ไขรหัสผ่านฟิสิกส์ : หลักสูตรการซ้อมฟรีคิกที่ทำให้ "เมสซี่" เหนือกว่า "เบ็คแฮม"

ไขรหัสผ่านฟิสิกส์ : หลักสูตรการซ้อมฟรีคิกที่ทำให้ "เมสซี่" เหนือกว่า "เบ็คแฮม"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ฟรีคิกคือศิลปะที่สวยงามที่สุดอย่างหนึ่งในโลกฟุตบอล บ่อยครั้งในเกมที่หนึ่งทีมไร้ความหวังจะยิงประตูได้ และโดนกดจนโงหัวไม่ขึ้น ฟรีคิกหรือลูกตั้งเตะคือเป็นความหวังเดียวที่พวกเขาสามารถกุมชะตาของตัวเองได้

ศิลปะที่ว่านี้ถูกนักฟุตบอลคนหนึ่งแสดงออกมาบ่อยครั้งจนกลายเป็นเหมือนของง่ายไปแล้ว… ลิโอเนล เมสซี่ คือหนึ่งในผู้ค้นพบเคล็ดลับอะไรบางอย่างสำหรับการเตะลูกนิ่ง 7 ปีแรกในการเล่นอาชีพเขายิงฟรีคิกเข้าไปทั้งหมดเพียงแค่ 4 ประตูเท่านั้น ทว่าอีก 8 ปีให้หลังจนถึงปัจจุบันเขากลับยิงฟรีคิกเข้าไปแล้วถึง 44 ลูก… เทียบช่วงเวลาเดียวกัน ไม่มีนักเตะร่วมยุคเดียวกันทำได้มากกว่านี้อีกแล้ว ณ ตอนนี้

 

ทุกอย่างล้วนมีที่มา … เคล็ดลับของ "มนุษย์ต่างดาว" แห่ง บาร์เซโลน่า ชายผู้ทำในสิ่งที่ยิ่งกว่าแค่ซ้อมแต่สามารถอธิบายเคล็ดลับความแม่นเหมือนจับวางด้วย วิทยาศาสตร์ และ ฟิสิกส์ ติดตามเรื่องราวพัฒนาการอันเหลือเชื่อของ เมสซี่ พร้อมๆ กับ Main Stand ได้ที่นี่

ไม่ได้เก่งตั้งแต่เกิด

เมสซี่ ไม่ใช่มือยิงฟรีคิกโดยสัญชาติญาณ เขาเติบโตมากับการฝึกเลี้ยงบอลและอ่านทิศทางเกมมากกว่าการซ้อมลูกนิ่งหลายเท่านัก ครั้งหนึ่งกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นสมัยยังอยู่ในศูนย์ฝึก ลา มาเซีย อย่าง โรเจอร์ กิริเบ็ต เคยเล่าว่าตลอดช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันในทีมชุดนั้น ฟรีคิก กับ เมสซี่ แทบเรียกได้ว่าเป็นเส้นขนาน

 1

"สมัยอยู่ ลา มาเซีย ลีโอ นั้นแทบไม่เคยได้ยิงฟริคิกเลย ตอนนั้นมีคนเก่งกว่าเขา หากนับแค่เรื่องลูกนิ่ง มือ 1 คือ บิคตอร์ บาซเกซ หมอนี่ยิงฟรีคิกได้โหดมากๆ ขณะที่อีกคนคือ ฆวนโฆ่ เคลาซี่ ซึ่งเป็นคนที่ใช้เท้าซ้ายได้แม่นสุดๆ ส่วนเมสซี่นะเหรอ แทบจะไม่เคยยิงเข้าเลย" กิริเบต กล่าว

