เขาทราย แกแล็คซี : ความจริงที่ไม่เคยบอกใครของแชมป์โลกขวัญใจชาวไทยตลอดกาล

เขาทราย แกแล็คซี : ความจริงที่ไม่เคยบอกใครของแชมป์โลกขวัญใจชาวไทยตลอดกาล
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

“ผมคิดว่า ไม่มีนักกีฬาไทยคนไหน แบกรับความคาดหวังมากเท่าผมแล้ว? ไปไหนมาไหนก็จะได้ยินแต่คำว่า ‘เขาทรายต้องชนะนะ แล้วต้องชนะน็อกด้วย’ เราแพ้ไม่ได้ เพราะแม้แต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ยังทรงทอดพระเนตรการชกของเรา”

  เป็นเวลากว่า 27 ปีแล้ว นับตั้งแต่ที่ “เขาทราย แกแล็คซี” อดีตนักชกแชมป์โลกผู้ยิ่งใหญ่ชาวไทย แขวนนวมอำลาพื้นผ้าใบ ทว่าชื่อของเขา กลับไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา และยังคงถูกพูดอยู่บ่อยครั้ง

ราวกับว่า เขาทราย ไม่เคยถูกลบเลือนจากความทรงจำของแฟนหมัดมวยชาวไทย ทั้ง คนที่เกิดทันช่วงปี 2527-2534 ได้ชมการนักชกจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ไล่ถลุงคู่ต่อสู้คนแล้วคนเล่า

หรือ คนรุ่นใหม่ ที่อาจเกิดไม่ทันดูการถ่ายทอดสด แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ย่อมต้องเคยได้ยินเรื่องราวความเก่งกาจของ ผู้ชายที่ทำให้ถนนทุกสายในประเทศไทยโล่งได้ เพราะประชาชนต่างรีบกลับบ้าน ไปเกาะติดหน้าจอ รอชม การป้องกัน แชมป์โลกรุ่น ซูเปอร์ฟลายเวท 115 ปอนด์ สมาคมมวยโลก (WBA) หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อรุ่น จูเนียร์ แบนตัมเวท (เดิม)

ภาพจำของคนไทยต่อ เขาทราย แกแล็คซี จึงเป็นภาพของ นักชกไทยที่เต็มเปี่ยมไปด้วย ความดุดัน แข็งแรง เดินหน้าอัดหมัดซ้ายอันทรงพลัง ใส่คู่ท้าชิงร่วงลงไปกอง จนสามารถป้องกันเข็มขัดแชมป์มวยโลกได้ถึง 19 ครั้งติดต่อกัน โดยไม่แพ้ใครเลย

แต่ใครเล่าจะรู้ถึงข้างในจิตใจลึกๆของ นักชกฉายา “ซ้ายทะลวงไส้” ในวันที่ชีวิตขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพ เขาต้องแบกรับความผิดชอบ ความกดดัน ความคาดหวังมากมากมหาศาลเพียงใด

ตลอดเส้นทางการชกมวยอาชีพ เขาไม่เคยแสดงออกความอ่อนแอ ความเจ็บปวด ให้คนไทยเห็นแม้แต่คร้งเดียว  

แม้ในวันที่เขามีเข็มขัดแชมป์โลกคาดอยู่เอว แต่เขายังเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีเลือดเนื้อ ชีวิต จิตใจ เจ็บได้ อ่อนไหวเป็น เขาก็ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ยังไม่เคยถูกเปิดเผยออกมา และเขาจะมาบอกเล่าความจริงทุกอย่างที่เกิดในชีวิตการเป็นนักมวยของ เขาทราย แกแล็คซี่
 

ไฟต์ที่ 0 : “ถ้าผมแพ้ ผมจะเลิกชกมวย”

22 กรกฎาคม พ.ศ.2524 ภายในห้องพักนักมวย “เขาทราย แกแล็คซี” อดีตนักชกมวยไทย ที่เบนเข็มมาต่อยมวยสากลสมัครเล่น นั่งลงบนเก้าอี้ ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก รายรอบตัวเขาเต็มไปด้วยเสียงด่า สารพัดคำพูด จากเซียนมวยทั้งหลาย

เขาแพ้คะแนนต่อ ศักดา แสงสุรีย์ ในไฟต์ชิงแชมป์มวยสากลของ เวทีมวยราชดำเนิน รุ่นแบนตั้มเวท ทั้งที่ก่อนการชก เขาทราย เอาชนะคู่ชกมาได้ 4 ไฟต์รวด และดูเป็นต่อ ศักดา มากพอสมควร...แต่ครู่หนึ่ง เสียงตำหนิที่มีต่อตัวเขา กลับกลายเป็นเงียบสงัด หลังจาก นักมวยวัยรุ่นคนหนึ่ง ตัดสินใจพูดบางสิ่งที่อยู่ในใจออกไป

“ผมบอกกับโปรโมเตอร์ก่อนชกแล้วว่า  ไฟต์นั้นผมไม่มีกำลังใจชก เพราะพี่ชายผม (เขาค้อ แกแลคซี) เข้าสนามไม่ได้ โดยปกติแล้ว เราสองคนจะสลับกันเป็นพี่เลี้ยงให้กัน สมัยนั้นถ้านักมวยไม่พาพี่เลี้ยงเข้าไปด้วย พี่เลี้ยงก็จะไม่สามารถเข้าสนามได้”

