให้ผมมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งขึ้น และนักฟุตบอลที่ดีขึ้น”

“ชีวิตผมต่อจากนี้เหรอ? ผมยังไม่กลับไทยหรอก ผมจะหาสโมสรที่ยุโรปเล่นต่อ จะหาทีมที่ผมมีโอกาสได้ลงเล่นจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นทีมใหญ่ หรือลีกใหญ่ ผมจะไปให้สุดทาง ผมอยากเป็นคนไทย ที่ไปได้สุดทางในยุโรป”    

จากวันที่แจ้งเกิดในรายการช้าง จูเนียร์ คัพ 2014 จนถึงวันนี้ ทอมมี่ สตีเว่นส์ ผ่านเรื่องราวมาแล้วมากมาย แต่เป้าหมายเดียวที่เขาไม่เคยละทิ้ง คือ ความฝันในการเป็นนักเตะที่โลดแล่นในยุโรป  

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!