อย่างไรก็ตามจะบอกว่า เมสซี่ ไม่มีพรสวรรค์ด้านการยิงฟรีคิกก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะ ลา มาเซีย มีบทเรียนที่แตกต่างจากอคาเดมีทั่วไป พวกเขามีโครงการเป็นรูปเป็นร่างและสร้างนักเตะเยาวชนให้เดินตาม ปรัชญาฟุตบอลของ บาร์เซโลน่า นั้นเถรตรงมากที่สุดนั่นคือทำเรื่องง่ายๆ เข้าไว้ ไม่ต้องหวือหวา แต่มีคุณภาพในแบบที่ควรจะเป็น และสร้างความแตกต่างในเกมได้ ดังนั้นบทเรียนการฝึกยิงฟรีคิกให้ข้ามกำแพง จึงเป็นภาคผนวกที่จะเอาออกมาใช้ก็ต่อเมื่อการฝึกหลักๆ ด้านทักษะและความเข้าใจเกมจบสิ้นลงแล้วเท่านั้น

"มันเป็นสิ่งที่เด็กๆ ของเราไม่ได้ฝึกกันเท่าไหร่นัก" อัลเบิร์ต เบไนเกส อดีตหัวหน้าทีมฝึกของ ลา มาเซีย จั่วหัวไว้เช่นนั้น

"ที่ บาร์เซโลน่า เราเคยฝึกซ้อมยิงฟรีคิกข้ามกำแพงบ้างเป็นครั้งคราว เราจะแนะนำเด็กๆ บางเรื่อง แต่มันไม่ใช่ส่วนสำคัญที่เราเน้นย้ำเป็นพิเศษเท่าไหร่นักหรอก"

เมื่อมันไม่ใช่บทเรียนหลักนั่นจึงทำให้ เมสซี่ ต้องขวนขวานหาโอกาสฝึกเอาเอง กิริเบ็ต ยังเล่าต่อว่า เมสซี่ มักจะอยู่หลังเลิกซ้อมเพื่อฝึกในสิ่งที่โค้ชไม่ได้ฝึกให้กับเขา โชคดีที่มีโค้ชทีม บาร์เซโลน่า เบ อย่าง กิเยร์โม่ โอยอส ซึ่งปัจจุบันเป็นโค้ชของ อูนิเบร์ซิดัด เด ชิลี ที่เห็นความทุ่มเทของเจ้าหนู ลีโอ และตัวของ โอยอส นั้นคอยบอกเคล็ดลับหลายๆ อย่างที่เป็นประโยชน์ให้กับเขา

"เราบอกให้เขารู้ว่าควรจะตั้งลูกฟุตบอลอย่างไร อย่างแรกเลยจงเอาส่วนที่เป็นจุกเติมลมไว้ด้านล่างสุด และหลังจากนั้นมันจะง่ายขึ้นสำหรับการเอาเท้าสัมผัสเตะมันออกไป" โอยอส สัมภาษณ์ไว้กับ GOAL

 2

สิ่งที โอยอส พยายามจะบอกคือ เมสซี่ เป็นอัจฉริยะ เพียงแค่ได้รับการชี้ทางนิดหน่อยเขาก็จับทางได้และรู้ว่าควรทำสิ่งใดต่อไป สมองของเขาเหมือนกับสมองของเด็กวัย 3-4 ขวบ เพราะมันดูดซับความรู้ต่างๆเข้าไปได้โดยง่ายจนกลายเป็นความแตกต่างอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

"ฟรีคิกของ เมสซี่ ณ ปัจจุบันนี้ต่างกับสมัยที่เขาอยู่กับ ลา มาเซีย เป็นอย่างมาก เราไม่เคยได้สอนเขาให้ยิงเข้าทุกระยะแบบนั้น แต่มันคือคุณสมบัติตามธรรมชาติที่เขาซุ่มทำงานหนักด้วยตัวคนเดียว สิ่งสำคัญที่สุดคือประสบการณ์ที่ผ่านๆ มามันหลอมให้เขาพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆสำหรับการเล่นลูกตั้งเตะ"