“ผมออกมายืนรอพี่ชายอยู่หน้าสนามมวย เพราะมีคิวชกเป็นคู่ท้ายๆ แต่โปรโมเตอร์ที่จัดรายการวันนั้น กลับมาไล่ผมให้ผมเข้าไปเตรียมตัวข้างใน ผมก็เสียใจ ทำไมเขาต้องมาด่าเราทั้งที่เราไม่ใช่ลูกน้องเขา ผมขึ้นเวทีไปด้วยความเป็นห่วงพี่ชายที่เข้าสนามไม่ได้ เราไม่มีกำลังใจชกเลย แต่ไฟต์นั้นก็แลกกันดุเดือดนะ”

“นั่นเป็นครั้งเดียวที่ผมแพ้คะแนน แต่ทุกคนกลับมารุมด่าผม ผมเลยประกาศไปต่อหน้าทุกคนในห้องวันนั้นว่า ‘เอายังงี้ ถ้าผมแพ้อีกครั้ง ผมจะเลิกชกมวยอาชีพ’”

เขาทราย เอนกายลงบนที่นอน แม้ไม่สามารถข่มตา ข่มใจ ให้นอนหลับฝันดีได้อย่างทุกคืน หลังลั่นวาจาว่าจะเลิกชกมวย หากต้องเป็นผู้แพ้อีกครั้งในการชก

เขาปรับทุกข์กับ เขาค้อ แกแล็คซี (พีระชัย แสนคำ) แฝดพี่ ที่อยู่เคียงข้างเขามาตั้งแต่วันแรกที่ คุณแม่คำ แสนคำ ซื้อนวมมาให้ทั้งคู่ใส่ หัดต่อยกันเอง พร้อมกับหวนนอนนึกถึงความหลังในวันวาน ที่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน แฝดน้องที่ชื่อสุระ ก็ไม่เคยยอมแพ้ทั้งนั้น

“คุณแม่ชอบดูมวยมาก และมีความตั้งใจอยากให้ลูกชายฝาแฝดเก่งเหมือน โผน กิ่งเพชร ทุกเช้าตี 5 แม่จะมาปลุกพาไปวิ่ง พอตกเย็นคนในหมู่บ้านก็จะมาล้อมดู เด็กคู่แฝดชกกัน ลงขันกันเป็นค่าตัวให้เรา แต่ว่าตอนเด็ก เขาค้อ เขาเก่งมวยไทยกว่าผม เริ่มชกตอนอายุ 11 ปี ส่วนผมชกครั้งแรกตอนอายุ 13 ปี ไม่ได้ฟิตซ้อม ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ได้ค่าตัวครั้งแรก 50 บาท”

“ขึ้นไปบนเวที 3 ยก โดนต่อยอยู่ข้างเดียว ล้มกลิ้งล้มหงาย สู้เขาไม่ได้เลย แต่อาศัยว่าเป็นเด็กที่มีความอดทนสูง ใจสู้ ก็ลุกขึ้นมาต่อยจนครบ 3 ยก มวยงานวัดถ้าไม่มีใครน็อก ยืนได้ครบยก เขาให้เสมอกัน ไฟต์นั้นผมก็เลยไม่แพ้”

“พอกลับมาถึงบ้าน ก็รู้สึกท้อไม่อยากชกอีก เพราะมันเจ็บปวดระบมไปทั้งตัว ถึงขนาดที่ นั่งถ่ายอุจจาระไม่ได้ เจ็บช้ำไปทั่วร่างกาย แม่บอกกับผมว่า ‘ลูกเอ๋ย ถ้าคิดจะเป็นนักมวยต้องอดทน และขยันฝึกซ้อมนะลูก’ คำนั้นแหละที่ทำให้มีกำลังใจ ฝึกซ้อมมากขึ้น ตั้งแต่นั้น ก็ชนะคู่แข่งมาตลอดแทบไม่แพ้ใครเลย”

เขาทราย ในวัยหนุ่มกระทง ฟื้นตัวเองกลับมาจากความพ่ายแพ้ต่อ ศักดา แสงสุรีย์ มาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต่างกับตัวเขาในวัยเด็ก เขามุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง โดยได้ ครูเฒ่า - ชนะ ทรัพย์แก้ว มาฝึกสอนเชิงมวยสากลให้

นักชกหนุ่มจากเมืองมะขามหวาน มีเป้าหมายสำคัญคือการทำอันดับติด 1 ใน 10 สมาคมมวยโลก (WBA) เพื่อกรุยสู่การชกชิงแชมป์โลก รุ่น ซูเปอร์ฟลายเวท กับ จิโร วาตานาเบ เจ้าของเข็มขัดชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักมวยดังของยุคนั้น และอีกนัยหนึ่ง เขาต้องการรักษาคำพูดที่เคยบอกไว้ว่า จะไม่แพ้ใครอีก

“เราเก็บคำพูดนั้นมาไว้กับตัวเอง ‘เอาวะ ไม่แพ้ก็ได้ เดี๋ยวจะทำให้ดู’ ตอนนั้นมีความคิดว่า ถ้าเราขยัน มีการฝึกซ้อมที่ดี สภาพร่างกายดี ก็ไม่มีใครต่อยเราลงได้ ไม่มีใครต่อยเราเจ็บ เพราะเราซ้อมมาแกร่งขนาดนี้ พอร่างกายดีขึ้น มีพละกำลังก็ไม่กลัวใครทั้งนั้น ชนะในการอุ่นเครื่องมา 25 คน น็อกคู่แข่งมาตลอด อุ่นแล้วอุ่นอีก อุ่นจนไหม้แล้ว (หัวเราะ) ก็ยังไม่ได้ชกกับ วาตานาเบ สักที จนกระทั่งเขาเสียเข็มขัดไป เพราะเลี่ยงชกกับเรา ไปต่อยข้ามสถาบันกับ พเยาว์ (พูนธรัตน์) เราถึงได้มีโอกาสชิงแชมป์โลกที่ว่าง หลังจากรอมานานถึง 3 ปี”

