สเปอร์ส VS ลิเวอร์พูล : พรีวิวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018-19 นัดชิงชนะเลิศ

สเปอร์ส VS ลิเวอร์พูล : พรีวิวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018-19 นัดชิงชนะเลิศ
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

การแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018/19 นัดชิงชนะเลิศ
คืนวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน 2562
เวลา 02:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ VS ​ลิเวอร์พูล

สนามว่านต๋า เมโตรโปลิตาโน กรุงมาดริด ประเทศสเปน

ถ่ายทอดสด Goal

ความพร้อมทั้ง 2 ทีม

ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์

  • แฮร์รี่ เคน หายจากอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้ากลับมาลงซ้อมร่วมกับทีมได้และมีสิทธิ์จะได้ออกสตาร์ทในเกมนี้ โดยคาดว่า ซน เฮือง-มิน หรือ ลูคัส มูร่า คนใดคนหนึ่งจะหลุดไปเป็นตัวสำรอง ขณะที่ แฮร์รี วิงค์ส กับ ดาบินซอน ซานเชซ ก็หายเจ็บกลับมาร่วมซ้อมด้วยเช่นกันพร้อมเป็นตัวเลือกให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

  • ขณะที่ วิคเตอร์ วานยาม่า ได้รับบาดเจ็บมาจากเกมที่พวกเขาเอาชนะอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 3-2 ในรอบรองชนะเลิศ โดยที่ ยาน แฟร์ตองเก้น น่าจะได้ออกสตาร์ทแทนที่ประสานงานกับ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ ในแนวรับ

  • อย่างไรก็ตาม ทัพไก่เดือยทอง จะขาด เบน เดวี่ส์ ที่มีปัญหาเจ็บที่โคนขาหนีบ

คาดการณ์ 11 ตัวจริง (4-3-1-2)

  1. อูโก้ ยอริส
  2. คีแรน ทริปเปียร์
  3. โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์
  4. ยาน แฟร์ตองเก้น
  5. แดนนี่ โรส
  6. มุสซ่า ซิสโซโก้
  7. วิคเตอร์ วานยามา
  8. คริสเตียน อีริคเซ่น
  9. เดเล่ อัลลี่
  10. แฮร์รี่ เคน
  11. ลูคัส มูร่า

 

q
ลิเวอร์พูล

  • เยอร์เก้น คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์ยืนยันในการแถลงความพร้อมก่อนเกมว่า นาบี เกอิต้า จะหมดสิทธิ์ลงสนามในเกมนี้อย่างแน่นอนจากอาการบาดเจ็บที่โคนขาหนีบ แต่นอกจากนั้น ทัพหงส์แดงไร้ปัญหาแข้งเดี้ยงโดยที่นายใหญ่ชาว เยอรมันอาจต้องปวดหัวกับตัวเลือกในแดนกลางที่เบียดกันแน่นล้นทีมเมื่อมีทั้ง เจมส์ มิลเนอร์, จินี่ ไวจ์นัลดุม, ฟาบินโญ่ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน แสตนด์บาย

  • ขณะที่ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ฟิตพร้อมลงสนามแม้จะได้รับบาดเจ็บจากเกมที่เอาชนะบาร์เซโลน่า 4-0 ขณะที่ โจเอล มาติป น่าจะมีชื่อเป็นตัวจริงเบียด เดยัน ลอฟเรน เป็นตัวสำรอง


คาดการณ์ 11 ตัวจริง (4-3-3)

  1. อลิสซอน
  2. เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
  3. โจเอล มาติป
  4. เวอร์จิล ฟาน ไดค์
  5. แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน
  6. จอร์แดน เฮนเดอร์สัน
  7. ฟาบินโญ่
  8. จีนี่ ไวจ์นัลดุม
  9. โมฮาเหม็ด ซาล่าห์
  10. โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่
  11. ซาดิโอ มาเน่

 

s
ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 3)