ครั้งแรกที่ เมสซี่ ยิงฟรีคิกเข้าในเกมแบบเป็นทางการนั้นคือเกม ลา ลีกา เมื่อปี 2008 ณ ตอนนั้นมีเทพฟรีคิกและรุ่นพี่ที่จะได้สิทธิ์ยิงก่อนมากมาย แต่สุดท้าย ราฟาเอล มาร์เกซ เปิดทางให้ เมสซี่ ยิงและเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันนั้น หลังจากนั้นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาและเก็บเกี่ยวก็เริ่มขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประสบการณ์และคำแนะนำจากเหล่ามือดีทั้งหลาย ซึ่งหนึ่งในอาจารย์ของเขาคือ ดีเอโก้ มาราโดน่า ชายผู้เคยยิงฟรีคิกเข้ามาเเล้ว 62 ครั้งตลอดอาชีพค้าแข้งและคนที่เคยเป็นฉายาของเมสซี่ ในวันที่เขาเพิ่งแจ้งเกิดใหม่ๆ

ย้อนกลับไปสมัย มาราโดน่า เป็นกุนซือทีมชาติ อาร์เจนติน่า ในช่วงฟุตบอลโลก 2010 เมสซี่ ได้ซ้อมกับทีมและซ้อมฟรีคิกในแบบของเขา เมสซี่ ยิงเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาจนทำให้เขาหงุดหงิด จนกระทั่ง มาราโดน่า เดินเข้ามาพูดอะไรบางอย่าง

"ผมเห็น ดีเอโก้ เดินเข้าไปหา เมสซี่ และเขาเริ่มเกาะไหล่เด็กน้อยพร้อมๆ กับบอกว่า "เอาละเจ้าหนูลีโอ แกใจเย็นๆ เอาลูกบอลมาที่นี่แล้วฟังที่ฉันจะพูดให้ดี อย่าเอาเท้าของแกออกจากลูกฟุตบอลเร็วนัก ไม่งั้นลูกฟุตบอลมันจะไม่รู้ว่าแกต้องการอะไรจากมัน จากนั้น ดีเอโก้ ก็เอาเท้าซ้ายเตะลูกฟุตบอลให้ ลีโอ ดู 1 ครั้ง บอลพุ่งเสียบตาข่าย ผมหันไปดูสีหน้าของ เมสซี่ ตอนนั้นและมันเต็มไปด้วยความชื่นชม" เฟร์นันโด ซินญอรินี่ มือขวาของ มาราโดน่า เล่าเรื่องดังกล่าวเอาไว้กับ La Nacion

 3

การคุยกับลูกฟุตบอลเหมือนกับในการ์ตูน อาจจะเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ แต่ที่สุดแล้วสิ่งที่ มาราโดน่า สอน เมสซี่ นั้นต้องมีความหมายอะไรบางอย่างซ่อนไว้อย่างแน่นอน และตัวเลขไม่เคยโกหกใคร หลังจากนั้นสถิติยิงฟรีคิกของ เมสซี่ นั้นร้ายแรงขึ้นอย่างเหลือเชื่อ นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา เมสซี่ ยิงฟรีคิกเข้าประตูไปแล้วทั้งหมด 44 ลูก มากกว่าใครก็ตามบนโลกใบนี้

หากเทียบค่าเฉลี่ยกับเจ้าพ่อลูกนิ่งอย่าง เดวิด เบ็คแฮม ที่ยิงฟรีคิกตลอดชีวิตค้าแข้งไปทั้งหมด 65 ประตูจากการลงเล่น 21 ฤดูกาลนับตั้งแต่เดบิวต์ จะได้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.09 ประตู ต่อ 1 ฤดูกาล ขณะที่ เมสซี่ ณ ตอนนี้ยิงฟรีคิกไปทั้งหมด 48 ประตูจาก 15 ฤดูกาล ดังนั้น เมสซี่ จะเฉือนชนะ เบ็คแฮม เล็กน้อยอยู่ที่ 3.2 ประตูต่อ 1 ฤดูกาล

"บางคนต้องลองยิงดูถึง 2-3 ที จึงจะยิงเข้าได้ในเกมๆ หนึ่ง แต่ เมสซี่ ขอครั้งเดียวพอ" กิริเบ็ต เพื่อนสมัย ลา มาเซีย หัวเราะหลังจากได้เห็นพัฒนาการตลอด 13 ปีของ เมสซี่ "ครั้งเดียวพอแล้ว ขอเวลาตั้งบอลแค่ 30 วินาที เขาพร้อมจบเรื่องให้คุณได้ อย่าว่าแต่แฟนบอลเลยแม้แต่พวกช่างภาพก็ยังอดตะลึงไม่ได้"

สมอง...