“แล้วมันก็เป็นแบบที่เราพูดไว้จริงๆ หลังจากไฟต์นั้น เราไม่เคยแพ้ใครอีกเลย” เขาทราย แกแล็คซี กล่าว

 ไฟต์ที่ 4 : จากเขาควายสู่เขาทราย

ยูเซบิโอ เอสปินัล กำปั้นชาวโดมินิกัน คือคู่ต่อกรคนแรกที่ เขาทราย แกแล็คซี ต้องผ่านไปให้ได้ เพื่อตำแหน่งแชมป์โลก อย่างที่ตนเองรอคอยมานานกว่า 3 ปี

แต่ด้วยสไตล์การชกที่มุทะลุดุดัน ไม่ค่อยมีชั้นเชิงมากนัก แถมยังเป็นการชิงเข็มขัดที่ว่าง ทำให้ไม่มีสปอนเซอร์เจ้าใด เชื่อมั่นในตัวของนักชกจากจังหวัดเพชรบูรณ์รายนี้ เพราะมองว่าคงไม่น่าไปได้สวยในการชกระดับสูง ทำให้ในการชกครั้งนี้ ไม่มีการถ่ายทอดสดออกทางทีวี

“ผมรอไฟต์นี้มานานถึง 3 ปี ความตั้งใจผมอยากเอาชนะน็อกให้ได้ แต่พอขึ้นไปบนเวทีจริง ผมต่อยกี่ทีก็ไม่โดนหน้า เอสปินัล เลย พวกนักมวยสากลต่างชาติเขาหลบเก่งมาก เราต่อยวืดไปหลายทีมาก ก็เริ่มคิดว่าจะแก้ทางอย่างไร ขืนเป็นอย่างนี้ไม่ดีแน่ ก็เลยตัดสินใจว่า ในเมื่อเราต่อยหน้าไม่โดน ก็ต่อยท้องแล้วกัน หมัดซ้ายทะลวงไส้ของผม เกิดจากไฟต์นั้นเลย”

หมัดซ้ายตัดลำตัวของ เขาทราย ได้ผลที่ดีเกินคาด ไล่ต้อน นักชกโดมินิกัน โซซัดโซเซ เข้ามุม ก่อนโดนหมัดสอยเข้าไปต้นคอ ลงไปนอนแผ่หลาบนเวที ในยกที่ 6 ส่งผลให้ เข็มขัดแชมป์รุ่น ซูเปอร์ฟลายเวท ตกเป็นของ เขาทราย แกแล็คซี

ชื่อของเขาเริ่มปรากฎตามหน้าหนังสือพิมพ์ พร้อมกับการที่เป็นรู้จักมากขึ้น จากเคยโหนรถเมล์ไปวิ่งออกกำลังกายที่ สวนลุมพินี แบบไม่มีใครสนใจ หลังจบไฟต์นั้น ทุกคนสายตาบน รถเมล์คันเดิม กลับจ้องมาที่เขา เพราะเขามีตำแหน่งเป็นถึง นักมวยแชมป์โลก สถาบันหลักนั่นเอง

เขาทราย มีเวลาชื่นชมความสำเร็จในครั้งนี้ได้เพียงไม่นานนัก 4 เดือนต่อมา เขามีคิวป้องกันแชมป์โลกกับ ดง ฮุง ลี ผู้ท้าชิงชาวเกาหลีใต้ ซึ่งครั้งนี้เขาปล่อยหมัดฮุกเข้าเต็มลำตัว ชนะน็อกได้อีกครั้ง แต่ใครเล่าจะรู้ว่าความจริงในไฟต์นี้ เขาทราย เกือบเอาตัวเองไม่รอดเช่นกัน

“ผ่านไป 6 ยก เราคิดว่าจะน็อกเขาได้ แต่เขาไม่น็อก ตอนนั้นสภาพร่างกาย ความฟิตยังไม่ดี หมดแรงแล้ว ในใจก็คิดว่าจะทำอย่างไรดี พอขึ้นยก 7 ผมแกล้งถอย ทำเป็นเดินเซ ปล่อยให้ ดง ฮุน ลี เดินเข้ามาต่อยบ้าง จังหวะนั้นคิดในใจกะว่า ถ้าหลังเด้งเชือกเมื่อไหร่ จะหลับหูหลับตาสวนไป พอดีจังหวะนั้นเขาคิดว่าเราจะต่อยสวนเข้าหน้า แต่เราต่อยท้อง เขาก็ค่อยๆม้วนลงไปกอง ตอนนั้นภาวนาในใจ ‘มึงอย่าลุกขึ้นมานะ กูหมดแรงแล้ว’”

“หลังจบไฟต์นั้น ก็ได้ โกฮง (พงษ์ ถาวรวิวัฒน์บุตร) มาดูแลแทน ครูเฒ่า ซึ่งแกไม่เคยทำมวยสากลมาก่อน แต่มีจุดเด่นในเรื่องการจิตวิทยา แกทำให้เรามั่นใจขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะต้องเจอกับ ราฟาเอล โอโรโน ที่ดังมากในยุคนั้น แต่เราก็บอก เฮียแม้ (นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์) กับ โกฮงว่า โอโรโน เหรอ? ผมไม่กลัวหรอก จะชนะน็อกให้ดู แล้วเราก็ทำได้จริงๆในยกที่ 5”

