ลิเวอร์พูล vs เชลซี : พรีวิว พรีเมียร์ลีก, วัน+เวลาการแข่งขัน, ถ่ายทอดสด

ลิเวอร์พูล vs เชลซี : พรีวิว พรีเมียร์ลีก, วัน+เวลาการแข่งขัน, ถ่ายทอดสด
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

การแข่งขัน ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก 2018/19
วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2562
เวลาแข่งขัน : 22:30 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
ลิเวอร์พูล VS เชลซี
สนาม : แอนฟิลด์
ถ่ายทอดสด : beIN Sports1

ความพร้อมทั้ง 2 ทีม
ลิเวอร์พูล
จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มีบทบาทกับ หงส์แดง มากยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังถูกจับไปเล่นในตำแหน่งเชิงรุกมากยิ่งขึ้นโดยมี ฟาบินโญ คอยสอดประสานอยู่ด้านหลังและคาดว่าทั้งสองจะได้ออกสตาร์ทในเกมนี้

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ไม่ได้ลงเล่นในเกม ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากติดโทษแบนแต่คาดว่าเจ้าตัวจะได้กลับมาเป็นหนึ่งใน 11 ผู้เล่นตัวจริงประจำการที่ฝั่งซ้ายเช่นเดิม และคาดว่า นาบี เกอิต้า  ที่เพิ่งทำประตูติดต่อกันมา 2 เกมติดจะได้ออกสตาร์ทแม้จะมี เจมส์ มิลเนอร์ กับ จินี ไวนัลดุม พร้อมเบียดแย่งตำแหน่ง

เดยัน ลอฟเรน ได้ลงสนามแทน โจเอล มาติป ในเกม ยูซีแอล และเจ้าตัวน่าจะได้ลงเล่นต่อเนื่องอีกครั้งแม้ เยอร์เก้น คล็อปป์ จะได้ โจ โกเมซ หายจากอาการบาดเจ็บกลับมาเรียบร้อยก็ตาม

เชลซี
คาดว่าเกมนี้ เมาริซิโอ ซาร์รี จะเปลี่ยนผู้เล่นตัวจริงยกชุดจากเกมที่ สิงห์บลู บุกไปเอาชนะ สลาเวีย ปราก 1-0 ในเกม ยูโรป้าลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย วิลเลียน กับ เปโดร ที่ได้ออกสตาร์ทในเกมที่ เช็ก จะหลุดไปเป็นตัวสำรองโดยมี เอเด็น อาซาร์ และ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ลงเล่นเป็น 11 ตัวจริง ขณะที่ รูเบน ลอฟตัส-ชีค จะต้องเบียดแย่งตำแหน่งกับ มาเตโอ โควาชิช รวมไปถึง รอสส์ บาร์คลีย์

คาดการณ์ 11 ตัวจริง
ลิเวอร์พูล (4-3-3)
ผู้รักษาประตู : อลิสซอน
กองหลัง : อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ลอฟเรน, ฟาน ไดค์, โรเบิร์ตสัน
กองกลาง : เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ, เกอิต้า
กองหน้า : ซาลาห์, ฟีร์มิโน, มาเน

เชลซี (4-3-3)
ผู้รักษาประตู : อาร์ริซาบาลากา
กองหลัง : อัซปิลิกวยต้า, ลุยซ์, รือดิเกอร์,? เอเมอร์สัน
กองกลาง : ก็องเต้, จอร์จินโญ, ลอฟตัส-ชีค
กองหน้า : ฮัดสัน-โอดอย, อิกวาอิน, อาซาร์

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลิเวอร์พูล (ชนะ 5 เสมอ 0 แพ้ 0)
10 เมษายน : ลิเวอร์พูล 2-0 ปอร์โต้ (ยูฟ่า ชปล.)
6 เมษายน : เซาแธมป์ตัน 1-3 ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก)
31 มีนาคม : ลิเวอร์พูล    2-1 สเปอร์ส (พรีเมียร์ลีก)
17 มีนาคม : ฟูแล่ม 1-2 ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก)
14 มีนาคม    : บาเยิร์น 1-3 ลิเวอร์พูล (ยูฟ่า ชปล.)