ทำไมเมสซี่จึงยิงฟรีคิกเข้าบ่อยนัก? เป็นคำถามที่ยากพอดู และมีคำตอบหลายอย่างซ่อนอยู่ในคำถามนั้น ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ เมสซี่ ทำและไม่มีใครคิดถึงคือการเป็นนักวางแผนที่เฉียบขาดมาก

 4

จุดที่ เมสซี่ ซ้อมยิงฟรีคิกมากที่สุดคือจุดที่เยื้องมาทางขวาของตัวเขา และเมื่อได้เหลี่ยมที่เอียงมาทางขวาเท่ากับว่าเท้าซ้ายของเขาจะมีมุมเปิดให้เลือกยิงมากขึ้น จะเสาแรกหรือเสาสอง มันขึ้นอยู่กับเขาแล้วในตอนนี้ การที่ เมสซี่ ได้เลือกมุมเองคือฝันร้ายของประตู เพราะทันทีที่บอลออกจากเท้า เหล่าผู้รักษาประตูมีเวลาคาดเดาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นว่าเขาจะยิงไปทิศทางใด

ทุกอย่างมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ เมสซี่ ได้ยิงฟรีคิกในจุดที่เขาต้องการ แม้แต่ในเกมการแข่งขันจริง เขามักจะเรียกฟาวล์เพื่อเอาฟรีคิกบริเวณมุมเก่งของเขาได้เสมอ นั่นก็เพราะว่าเขาวางแผนมาแล้ว ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบ 8 ทีมสุดท้ายฤดูกาล 2018/19 เมสซี่ เร่งเครื่องจี้เข้าใส่ แอชลี่ย์ ยัง จนถึง 20 หลาสุดท้ายก่อนถึงประตู ก่อนที่ยังจะทำฟาวล์เขาในมุมเยื้องด้านขวาที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ... เกมนั้น เมสซี่ ยิงไม่เข้า

แต่อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาที่ คัมป์ นู เขาทำแบบนี้อีกในเกมกับ ลิเวอร์พูล จากจังหวะสวนกลับ เมสซี่ วิ่งจี้เข้าใส่ ฟาบินโญ่ และแน่นอนเขาเลือกที่จะแตะบอลฉีกไปทางขวาก่อนที่ ฟาบินโญ่ จะดับเครื่องชนในระยะ 35 หลา หนนี้แม้จะไกลออกมาจากเดิมบ้าง แต่ เมสซี่ มีมุมให้เลือกเยอะเพราะจุดที่ยิงฟรีคิกนั้นใกล้กับกลางประตูนิดเดียวเท่านั้น และมันลงท้ายด้วยฟรีคิกที่ อลิสสัน เบ็คเกอร์ พุ่งสุดตัวแล้วแต่ก็ทำได้แค่มองมันเสียบสามเหลี่ยมไป

ปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์

ไม่ใช่แค่สมองและการฝึกซ้อมเท่านั้น ทางวิทยาศาสตร์ยังสามารถอธิบายได้อีกว่าทำไม ลิโอเนล เมสซี่ จึงเอาชนะตัวแปรหลายๆ อย่างในการยิงฟรีคิกได้ คำศัพท์ทางการสำหรับเคล็ดลับนี้เรียกว่าปรากฎการณ์ "แม็กนัส เอฟเฟ็กต์" แต่ถ้าจะอธิบายให้แฟนฟุตบอลเข้าใจง่ายๆ มันก็คือการเตะแบบ "ปั่นไซด์" นั่นเอง

 5

แม็กนัส เอฟเฟ็กต์ หรือการปั่นไซด์นั้น สามารถทำให้ลูกฟุตบอลไปในทิศทางที่คาดเดาไม่ถูกได้เหมือนกับกำลังถูกผีสิง แต่ความจริงมันคือปรากฏการณ์ที่ว่าด้วยวัตถุที่ลอยอยู่ในอากาศแล้วเกิดการหมุนรอบตัวมันเอง จะก่อให้เกิดลมหมุนรอบๆ ตัววัตถุ (ลูกฟุตบอล) ซึ่งสามารถสร้างแรงยกให้วัตถุนั้นลอยขึ้นไปในทิศทางอื่นได้