อย่างไรก็ดี แม้เขาทราย จะสามารถป้องกันเข็มขัดแชมป์โลกได้ถึง 3 ครั้ง แต่ในวงการหมัดมวยบ้านเรา โดยเฉพาะสื่อมวลชน ยังไม่ค่อยให้การยอมรับในการชกของ เขาทราย แกแล็คซี เนื่องจากมองว่าเป็นนักมวยที่ไม่ได้มีความสามารถ อาศัยแต่พละกำลังที่แข็งแรง จนถูกขนานขนามในเวลานั้นว่า “เขาควาย”

จนกระทั่ง 17 กรกฎาคม 2528 เขาทราย แกแล็คซี ถึงคราที่ต้องบินออกไปป้องกันแชมป์ ไฟต์บังคับ นอกประเทศเป็นครั้งแรก พบกับ อิสราเอล คอนเซรัส นักชกรองอันดับ 1 ชาวเวเนซุเอลา ที่ประเทศ คูราเซา พร้อมกับความตั้งใจที่อยากพิสูจน์ตัวเองให้คนไทยยอมรับในตัวเขา

“ตอนนั้นมีคนแต่เรียกว่า เขาควาย เพราะเขาคิดว่าเราต่อยมั่ว ผมไปหาซื้อเทปวิดีโอร้านแมงป่อง เพื่อศึกษาดูการชกของ มูฮัดหมัด อาลี, ซูการ์ เรย์, มาร์วิน แฮกเลอร์ เปิดดูอยู่ซ้ำๆ จนได้รู้ว่า เขาฝึกซ้อมกันแบบไหน ประวัติชีวิตเขาเป็นอย่างไร อ๋อ อย่าง อาลี เขาฟุตเวิร์กดี ส่วนเราฟุตเวิร์กไม่เป็น เอามาปรับใช้กับตัวเอง ตอนหลังคนถึงชมว่า เขาทราย พัฒนาขึ้นผิดหูผิดตา”

“ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า มวย คือศิลปะการต่อสู้ที่เรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ไม่มีคำว่าเก่งที่สุด มันมีการแก้ทางกันอยู่ตลอดเวลา ผมจึงไม่ชอบอยู่นิ่ง ถ้ารู้ว่าจะต่อยกับใครก็จะเปิดดูเทปคู่ชกที่เขาส่งทุกวัน ดูจนช่ำ ดูจนเข้าใจว่าคู่ต่อสู้ มีจุดแข็ง จุดอ่อนอย่างไร ต่อให้เราหมัดหนักแค่ไหน แต่ถ้าออกหมัดไม่ถูกวิธี ไม่ถูกจุด มันก็ทะเลดีๆนี่แหละ”

“ไฟต์นั้น ผมทะลวงไส้อย่างเดียว สุดท้ายเขายืนอยู่ไม่ได้ โดนน็อกไปยก 5 พอหลังจบไฟต์นั้นทุกอย่างเปลี่ยนไปเลย มีผู้คน สื่อมวลชนมารอรับเต็มสนามบินเลย นี่คือสิ่งที่เราภูมิใจที่สามารถทำให้ คนไทย ยอมรับในตัวเราได้”

ไฟต์ที่ 15 : น้ำตาวีรบุรุษ

จากแชมป์โลกที่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ วันเวลาผ่านไป เขาทราย แกแล็คซี กลายเป็น ฮีโร่ของชาติ ไปโดยปริยาย ด้วยฟอร์มการชกที่ไม่แพ้ใคร แถมยังการันตีการน็อกเอาท์ ได้แทบทุกไฟต์ อีกทั้งยังมีสไตล์การชกที่เดินหน้าไม่มีถอย ทำให้เขาสามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนไทยยุคนั้นได้อย่างไร้ข้อกังกา

ฝูงชนจำนวนมาก ล้วนเดินทางกันมามืดฟ้ามัวดิน เพื่อเป็นสักขีพยานในการป้องกันแชมป์ของ เขาทราย แกแล็คซี บ้างถึงขั้นต้องปีนต้นไม้ เพื่อขอให้ได้ชม แชมป์โลกขวัญใจคนไทย จากระยะไกลๆ

ขณะที่ในบ้านเรือนแทบทุกหลัง เมื่อเวลาของการถ่ายทอดสดมาถึง ทุกคนจะเปิดทีวีเฝ้ารอชมอย่างใจจดใจจ่อ แม้แต่คณะรัฐมนตรี ก็ต้องหยุดพักประชุม ครม. เพื่อมาดู เขาทราย ขึ้นชก

“ตั้งแต่เด็กจนโต ผมเป็นคนที่ชอบชกสไตล์ดุดัน ไม่ค่อยฟุตเวิร์ก ใส่เกียร์ถอยหลังไม่เป็น เอาเหอะ คนไทย 100 ทั้ง 100 ชอบดูนักมวยที่ไม่ถอยอยู่แล้ว ยุคผมนักมวยคนไทยเก่งๆหลายคนเป็น มวยฝีมือ ก็ยังมีถอย มีจังหวะ แต่เราไม่สน เราเดินอย่างเดียว จากที่คนไม่ชอบ ผมก็สามารถทำให้ทุกคนหันมาชอบได้ นั่นคือสิ่งที่เราทำสำเร็จ”