  • 12 พฤษภาคม พรีเมียร์ลีก สเปอร์ส 2-2 เอฟเวอร์ตัน
  • 9 พฤษภาคม แชมเปี้ยนส์ลีก อาแจ็กซ์ 2-3 สเปอร์ส
  • 4 พฤษภาคม พรีเมียร์ลีก บอร์นมัธ 1-0 สเปอร์ส
  • 1 พฤษภาคม แชมเปี้ยนส์ลีก สเปอร์ส 0-1 อาแจ็กซ์
  • 27 เมษายน พรีเมียร์ลีก สเปอร์ส 0-1 เวสต์แฮม

ลิเวอร์พูล (ชนะ 4 เสมอ 0 แพ้ 1)

  • 12 พฤษภาคม พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 2-0 วูล์ฟแฮมป์ตัน
  • 8 พฤษภาคม แชมเปี้ยนส์ลีก ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลน่า
  • 5 พฤษภาคม พรีเมียร์ลีก นิวคาสเซิ่ล 2-3 ลิเวอร์พูล
  • 2 พฤษภาคม แชมเปี้ยนส์ลีก บาร์เซโลน่า 3-0 ลิเวอร์พูล
  • 27 เมษายน พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 5-0 ฮัดเดอร์สฟิลด์

เฮดทูเฮด (สเปอร์ส ชนะ 1 เสมอ 1 ลิเวอร์พูล ชนะ 3)

  • 31 มีนาคม 2019 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 2-1 สเปอร์ส
  • 15 กันยายน 2018 พรีเมียร์ลีก สเปอร์ส 1-2 ลิเวอร์พูล
  • 4 กุมภาพันธ์ 2018 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 2-2 สเปอร์ส
  • 22 ตุลาคม 2017 พรีเมียร์ลีก สเปอร์ส 4-1 ลิเวอร์พูล
  • 12 กุมภาพันธ์ 2017 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 2-0 สเปอร์ส

i
สถิติจาก OPTA ที่น่าสนใจ

  • ลิเวอร์พูล จะลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรปเป็นครั้งที่ 9 ของพวกเขา นับว่าเป็นสโมสรจากอังกฤษ ที่มีโอกาสดังกล่าวมากที่สุด ซึ่งหงส์แดงสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ทั้งหมด 5 ครั้ง แต่ทั้งนี้ เร้ดแมชีน ก็อกหักในนัดชิงฯ 2 ครั้งหลังสุด (2007 และ 2018)
  • ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาตร์ของพวกเขาและเป็นทีมที่ 8 จากแดนผู้ดีที่สามารถทำได้ แต่สถิติบ่งชี้ว่าทีมที่สามารถเข้าชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในนัดชิงฯแชมเปี้ยนส์ลีก 5 ครั้งหลังสุดตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ (เชลซี 2008, อาร์เซน่อล 2006, โมนาโก 2004, ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2002 และ บาเลนเซีย 2000)

  • นับเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่นัดชิงชนะเลิศถ้วยใหญ่ของยุโรป เป็นการพบกันระหว่างสองทีมจากอังกฤษ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2008 ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เบียดเอาชนะ เชลซี ได้จากการดวลจุดโทษ
  • นับเป็นครั้งแรกที่คู่ชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก เป็นทีมที่ไม่สามารถเป็นแชมป์กลุ่มได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกมชิงฯ ระหว่าง อินเตอร์ มิลาน กับ บาเยิร์น มิวนิค เมื่อปี 2010

  • ลิเวอร์พูล ทำสถิติเอาชนะ สเปอร์ส ได้ในการพบกันทั้ง 2 นัดในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้

 