เคยมี ยูทูบเบอร์ แห่งแชนแนล Veristasium ทดลองเกี่ยวกับ แม็กนัส เอฟเฟ็กต์ กับวัตถุทรงกลมที่คล้ายๆ กับลูกฟุตบอล (เขาใช้ลูกบาสเก็ตบอลแทน) ว่าแท้จริงแล้ว แม็กนัส เอฟเฟ็กต์ ทำอะไรได้บ้าง ด้วยการปล่อยลูกบาสจากสันเขื่อนที่สูงหลายร้อยเมตรลงมายังพื้นดิน

ครั้งแรกเขาปล่อยลูกบาสมาแบบตรงๆ แบบปล่อยลงมาจากมือเลย ผลปรากฎว่าลูกบาสก็ตกมาตรงๆ แบบนั้นและกระทบพื้นลงห่างจากจุดที่ปล่อยไม่ไกลนัก เรียกได้ว่าลูกบาสที่ปล่อยแบบตรงๆ ไม่สามารถเดินทางไปข้างหน้าในระยะที่ไกลกว่าที่คาดหวังไว้ได้

ขณะที่การทดลองครั้งที่สองคือการปั่นลูกบาสเก็ตบอลเข้าหาตัวก่อนที่จะปล่อยลงสู่พื้น หรือถ้าเรียกศัพท์อังกฤษก็คือใส่ แบ็คสปิน ผลปรากฎว่าลูกบาสที่ถูกปั่นก่อนปล่อยนั้น สามารถเดินทางบนอากาศได้นานกว่า และไปได้ไกลกว่าการปล่อยตรงๆ หลายเท่า นั่นเป็นข้อสรุปว่าการเกิด แม็กนัส เอฟเฟ็กต์ ทำให้ลูกบาสสามารถร่อนบนอากาศได้อย่างแน่นอน

ลูกยิงของเมสซี่เองก็เช่นกัน การปั่นไซด์ของเขามีประสิทธิภาพทั้งในแง่ของความแรงและทิศทาง ซึ่งเคล็ดลับสำคัญประการหนึ่งของการทำให้ได้แบบเขาคือ "อย่าเตะโดนจุดศูนย์กลางของลูกบอล" เพราะแรงที่เตะบอลเมื่อไม่ผ่านจุดศูนย์กลางจะทำให้เกิด Torque หรือแรงที่ทำให้หมุน ทำให้ลูกบอลหมุนรอบตัวเอง เมื่อบอลหมุนอยู่กลางอากาศ ด้านหนึ่งของลูกบอลจะเจอกับอากาศที่เคลื่อนที่เร็วกว่าอีกด้าน ทำให้ลูกบอลหมุนไปยังด้านที่เจอกับอากาศเร็วกว่า

มันอาจจะเดินทางเสียบตาข่ายช้ากว่าการเตะหลังเท้า แต่ลูกปั่นโค้งๆ คือสิ่งที่คนที่รอรับมันต้องใช้เวลาคาดเดาทิศทาง และหากตัดสินใจไม่ทัน มันก็เป็นอย่างที่เราเห็นนั่นแหละ … "สวบ!" คือเสียงที่ผู้รักษาประตูคนแล้วคนเล่าได้ยิงหลังจากบอลออกจากเท้าของ เมสซี่

เมสซี่ ใช้ประโยชน์จาก แม็กนัส เอฟเฟ็กต์ ทำให้ฟุตบอลหักเลี้ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่นๆ เขาสามารถกำหนดความโค้งได้ด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นคือข้อต่อไปที่เราจะพูดถึงเพราะมันเป็นสิ่งที่ เมสซี่ ค้นพบด้วยตัวของเขา มันคือการจัดองค์ประกอบร่างกายก่อนที่เท้าจะสัมผัสบอลและเกิด แม็กนัส เอฟเฟ็กต์ นี้นั่นเอง