เชลซี (ชนะ 4 เสมอ 0 แพ้ 1)
12 เมษายน : สลาเวีย ปราก 0-1 เชลซี (ยูโรปา ลีก)
9 เมษายน : เชลซี 2-0 เวสต์แฮม (พรีเมียร์ลีก)
4 เมษายน : เชลซี 3-0 ไบรท์ตัน (พรีเมียร์ลีก)
31 มีนาคม : คาร์ดิฟฟ์ 1-2 เชลซี (พรีเมียร์ลีก)
17 มีนาคม : เอฟเวอร์ตัน 2-0 เชลซี (พรีเมียร์ลีก)

เฮดทูเฮด (ลิเวอร์พูล ชนะ 0 เสมอ 3 เชลซี ชนะ 2)
29 กันยายน 2018 : เชลซี 1-1 ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก)
27 กันยายน 2018 : ลิเวอร์พูล 1- 2 เชลซี (คาราบาว คัพ)
6 พฤษภาคม 2018 : เชลซี 1-0 ลิเวอร์พูล  (พรีเมียร์ลีก)
26 พฤศจิกายน 2017 : ลิเวอร์พูล 1-1 เชลซี (พรีเมียร์ลีก)
1 กุมภาพันธ์ 2017 : ลิเวอร์พูล 1-1 เชลซี (พรีเมียร์ลีก)

สถิติจาก Opta ที่น่าสนใจ
ลิเวอร์พูล ไม่สามารถเอาชนะ เชลซี ที่ แอนฟิลด์ ใน พรีเมียร์ลีก ได้มา 6 นัดติดต่อกันเข้าไปแล้ว (เสมอ 4 แพ้ 2)

เชลซี เพิ่งจะปราชัยต่อ ลิเวอร์พูล 2 นัดจากการพบกัน 16 ครั้งหลังสุดเมื่อรวมทุกรายการ (ชนะ 6 เสมอ 7) โดยทั้งสองเกมดังกล่าวเกิดขึ้นที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ขณะที่ความพ่ายแพ้ของ สิงห์บลู ต่อ หงส์แดง ที่ แอนฟิลด์ ครั้งล่าสุดใน พรีเมียร์ลีก ต้องย้อนกลับไปถึงปี 2012 (1-4)

สิงโตน้ำเงินคราม สามารถเอาชนะ เร้ดแมชีน ในฤดูกาลนี้กับศึก คาราบาว คัพ ด้วยชัยชนะ 2-1 แต่พวกเขายังไม่เคยเอาชนะ ลิเวอร์พูล ที่บ้านของ หงส์แดง ได้ 2 นัดในฤดูกาลเดียวมาก่อน โดย อาร์เซนอล เป็นทีมสุดท้ายที่ทำได้ในซีซัน 2006/07

เร้ดแมชีน ไร้พ่ายในศึก พรีเมียร์ลีก ที่ แอนฟิลด์ 37 นัดติดต่อกัน นับเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมที่สุดของพวกเขาบนลีกสูงสุดอังกฤษนับตั้งแต่ปี 1978-1980 (63 นัด)

สิงห์บลู เพิ่งเอาชนะเกมในศึก พรีเมียร์ลีก 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2018 ซึ่ง 3 เกมดังกล่าวอยู่ในช่วง 5 นัดแรกที่ เมาริซิโอ ซาร์รี พา สิงโตน้ำเงินคราม เอาชนะคู่แข่งติดต่อกันได้

แดเนียล สเตอร์ริดจ์ พังประตูตีเสมอให้กับ ลิเวอร์พูล ในเกมแรกที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อช่วงต้นฤดูกาล เจ้าตัวเป็นนักเตะที่เคยยิงประตูทีมเก่าทั้งในเกมเหย้าและเกมเยือนใส่ เชลซี ได้สำเร็จนับตั้งแต่ที่ ฟาบิโอ บอริรี ทำได้กับ ซันเดอร์แลนด์ เมื่อฤดูกาล 2015/16

มีผู้จัดการทีมใน พรีเมียร์ลีก เพียง 3 จาก 32 คนที่สามารถบุกมาเก็บชัยชนะที่ แอนฟิลด์ ในครั้งแรกที่พวกเขามาเล่นที่นี่ได้ (ชนะ 3 เสมอ 5 แพ้ 24) ซึ่งได้แด่ หลุยส์ ฟาน กัล, สลาเวน บิลิช และ พอล คลีเมนต์

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!