5 ประเด็นร้อน!!! หลังเกม หงส์แดง บุกแพ้ บาร์ซ่า ยับเยิน

5 ประเด็นร้อน!!! หลังเกม หงส์แดง บุกแพ้ บาร์ซ่า ยับเยิน
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

เกมที่ดูว่าจะเป็นเกมที่ยากที่สุดในฤดูกาลของทั้งสองทีม ลิเวอร์พูล และ บาร์เซโลน่า ไม่ได้เจอกันมานานมาก ความทรงจำครั้งสุดท้ายคือการพบกันในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2007 สมัยที่ เมสซี่ เพิ่งเริ่มจะแจ้งเกิด อาจจะมีเจอกันบ้างแต่ก็อย่างว่าไม่ใช่เกมการแข่งขันที่เป็นทางการแบบเกมนี้

หงส์แดง ลิเวอร์พูล ทำดีทุกอย่างยกเว้นเจาะไม่เข้าก่อนเจอทีเด็ดแข้งระดับเวิร์ลด์คลาสอย่าง ลีโอเนล เมสซี่ เสก 2 ประตูหลังก่อนหน้านั้นค้างลูก หลุยส์ ซัวเรซ อยู่นาน ท้ายที่สุด บาร์เซโลน่า ถล่มเละเทะ 3-0 แถมไม่เสียอเวย์โกล์ ทำให้รอบชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่แค่เอื้อมแล้ว 

5. สถิติหลังเกมและรูปเกมโดยรวม

Alisson BeckerCatherine Ivill/GettyImages

สถิติหลังเกม เจ้าบ้าน บาร์เซโลน่า มีโอกาสยิงประตูมากถึง 12 ครั้ง เข้ากรอบ 5 ครั้ง และมีเปอร์เซนต์การครองบอลอยู่ที่ 47 เปอร์เซนต์ ทางฝั่งทีมเยือน หงส์แดง ลิเวอร์ำูล มีโอกาสยิงประตู 15 ครั้ง เข้ากรอบ 4 ครั้ง และมีเปอร์เซนต์การครองบอลอยู่ที่ 53 เปอร์เซนต์

รูปเกมโดยรวมต้องบอกว่าทั้งสองทีมเล่นได้สูสีกันพอสมควรเพียงแต่ว่าเกมนี้วัดกันที่ความเฉียบคม ซึ่งแน่นอนว่า บาร์เซโลน่า เก๋าเกมและนิ่งกว่า สกอร์บอร์ด จึงดูโหดร้ายไปหน่อย

เกมนี้ บาร์เซโลน่า มาด้วยขุมกำลังชุดใหญ่ และมี อาร์ตูโร่ วิดาล ลงมาเก็บกวาดในแดนกลางด้วย ทางฝั่ง หงส์แดง น่าเสียดายที่ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ฟิตไม่ทัน ทำให้เป็นแค่ตัวสำรองและใส่ชื่อของ จอร์จินิโญ่ ไวจ์นัลดุม ลงไปทำหน้าที่แทน ส่วน โจ โกเมซ เกมนี้ได้รับโอกาศลงสนามเป็นตัวจริงในตำแหน่งแบ็คขวาแทนที่ของ เทรนท์ อาโนลด์ ตรงนี้เข้าใจดีว่าเป็นในเรื่องของแท็คติกที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ วางมา

เริ่มเกมมา บาร์ซา ใช้วิธีการต่อบอลเร็วในแบบฉบับที่ถนัด โหมบุกเข้าใส่ ลิเวอร์พูล อย่างความเป็นเจ้าบ้าน แต่ ผู้เล่น ลิเวอร์พูล ทำได้ดีจัดการได้อยู่หมัด แต่ก็มีหลายจังหวะที่แอบเสียวแยู่เหมือนกัน 

หงส์แดง ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ มาด้วยแท็คติกที่ไม่ใช่แค่ตั้งรับเพื่อรอโดน แต่เกมนี้เปิดแลกใส่ สวนกลับโดยใช้ความเร็วของ ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นหลัก แต่ก็อย่างว่าที่นี่ คัมป์ นู ผู้เล่น บาร์เซโลน่า ก็ทำการบ้านกันมาดีจัดการได้ดีเช่นกัน

เพียง 20 นาทีแรก นาบี เกอิต้า กองกลางที่ดูว่าจะเป็นจิตรกร สร้างสรรค์เกม ของ ลิเวอร์พูล มาเจ็บขาหนีบเล่นต่อไม่ไหวตั้งแต่ 20 นาทีแรก เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องส่ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงมาเล่นแทน

เจ้าบ้านได้ประตูออกนำไปก่อนในนาที่ 26 จาก หลุยซ์ ซัวเรซ ส่วนลิเวอร์พูล ยังคงหาทางเอาประตูแรกให้ได้ ติดตรงที่ไม่มีช่องให้เจาะ และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ 1-0

ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล มีโอกาสยิงประตูให้เห็นบ่อยขึ้น แต่ มาร์ค อังเดร จัดการไว้ได้สบาย ๆ เรีนกได้ว่าจบ สกอร์กันไม่คมเอง 

ลิเวอร์พูล โหมบุกเข้าใส่ต่อเนื่อง พยายามเจาะทางฝั่ง เซอร์จี้ โรแบร์โต้ ที่ดูจะเป็นจุดอ่อนของ บาร์ซ่า ก่อนที่ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ตัดสินใจแก้เกมโดยการถอด ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ออก ส่ง เนลสัน เซเมโด้ ลงมาแทน แล้วดัน เซอร์จี้ โรแบร์โต้ ขยับขึ้นไปเล่นมิดฟิลด์

จุดเปลี่ยนน่าจะอยู่ที่ตรงนี้เหมือนกัน เพราะการมีทั้ง เซอร์จี้ โรแบร์โต้ และ เซเมโด้ การขึ้นเกมของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน หายไปจากเกมพอสมควร เติมเกมลำบาก เรียกได้ว่าการเปลี่ยนตัวครั้งนี้ของ บัลเบร์เด้ ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว คือแก้ไขจุดด้อยของทีมและหยุดการขึ้นเกมของ โรเบิร์ตสัน ได้อีกด้วย

จากนั้นไม่นาน บาร์เซโลน่า มาบวกประตูเพิ่มได้จากจังหวะที่ดูเหมือนว่า ผู้เล่น หงส์แดง จะบุกกันเพลินจนเสียสมาธิ เมสซี่ จัดการส่งบอลซุกก้นตาข่ายส่งทีมนำ 2-0 และมาบวกประตูเพิ่มอีกจากลูกฟรีคิก ช่วงท้ายเกม ทำให้จบเกมไปด้วยสกอร์ 3-0 !! 

#พี่ดุนะหนูไหวเหรอ

เรียกได้ว่าดีแล้วแต่ยังดีไม่พอจริง ๆ สำหรับเกมนี้ของ หงส์แดง

4. ดีแล้ว แต่ดันเจอทีมที่ดีกว่า

FBL-EUR-C1-BARCELONA-LIVERPOOLLLUIS GENE/GettyImages

นับเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมของทั้งสองทีม แต่ฟุตบอลก็แบบนี้ เกมการแข่งขันเล่นเพื่อต้องการผู้ชนะ ซึ่งเป็นทางฝั่ง บาร์เซโลน่า ที่เด็ดขาดกว่า

สกอร์ 3-0 อาจจะดูเลวร้ายไปนิดสำหรับแฟน ๆ หงส์แดง แต่ถ้าใครได้ติดตามเกมนี้จริง ๆ จะรู้ดีว่าทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ สู้ได้สุดหัวใจแล้ว และทำได้ดีด้วยในการต่อกรกับทีมที่ถูกขนานนามว่า "ดีที่สุดในโลก" ในเวลานี้อย่าง บาร์เซโลน่า 

การรับมือกับ ลิโอเนล เมสซี่ ว่าที่ บัลลงดอร์ คนล่าสุดที่ตอนนี้น่าจะยืนเป็นเต็งหนึ่งแล้วหลังจาก ยูเวนตุส ของ โรนัลโด้ ตกรอบไป ต้องชื่นชมว่าผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล จัดการได้ดีพอสมควร แต่อย่างที่บอกไปครับ ดีแล้วแต่ดันเจอทีมที่ดีกว่า ซึ่ง เมสซี่ คือนักเตะแบบนั้น แม้ว่า ผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล จะจัดการได้ดีขนาดไหน แต่ เมสซี่ ก็คือ เมสซี่ หาจังหวะป่วนได้อยู่เรื่อย ๆ 

จะว่าไปเรื่องเกมรับของ ลิเวอร์พูล ที่เสียไปถึง 3 ประตู จะบอกว่าเลวร้ายก็ไม่นะ เพียงแต่ บาร์เซโลน่า เมื่อมีโอกาสพวกเขาไม่ยอมปล่อยโอกาสหลุดมือไปแบบง่าย ๆ เรียกได้ว่าเกมนี้ บาร์ซ่า เจาะแนวรับ ลิเวอร์พูล ลำบากพอตัว เพราะดูจากสถิติแล้ว ลิเวอร์พูล ยังมีโอกาสยิงประตูมากกว่า บาร์เซโลน่า ด้วยซ้ำ

หลายความรู้สึกในเกมนี้ เสียดาย แทบหมดหวัง ดีใจที่สู้ได้ หลายความรู้สึกจริง ๆ ไว้ไปสู้กันต่อในเลคสองก็แล้วกัน

3. บาร์เซโลน่า คงไม่ยอมซ้ำรอย

Lionel MessiMichael Regan/GettyImages

อย่างที่ทราบกันดีว่าปีที่แล้ว บาร์เซโลน่า ตกรอบ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยการประมาท หมาป่า โรม่า ที่สร้างความเหลือเชื่อ เมื่อโกงความตายจากเกมแรกที่บุกไปพ่ายที่ คัมป์ นู 1-4