“แต่หลังจากนั้น มันก็ยากขึ้นทุกไฟต์ เพราะคู่แข่งรู้ทางแล้วว่า เราจะชกแบบไหน เขาศึกษาเรามาดี ขณะที่พี่น้องชาวไทย เขาก็ให้ความเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น เดินไปมาไหนมาก็จะมีแต่คำพูดที่ว่า ‘เขาทราย ต้องชนะนะ  ชนะอย่างเดียวไม่พอต้องชนะน็อกด้วย’ เพราะเราผ่านคนเก่งมาหลายคนแล้ว ผมก็ฝึกซ้อมให้หนักขึ้น ไม่อยากทำให้คนไทยผิดหวัง”

เจ้าของฉายา ซ้ายทะลวงไส้ เปลี่ยนโปรแกรมการฝึกซ้อม จากเดิมที่โหดหินอยู่แล้ว ให้เพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัว เขายกตัวอย่างว่า แต่เดิมเขาเคยวิ่งอยู่ที่ประมาณ 8 กิโลเมตร ก็ต้องเพิ่มเป็น 10 กิโลเมตร, เคยฝึกซ้อม 7-8 ยก ก็เพิ่มไปเป็น 10 ยก 12 ยก ไปจนถึงซ้อมวันละ 18 ยก เพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมสำหรับการป้องกันแชมป์ในครั้งต่อไป

ในการฝึกซ้อมหนึ่งครั้ง เขาทราย ใช้คู่ซ้อมมากถึง 3 คน 3 สไตล์ ยิ่งโดยเฉพาะในช่วง 3 สัปดาห์สุดท้าย เขาจะลงนวม โดยให้ นักมวย 3 คนที่น้ำหนักตัวมากกว่าเขา ขึ้นเวทีสลับกันมาฟัด ปล้ำกับเขา 

ความพีคอยู่ที่ ยกสุดท้าย เขาทราย จะให้คู่ซ้อมเดินหน้าอัดเขาฝ่ายเดียว เพราะต้องการทะลุขีดจำกัดร่างกายของตนเอง และฝึกเอาตัวรอดไว้ปรับใช้สำหรับสถานการณ์จริง ที่เกมอาจดำเนินไปถึงยกสุดท้าย

“คนเขาเห็นว่าผมเป็นมวยเดินบุกก็จริง แต่ที่ผมไม่เคยเจ็บ ไม่มีอาการอะไร เพราะผมซ้อมป้องกันมาดี ผมเดินเข้าหา โดนต่อยก็จริง แต่ก็ปัด ป้อง ปิดหมัดได้หมด คู่แข่งเป็นมวยสไตล์ไหน เราก็ศึกษา ลองให้คู่ซ้อมเล่นงานเราสิ เราจะรับมือได้ไหม”

“ผมเป็นคนที่เชื่อมั่นในเรื่องการเตรียมตัวก่อนชกอย่างมาก ถ้าเราเตรียมตัวดี ซ้อมดี ร่างกายดี เราก็ไม่เจ็บตัวบนเวที ผมกล้าพูดเลยว่า ตั้งแต่ชกมวยสากลอาชีพมา ผมไม่เคยเจ็บตัวกลับบ้านเลย”

“ผมเป็นคนที่ไม่เคยกลัวแพ้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะแพ้ด้วย ไม่ว่าจะชกในไทยหรือต่างประเทศ เวลาสื่อถามว่า กลัวแพ้ไหม กลัวกรรมการโกงไหม? ผมตอบทุกครั้งว่า ผมไม่มีความกลัว เพราะผมเชื่อในการทำงานหนัก การเตรียมตัวที่ดี และพลังหมัดของตัวเอง เขาจะโกงอย่างไร ถ้าเราต่อยน็อกซะอย่าง”

“เวลาขึ้นเวที มันตัวพองเลยนะ แต่ทุกครั้งที่เอาชนะได้ ก็ยังรู้สึกโล่งอกทุกครั้ง เพราะชื่อของ เขาทราย ยังไงก็ต้องชนะเท่านั้น ผมคิดว่า คงไม่มีนักกีฬาไทยคนไทยที่ต้องแบกความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มากเท่าผมอีกแล้วนะ” เขาทราย เผย

ภาระความรับผิดชอบ เขาทราย แกแล็คซี่ ในวันนั้น จึงไม่ใช่เพียงแค่ นักมวยที่ลงต่อยเพื่อรักษาเข็มขัดแชมป์โลก กอบโกยรายได้เพื่อเลี้ยงดูแลตัวเอง และครอบครัว หรือสร้างชื่อเสียง ผลประโยชน์ให้กับ ค่ายมวย ที่ดูแล แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ในการเป็น “นักกีฬาที่คนทั้งประเทศตั้งความหวัง”

เขาทราย กลายเป็นบุคคลที่ทุกคนให้ความสนใจ จากนักมวยที่ขอสปอนเซอร์ไม่ได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ห้างร้าน ธุรกิจ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมากมาย ต่างแห่ขึ้นเวทีมาอัดฉีดเขากันอย่างมาก จนได้ชื่อว่านี่เป็น นักมวยชาวไทยคนแรกที่ได้รับทองบนเวที เฉพาะแค่การป้องกันแชมป์โลกครั้งที่ 14 เขาทราย ได้รับทองคำ มูลค่าหนัก 130 บาท

เขาบอกกับเราไม่มีคู่ชกคนไหนที่สร้างหวั่นเกรงให้กับเขาได้มากเท่า สิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกหวั่นกลัว และเหนื่อยแบบหนักหนาสาหัส คือ ช่วงเวลาการลดน้ำหนัก คุมน้ำหนัก เพราะเขาไม่ต้องการเสียเข็มขัดแชมป์โลก จากการตกตราชั่ง (น้ำหนักเกินพิกัดที่ชก และไม่สามารถลดได้ทันเวลาที่กำหนด)

“การลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ทรมานสุดๆของนักมวย โดยเฉพาะช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนขึ้นชกที่เราไม่ได้ฝึกซ้อม ซึ่งก่อนหน้านั้น 2 สัปดาห์เต็ม เราได้ทำการควบคุมอาหารแล้ว ด้วยการทานสเต็ก 1 ก้อน สลัดผักนิดหน่อย หรืออาจมีขนมปัง 1 แผ่นมาเสริมแทนข้าว พอเข้าสู่ช่วง 3 วันสุดท้าย เราจะต้องอดอาหาร ไม่ได้กินอะไรเลย จิบได้แค่น้ำร้อนนิดหน่อย”

“แต่ถ้าน้ำหนักเรายังเกินอยู่ ก็ต้องออกไปวิ่งหรือกระโดดเชือก พยายามเอาเหงื่อออกมาให้ได้มากที่สุด ถ้ายังขาดอยู่อีก 1 กิโลกรัม วิธีการที่ดีสุด แต่ทรมานที่สุดคือ ซาวนา เขาจะใช้ผ้ายางที่สั่งตัดมาพิเศษ คลุมตัวเรา รูดซิป แล้วเอาหม้อหุงข้าว มาตั้งน้ำให้ร้อน เพื่อให้เหงื่อออกมา”

“มันร้อน มันทรมานสุดๆ ทำอยู่อย่างนั้น รอบละ 10 นาที พอครบ 1 รอบก็เอาตัวออกมานอน ให้เขาเช็ดเหงื่อจนแห้ง จากนั้นก็เข้าไปอบซาวนาต่ออีก 2 รอบ รวมเป็น 30 นาที น้ำหนักจะลดทันที 1 กิโลกรัม ความร้อนที่เราเจอ มันทำให้เราน้ำตาไหลเลยนะ” เขาทราย หยุดชะงัก ก่อนกล่าวต่อว่า

“ระหว่างที่ผมซาวนา ผมน้ำตาไหลออกมา ไม่เคยมีใครเห็นภาพนั้น ผมคนเดียวที่เห็น ในใจผมนึกถึงแม่ พูดกับตัวเองว่า ‘แม่ แม่จ๋า ทำไมมันทรมานอย่างนี้ หนูเหนื่อยเหลือเกิน’ คิดถึงแม่มาก แต่สุดท้ายก็แข็งใจทำต่อจนเสร็จ เพราะเราไม่อยากเสียแชมป์บนตาชั่ง ครั้งต่อมาพอต้องมาซาวนา เรายิ้มเลย เกินมาแค่ 1 กิโลฯ สบายมาก เดี๋ยวทำให้ดู ความจริงมันก็ร้อนเหมือนเดิมแหละ แต่เราทนได้แล้ว”

เขาทราย ไม่เคยปริปากบอกใครถึงความยากลำบาก และความทรมาน หรือช่วงเวลาที่เขาอ่อนไหว ทุกครั้งที่เขาขึ้นเวที ภาพลักษณ์ของนักชกที่มีสไตล์การต่อสู้ที่แข็งกร้าว หนักแน่น ดุดัน ถูกฉากออกมาเป็นหนังซ้ำ ที่จบลงด้วยชัยชนะของ วีรบุรุษนักชกชาวไทย

กระแสความนิยมในตัว เขาทราย พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขามีลุ้นทำลายสถิติป้องกันแชมป์ต่อเนื่องติดต่อกันมากที่สุดของ ชาง จุน กู  หากเขาได้รับชูมือในการป้องกันเข็มขัด ไฟต์ที่ 16 ณ เวทีมวยชั่วคราว จ.เพชรบูรณ์ บ้านเกิดของตนเอง

 ไฟต์ที่ 19 : ด้วยรักและอาลัย อาวรณ์

“ก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยมีความคิดอยากเลิกชกมวย ผมไม่ได้วางแผนล่วงหน้า หรือบอกมาใครมาก่อนด้วย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากความคิด และความรู้สึกของผมในเวลานั้น เพราะผมต้องการหยุดมันเสียที”

หนึ่งทุ่มตรงของวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2533 “เขาทราย แกแล็คซี” ขึ้นป้องกันแชมป์โลกครั้งที่ 16 พบกับ  เอร์เนสโต ฟอร์ด ผู้ท้าชิงจากประเทศปานามา ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่กึกก้อง จากแฟนมวยชาวไทย ที่แห่มาชมลูกหลานชาวเพชรบูรณ์ ชกในไฟต์นี้

เช่นเคย เขาทราย ยิงหมัดซ้ายใส่ เอร์เนสโต ฟอร์ด จนร่างกายของคู่ต่อสู้ไม่สามารถต้านทานไว้ได้ ลงไปนั่งกับพื้น แพ้น็อกไปในยกที่ 6 ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติเหมือนอย่างทุกครั้ง จนกระทั่ง เขาทราย ตัดสินใจบางอย่างที่สร้างความตกใจไปทั่วทั้งประเทศ

“ผมอยู่กับมันมานานเกินไป มันก็มีบ้างเหมือนกันที่รู้สึกเบื่อ เพราะเราอยู่กับมวยทุกวัน มาตั้งแต่เด็กจนถึงอายุ 32 ปี ช่วงระยะหลัง พอผมชกเสร็จ ผมต้องขอพัก 1-2 วัน เพื่อให้สมองมันโล่ง ไม่ต้องคิดถึงเรื่องมวยบ้าง”