p

  • ​ครั้งล่าสุดที่ หงส์แดง ดวลกับ ไก่เดือยทอง ในนัดชิงชนะเลิศถ้วยเมเจอร์เกิดขึ้นในศึกลีกคัพ เมื่อปี 1982 โดยฝั่ง เร้ดแมชีน สามารถเบียดเอาชนะ สเปอร์ส ไปได้ 3-1 ในช่วงการต่อเวลาพิเศษ
  • ฝั่ง เดอะค็อป เคยปราชัยในศึกนัดชิงชนะเลิศยูซีแอล เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาต่อ เรอัล มาดริด โดยทีมสุดท้ายที่แพ้ในนัดชิงฯ รายการดังกล่าว 2 ปีติดต่อกันคือ บาเลนเซีย ในปี 2000 และ 2001
  • ทัพลิลลีไวท์ส เข้าชิงชนะเลิศถ้วยเมเจอร์ในรายการยุโรปเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1984 ที่พวกเขาเข้าชิงฯยูฟ่า คัพ และจะกลายเป็นทีมที่ 3 จากอังกฤษ ต่อจาก เชลซี และ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เคยคว้าแชมป์ทั้ง 3 รายการใหญ่บนเวทียุโรป (ยูโรเปี้ยนคัพ/แชมเปี้ยนส์ลีก, ยูฟ่า คัพ/ยูโรป้า คัพ และ คัพ วินเนอร์ส คัพ)
  • เร้ดแมชีน ปราชัยในนัดชิงชนะเลิศทั้งในรายการภายในประเทศและรายการยุโรป 4 ครั้งหลังสุดนับตั้งแต่ที่พวกเขาคว้าแชมป์ลีกคัพ ในปี 2012 ขณะที่ถ้วยเมเจอร์ครั้งสุดท้ายที่ไก่เดือยทองคว้ามาได้เกิดขึ้นในรายการลีกคัพ ปี 2008 และปราชัยในนัดชิงชนะเลิศ 2 ครั้งนับตั้งแต่นั้น
  • สเปอร์ส ไม่สามารถเอาชนะ 3 เกมแรกของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่มฤดูกาลนี้ แต่สามารถทะลุเข้าชิงชนะเลิศมาได้ นับเป็นทีมที่ 2 ต่อจาก อินเตอร์ มิลาน (2010) ที่ทำได้หลังจากฟอร์มบู่ในช่วงเริ่มต้นของทัวร์นาเมนต์
  • มีเพียง ปอร์โต้ (10 ราย) เท่านั้นที่มีชื่อนักเตะที่เป็นผู้ทำประตูมากกว่า ลิเวอร์พูล (9 ราย)

z

  • สเปอร์ส เป็นทีมที่เสียประตูในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลนี้มากที่สุด (17 ประตู) โดย 41 เปอร์เซ็นต์ของประตูที่เสียไปเกิดขึ้นใน 15 นาทีแรกของเกม (7 จาก 17 ประตู)
  • นับเป็นนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก ครั้งที่ 3 ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2013, ลิเวอร์พูล 2018 และ ลิเวอร์พูล 2019) มีเพียง มาร์เชลโล่ ลิปปี้ เท่านั้นที่เคยทำสถิติอกหักในนัดชิงชนะเลิศ ยูซีแอล 3 ครั้ง (1997, 1998 และ 2003 กับ ยูเวนตุส)

  • มีเพียง บ็อบ เพสลี่ย์ เท่านั้นที่สามารถพาลิเวอร์พูลเข้าชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปได้มากกว่า คล็อปป์ (เพสลี่ย์ 4 ครั้ง, คล็อปป์ 3 ครั้ง)
  • ซาดิโอ มาเน่ ยิงประตูให้กับลิเวอร์พูลในนัดชิงชนะเลิศปีก่อนที่ปราชัยต่อ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์ 1-3 เจ้าตัวอาจจะกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ของหงส์แดง ต่อจาก ฟิล นีล ที่ยิงให้กับทีมในนัดชิงฯ ถ้วยใหญ่ของยุโรปมากกว่าหนึ่งครั้ง (1977 และ 1984)
  • และ มาเน่ อาจจะเป็นแข้งคนแรกในประวัติศาสตร์ถ้วยใหญ่ของยุโรปต่อจาก ฟรานซ์ ร็อธ ที่ยิงให้ทีมในนัดชิงชนะเลิศ 2 ครั้งติดต่อกัน (บาเยิร์น มิวนิค 1975 และ 1976)

  • เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อาจกลายเป็นนักเตะอายุไม่เกิน 21 ปีที่สามารถลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก 2 ครั้งติดต่อกันหลังจากที่ คริสเตียน ปานุชชี่ ทำให้กับ เอซี มิลาน ในปี 1994 และ 1995