ก่อนโหมรุกอย่างคลั่งรัวอดีตแชมป์รายการนี้ 5 สมัยอย่าง บาร์เซโลน่า 3-0 รวมผลสองนัด เสมอกัน 4-4 แต่ผ่านเข้าไปเล่นในรอบตัดเชือกด้วยกฎประตูทีมเยือน ซึ่งเป็นหนแรกในรอบ 34 ปี 

เชื่อเหลือเกินว่าจากความทรงจำครั้งก่อนจะเป็นบทเรียนชิ้นเอกของ เจ้าบุญทุ่ม เลยก็ว่าได้ หลังจบเกมนี้ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ คงต้องลุยหนักทำการบ้านเรื่องนี้พอสมควร เพราะใคร ๆ ก็รู้ดีว่า การเล่นในแอนฟิลด์ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

2. ใครจะยอมง่ายๆ

FBL-EUR-C1-BARCELONA-LIVERPOOLLLUIS GENE/GettyImages

แม้ผลการแข่งขันจะดูโหดร้าย สำหรับ ลิเวอร์พูล แต่กุนซือ เฮฟวี่ เมทัล ยังมองว่ามีโอกาสในเกมที่สองในถิ่น แอนฟิลด์ 

นายใหญ่หงส์แดงกล่าวผ่าน บีที สปอร์ต ว่า "เราต้องกู้ตัวเองคืนมาในตอนนี้เพื่อไปยังเกมกับนิวคาสเซิ่ล และเรียนรู้จากมัน"    

"บาร์เซโลน่าแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเป็นทีมที่มีประสบการณ์มากกว่า เราจะเห็นได้ในช่วงที่พวกเขาหยุดจังหวะของเราลงไป แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของเกม"    

"3-0 ไม่ใช่ผลการแข่งขันที่ง่ายที่สุด แต่เราก็ยังมีอีกเกม (นัดสอง) และผู้คนที่คอยหนุนหลังเราจะอยู่ที่นั่นด้วย"  

"เราค่อนข้างโดดเด่นตอนทำให้พวกเขามีปัญหา และเราก็คอนโทรลเกมได้ในครึ่งหลัง มันเป็นการเล่นเกมรับที่แย่มากสำหรับประตูแรก แต่ 1-0 ก็ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่"    

"ตอนออกไปในครึ่งหลัง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่พวกเขาก็ได้หนึ่งโอกาสกับลูกชนคาน และจากนั้น ลีโอเนล เมสซี่ ก็ทำประตูที่ง่ายดาย และอีกหนึ่งลูกจากการยิงที่สวยงาม มันไม่มีทางป้องกันได้เลย" 

1. ความยอดเยี่ยมของ ลิโอเนล เมสซี่

Lionel MessiCatherine Ivill/GettyImages

ลิโอเนล เมสซี่ กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มฮอตเกินห้ามใจจริง ๆ โดยดาวเตะของ บาร์เซโลน่า สามารถปลดแอกเรื่องที่ไม่สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย ลิเวอร์พูล เมื่อจัดการโชว์ของสุดสยองด้วยการซัด 2 ประตูให้หายคับอกคับใจกันไปเลย    

สำหรับแมตช์นี้เป็นแมตช์ที่ 100 ของ เมสซี่ ได้ลงเล่นตัวจริงในฐานะกัปตันทีมบาร์เซโลน่า และก็ยังคงโชว์ฟอร์มได้ถูกอกถูกใจสาวก อาซูลกราน่า ทั้งแผ่นดิน ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกเสียงจะพูดเหมือนกันว่า สตาร์วัย 31 ปี คือความแตกต่างของทั้งสองทีม 

ในครึ่งแรก เมสซี่ อาจจะไม่ค่อยได้โชว์ลีลามากนัก แต่ก็สามารถป่วนเกมรับของ หงส์แดง ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามในครึ่งหลัง โลกลูกหนังได้เห็นความอัจฉริยะของเขากันเต็มสองตา เมื่อเจ้าตัวตะบันสองตุงให้ทีม แถมหนึ่งในนั้นเป็นการยิงฟรีคิกระยะไกลบอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมชนิดที่ อลีส ซง สวมบทซูเปอร์แมนบินให้ตายก็ไม่มีทางปัดโดน    

จากสองประตูที่ทำได้ในแมตช์นี้ ส่งให้ เมสซี่ ทำสถิติยิงประตูให้ บาร์เซโลน่า ไปแล้ว 600 ประตูจากการลงเล่นทุกรายการ ที่สำคัญเขารักการยิงประตูสโมสรในอังกฤษมากๆ

โดยซัดรวมไปแล้ว 26 ประตูจากการเล่น 33 แมตช์ กับทีมเมืองผู้ดีในแชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่ง อาร์เซน่อล เป็นเหยื่ออันโอชะเพราะโดนไป 9 ประตู