“หลังจบไฟต์ที่ 16 ผมทำลายสถิติการป้องกันแชมป์ยาวนานสุดได้แล้ว จึงตัดสินใจออกสื่อ บอกไปยังพี่น้องชาวไทยทุกคนว่า ผมจะป้องกันแชมป์ถึงแค่ 19 ครั้งเท่านั้น แล้วอำลาเวที ซึ่งก็เป็นจำนวนที่เยอะมากแล้วสำหรับแชมป์โลกคนหนึ่ง”

ข่าวดังกล่าว สร้างความตกใจและเสียดายแก่พี่น้องชาวไทย รวมถึงผู้ใหญ่ในวงการ แต่สำหรับเขาทราย เป้าหมายการป้องกันเข็มขัด 19 ครั้ง ได้เข้ามาปลุกไฟในตัวเขาให้ลุกโชกอีกครั้ง เพื่อเอาชนะผู้ท้าชิงให้ได้อีก 3 ครั้งติดต่อกันในปี พ.ศ.2534

เดือนเมษายน เขาทราย ป้องกันครั้งที่ 17 ด้วยการชนะน็อก ปาร์ค แจ ซุก ในยกที่ 5 จากนั้นสามเดือนต่อมา เขาทราย ป้องกันครั้งที่ 18 เอาชนะน็อก ดาบิด กรีมัน นักชกจากเวเนซุเอลา ในยกเดียวกัน

เวลาของการเป็นแชมป์โลกขวัญใจคนไทย ของ เขาทราย แกแล็คซี กำลังนับถอยหลังลงมาเรื่อยๆ ภายหลังมีการคอนเฟิร์มว่า การป้องกันแชมป์โลกไฟต์สุดท้ายครั้งที่ 19 จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ที่สนามเทพหัสดิน โดยมี อาร์มันโด คาสโตร เป็นผู้ท้าชิงคนสุดท้าย

“ผมรู้สัจธรรมดีว่า ไม่มีใครสามารถเป็นแชมป์โลกไปได้ตลอดกาล แต่เราสามารถหยุด และเลือกให้คนจดจำเราแบบไหนได้ วันนี้เราเก่งที่สุดในโลกก็จริง แต่สักวันหนึ่งจะมีนักมวยที่เด็กกว่า สดกว่า ฝีมือดีกว่า มาแทนที่เรา”

“ผมอยากให้ผู้คนจดจำว่า ผมคือ แชมป์โลกที่ป้องกันได้ 19 สมัยติดต่อกัน โดยไม่แพ้ใคร เพราะนักมวยส่วนใหญ่ จะเลิกชกก็ต่อเมื่อสภาพร่างกายเริ่มไม่ไหว แพ้มาหลายนัด แต่ผมอยากให้เรื่องราวของผมเป็นประวัติศาสตร์ดีกว่า อยากให้คนไทยนึกถึงเราว่า เราเป็นนักมวยหมัดหนัก และไม่เคยทำให้คนไทยผิดหวังสักครั้งเดียว”

กำปั้นชาวเพชรบูรณ์ บอกกับเราว่า ความเชื่อมั่นจากคนไทยมอบให้ เปรียบได้ดั่งพลังใจสำคัญที่ทำให้เขาอยากเอาชนะคู่ต่อกร และไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวัง

นอกเหนือจากบรรยากาศการเชียร์ของผู้คน ที่เขายังจดจำได้ดี และเล่าให้เราฟังได้เป็นฉากๆแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่นำมาซึ่งความปลื้มปิติให้แก่ “เขาทราย แกแล็คซี” อย่างหาที่สุดไม่ได้ คือ พระมหากรุณาธิคุณจากในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงทอดพระเนตรการถ่ายทอดสดในไฟต์ที่ เขาทราย ป้องกันแชมป์ด้วย

“ผมรับรู้ว่า คนไทยทุกคนเชื่อมั่นในตัวเรา อยากเห็นเราชนะ แม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน ท่านยังทรงทอดพระเนตรชมเราชก แล้วเราจะยอมแพ้ได้อย่างไร”

“ผมเคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าท่านพร้อมกับนักกีฬาอีก 100 กว่าคน เชื่อไหมว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเดินมาหาพูดคุยกับผมเป็นคนแรก ท่านตรัสว่า ‘ดีๆ พยายามทำให้ร่างกายแข็งแรง และรักษาแชมป์ให้ได้นานๆ’ รวมถึงพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งทรงพระยศเป็น เจ้าฟ้าชายฯ ท่านส่งราชองครักษ์ นำช่อดอกไม้มาพระราชทานให้ ก่อนชกไฟต์สุดท้าย”

“ในสมองผมคิดอย่างเดียวคือ ไฟต์นี้ต้องชนะเท่านั้น เพื่อยุติอาชีพของเรา อย่างไร้ข้อครหา มันเป็นไฟต์ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามมาก แม้จะพลาดโดนไปก่อนในยกที่ 2 ผมล้มลงไปหัวติดเชือก มึนมาก ตาค้าง แต่แค่แป๊ปเดียวก็รีบลุกขึ้นมา บอกกับตัวเองว่า ‘มึงแพ้ไม่ได้นะ มึงแพ้ไม่ได้นะ”

อาร์มันโด คาสโตร สร้างความหนักใจแก่ เขาทราย แกแล็คซี ตั้งแต่ต้นเกม แต่ด้วยประสบการณ์  และความมุ่งมั่นของนักชกเจ้าถิ่น ก็ทำให้ เขาทราย เริ่มชก เก็บคะแนนนำได้ในยกต่อมา แถมเอาคืนด้วยการได้นับ ในยกที่ 11