แรงผลักดันทางฟิสิกส์

"แม้แต่การซ้อม เมสซี่ ก็มีสถิติยิงฟรีคิกเข้าในเปอร์เซ็นต์ที่สูงมากๆ คุณไม่ต้องหาใครในโลกมาเทียบหรอก เพราะมันยากมากที่จะมีใครสักคนเอาชนะความแม่นของเขาได้" เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ว่าไว้ถึงสิ่งที่เห็น เมสซี่ ทำในเวลาฝึกซ้อม

 6

ส่วนสูงของ ลิโอเนล เมสซี่ คือ 170 เซ็นติเมตร สำหรับนักฟุตบอลแล้วมันอาจจะทำให้ใครหลายคนขีดฆ่าชื่อเขาทิ้งเพราะมองว่าตัวเล็กเกินไป แต่ความตัวเล็กนี้เองที่ทำให้เกิดประโยชน์ในด้านการยิงฟรีคิก เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับหลักของ ฟิสิกส์ โดยตรงเลยทีเดียว

ครั้งสุดท้ายที่คุณเห็นนักเตะสูงเกิน 190 ยิงฟรีคิกแบบใช้ แม็กนัส เอฟเฟ็กต์ เข้าประตูคือเมื่อไหร่? ... เอาล่ะคำถามนี้อาจจะมีคนตอบได้ว่ามีใครบ้างและยิงไว้เมื่อไหร่ แต่ต้องยอมรับว่ามีไม่เยอะนักหรอกที่นักเตะที่สูงโย่งจะยิงฟริคิกแบบโค้งๆ ได้ดีนัก เหตุผลง่ายนิดเดียวมันมีกฎทางฟิสิกส์ข้อหนึ่งที่เกี่ยวกับการยิงฟรีคิก และกฎนั้นคือกฎ 50 องศา

 7

เท้าหลักของ เมสซี่ ในเวลาที่ยิงฟรีคิกจะทำมุมกับลูกฟุตบอล 50 องศา เท้าขวา (เท้าหลัก) จะเหยียบที่พื้นสนามแบบเต็มๆ ก่อนที่เท้าซ้ายที่ใช้ยิงจะสัมผัสบอล และเมื่อเท้าซ้ายทำหน้าแตะบอลปุ๊ป เท้าขวาของเขาจะยกขึ้นจากพื้นส่งให้เกิดการเอียงตัวราว 50 องศา ลักษณะการเอียงตัวด้วยองศาดังกล่าวทำให้เขาควบคุมทิศทางในการยิงได้ดีขึ้น และนี่คือสิ่งที่นักฟุตบอลที่ตัวสูงๆ ไม่สามารถเอียงได้อย่างเขาหากไม่ได้ฝึกมาเป็นอย่างดี เพราะสมดุลร่างกายไม่เท่าคนที่ตัวเล็กและจุดศูนย์ถ่วงต่ำอย่าง เมสซี่

และการรักษาสมดุลมันยากขึ้นไปอีกครั้งเพราะภารกิจของเมสซี่ไม่ได้จบแค่การเอียงตัวแบบเฉียง 50 องศาเท่านั้น เมื่อบอลเริ่มออกจากเท้า เมสซี่ จะค้อมไหล่และโค้งหน้าอกลงและเอียงหัวไปทางเท้าหลักเพื่อทำให้ร่างกายกระชับอันเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ทิศทางบอลไปยังเส้นทางที่เขาตั้งใจ เรียกได้ว่าการวางท่าทางตั้งแต่ร่างกายไปจนถึงการวางเท้าของ เมสซี่ นั้นเป็นสมดุลที่เหมาะสมกับการเตะแบบ เเม็กนัส เอฟเฟ็กต์ อย่างที่สุดเเล้ว