ขณะที่ คาสโตร พยายามเขามาเปิดเกมใส่ เขาทราย มากขึ้น เนื่องจากรูปเกม ทำท่าตกเป็นรอง แต่ก็ยังเข้าไม่ติดตัว ชกไม่เข้าเป้านัก จนกระทั่งเกมดำเนินมา ถึงยกสุดท้ายในชีวิตนักมวยของ สุระ แสนคำ ยกที่เขาบอกว่า “เหนื่อยที่สุดในชีวิต”

“เขาแข็งแกร่งมาก จนเราต้องเปลี่ยนมาชกแบบมวยฝีมือ ใช้สมองดีกว่า แต่พอถึงยกสุดท้าย ความรู้สึกนานมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เขาพยายามไล่ต้อนเรา เราก็พยายามคุมเกมการชก ในใจคิดว่า เมื่อไหร่จะจบสักที เมื่อไหร่จะสักที”

“จนกระทั่งเสียงระฆังดัง  คนขึ้นมาบนเวทีเต็มไปหมด ผมกระโดดดีใจไปกอดใครบ้างก็ไม่รู้ ‘เหนื่อยที่สุดเลย เฮีย ผมเหนื่อยที่สุดเลยครับเฮีย’ ทุกวันนี้ ยังจำไม่ได้เลยว่า ผมพูดประโยคนี้กับใคร ความรู้สึกมันเหมือนยกภูเขาออกจากอก”

ผลการให้คะแนน เขาทราย แกแล็คซี เป็นฝ่ายเอาชนะ อาร์มันโด คาสโตร ไปได้แบบเอกฉันท์ทั้ง 3 เสียง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องดีใจของผู้ชม รวมถึงสีหน้าที่ยิ้มแย้มของ เขาทราย แกแล็คซี ก่อนที่พิธีกรจะยืนไมโครโฟนให้ แชมป์โลกไร้พ่ายชาวไทย ได้กล่าวอำลาคนไทยทั้งประเทศ

“งานในวันนี้จัดได้ยิ่งใหญ่จริงๆ จากไปด้วยอาลัย อาวรณ์ต่อพี่น้องชาวไทย” ประโยคสุดท้าย ในไฟต์การชกครั้งสุดท้ายของ เขาทราย แกแล็คซี ที่ในรุ่งเช้าของวันที่ 23 ธันวาคม 2534 เขาจะกลายเป็น นายสุระ แสนคำ คนธรรมดาคนหนึ่ง

“ความรู้สึกตอนนั้นมันใจหาย ที่เราต้องจากไปจริงๆ คนไทยจะไม่ได้เห็นเราชกมวยอีกแล้วนะ แต่เช้าตื่นขึ้นมาก็สบาย เบาตัว ไม่มีอะไรอยู่ในสมอง ไม่มีธุระที่ต้องทำ ทุกคนที่เจอเราในตอนนั้นก็บอกว่า เสียดาย อยากให้ชกอีกสักครั้ง แต่ผมไม่มีอะไรต้องเสียดาย ถ้าผมชกอีกครั้งแล้วแพ้ ผมอาจเสียใจไปตลอดชีวิต การป้องกันแชมป์โลกได้ 19 ครั้ง ได้เป็นตำนาน มันก็ยิ่งใหญ่มากแล้วสำหรับผม”

เขาทราย แกแล็คซี ยุติเส้นทางการชกมวยสากล ด้วยสถิติชนะ 49 ครั้ง แพ้ 1 จากทั้งหมด 50 ครั้ง โดยเป็นการชนะน็อกมากถึง 43 ครั้ง รวมถึงยังเป็นเจ้าของสถิติที่ยังไม่เคยถูกทำลาย ในฐานะแชมป์โลกที่ป้องกันแชมป์ได้ต่อเนื่องยาวนานที่สุด 19 ไฟต์ ของรุ่นซูเปอร์ฟลายเวท ด้วยระยะเวลาถึง 7 ปี 2 เดือน 30 วัน หรือ 2,628 วัน

8 ปีหลังการเลิกชก เขาทราย แกแล็คซี ได้รับการบรรจุชื่ออยู่ใน หอเกียรติยศ (Hall of Fame) ของสมาคมมวยโลก ก่อนรับการยกย่องอย่างสุดสูงให้เป็น นักชกที่ดีสุดตลอดกาลในรุ่น ซูเปอร์ฟลายเวท 115 ปอนด์ ของสมาคมมวยโลก WBA

และนับตั้งแต่วันสุดท้ายที่อำลาสังเวียน จนถึงวันนี้ชื่อของ เขาทราย แกแล็คซี ไม่เคยเลือนหายไปจากใจของคนไทย 

“จุดที่ผมไปถึงนั้นมันเป็นจุดที่ยากมาก ต้องมีทั้งความขยัน ความมุ่งมั่น พัฒนาตัวเองอย่างไม่เคยหยุด สิ่งสำคัญคือความคิด ต้องกล้าคิด กล้าฝันว่า ‘ฉันจะเป็นแชมป์โลก’ ในโลกนี้เราจะต้องเก่งที่สุด ดีที่สุด พร้อมที่สุด ถ้าเราอยากไปให้ถึงระดับโลก เราก็ต้องคิดและปฏิบัติตัวแบบระดับโลก ถ้าเรามีความตั้งใจ อุตสาหะ ไม่ยอมแพ้เสียก่อน ผมเชื่อว่าคนที่เป็นแบบนี้ ก็สามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้”

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!