สุดยอดนักวางแผน

นอกจากจะมีเคล็ดลับที่ใช้ทั้งวิทยาศาสตร์, ฟิสิกส์ และการฝึกซ้อมในสนามแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความเชี่ยวชาญจนสามารถอุบไต๋ไว้ได้จนวินาทีสุดท้ายที่เท้าโดนบอล ไม่มีใครเดาออกว่าเขาจะยิงแบบไหน บางครั้งโค้งเสียบเสาแรก บางคราโค้งเสียบเสาสอง บางทียิงเต็มหลังเท้า และบางครั้งก็ยังมีลูกเล่นแบบยิงลอดกำแพง

 8

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น เมสซี่ เป็นคนที่คิดแผนไว้ล่วงหน้าตลอดนั่นคือความแตกต่างระหว่างสุดยอดนักเตะกับนักเตะทั่วไป เจ้าตัวเผยเสมอว่าก่อนยิงฟรีคิกสิ่งที่เขาทำคือการเล่นสงครามประสาทกับผู้รักษาประตู การอุบไต๋เอาไว้ทำให้ประตูต้องเดาจนวินาทีสุดท้ายว่า เมสซี่ จะเลือกยิงแบบไหนกันแน่ เมื่อเดาทางไม่ได้ก็ย่อมที่จะระแวง และเมื่อเกิดความระแวงประสิทธิภาพในการอ่านทางและพุ่งปัดก็จะลดลงเพราะต้องพะวงไปยังทุกๆ มุมและทุกๆ รูปแบบที่ เมสซี่ พอจะทำได้

“บอกตรงๆ ว่าตัวผมเองชอบยิงฟรีคิกแบบข้ามกำแพงและอ้อมตัวผู้เล่นมากที่สุด อย่างไรก็ตามบางครั้งมันก็ต้องเปลี่ยนเทคนิคอื่นมาผสมผสานบ้าง เพื่อให้ผู้รักษาประตูลำบากใจเดาไม่ถูกว่าผมจะเลือกทางไหน ผมต้องเก็บมุมที่เลือกไว้ใจ และเมื่อนั้นผู้รักษาประตูจะสับสนจนกว่าจะได้เห็นบอลออกจากเท้าของผม”

“นั่นล่ะเหตุผลที่ทำไมผมจึงต้องอุบไต๋ทุกครั้งที่ได้ยิงฟรีคิก" เขากล่าวทิ้งท้าย

 9

คุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมาตั้งแต่ตั้นทำให้แฟนฟุตบอลในยุคนี้จำเป็นที่จะต้องรู้สึกโชคดี ที่อย่างน้อยๆ ได้เห็นนักเตะระดับปรากฎการณ์แบบ ลิโอเนล เมสซี่ ด้วยตาตัวเอง ...

ฟรีคิกของ เมสซี่ จะเป็นประโยชน์กับโลกลูกหนังในอนาคต เด็กๆ จะฝึกยิงให้แม่นยำได้เหมือนกับเขา และในทางตรงกันข้ามเหล่าผู้รักษาประตูจะหาวิธีจนกว่าจะสามารถอ่านใจของเขาได้ว่าจะเลือกมุมไหนเพื่อทำให้การยิงประตูจากลูกฟริคิกของ เมสซี่ เข้าประตูยากขึ้นกว่าเดิม

และเมื่อสูตรเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล เราก็จะได้เห็นการยิงฟรีคิกแบบใหม่ที่อาจจะทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม  เรียกได้ว่าความมหัศจรรย์ของคนๆ เดียวสามารถสร้างวิวัฒนาการให้กับนักฟุตบอลทั้งโลกได้อย่างแท้จริง

 10

อย่างไรก็ตาม เจ้าของสถิติสังหารฟรีคิกเข้ามากที่สุดตลอดกาลคือ จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน่ ที่พีคสุดขีดกับ ลียง กับสถิติ 77 ประตูใน 21 ฤดูกาล เฉลี่ย 3.66 ประตูต่อ 1 ฤดูกาล ซึ่งในอนาคต เมสซี่ อาจจะเพิ่มค่าเฉลี่ยได้มากขึ้นกว่านี้หากเขายังรักษามาตรฐานการยิงให้สูงเหมือนทุกวันนี้ และอาจแซงหน้าขึ้นเป็น “ราชาฟรีคิก” ตลอดกาลคนใหม่เลยก็ได้ ใครจะรู้