มนตร์ดำหรือธรรมชาติ : ฟ้าผ่าเปรี้ยงกลางสนาม.. ทีมนึงไม่เป็นไร แต่อีกทีมตาย 11 คน (!?)

มนตร์ดำหรือธรรมชาติ : ฟ้าผ่าเปรี้ยงกลางสนาม.. ทีมนึงไม่เป็นไร แต่อีกทีมตาย 11 คน (!?)
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ไม่รู้ว่าเถียงกันมากี่ร้อยกี่พันปีสำหรับเรื่องที่ว่าไสยศาสตร์และมนตร์ดำมีจริงหรือไม่... ฝั่งที่เชื่อก็เชื่อสนิทใจ ฝั่งที่ไม่เชื่อก็เค้นหาเหตุผลร้อยแปดมาชี้แจง และมันยังไม่เคยได้คำตอบที่ชัดเจน 100% จนวันนี้

 

นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อสงสัยที่ได้กล่าวไป "มนตร์ดำมีจริงหรือ?" ภายในฟุตบอลสเตเดี้ยมแห่งหนึ่งในทวีปแอฟริกา เมื่อธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถบังคับได้อย่าง "ฟ้าผ่า" เกิดผ่าเปรี้ยงลงมากลางสนามขณะที่มีการแข่งขันอยู่ จริงอยู่ที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ที่มันแปลกกว่านั้นคือมีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น 11 คน และเหลือเชื่อว่า 11 ผู้จากไปนั้นคือผู้เล่นจากทีมเดียวกันทั้งหมด...

มนตร์ดำกับฟุตบอลแอฟริกา

เรื่องราวของมนตร์ดำไสยศาสตร์ไม่ได้มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่มักจะปรากฎให้เห็นในชีวิตประจำวัน แต่ที่ดินแดนไกลโพ้นอย่าง ทวีปแอฟริกา พวกเขามีความเชื่อเรื่องนี้ไม่น้อยกว่าเรา แม้จะถูกเรียกกันคนละชื่อแต่ที่สุดเเล้วปลายทางเหมือนกันทั้งหมดนั่นคือ "ไม่สามารถพิสูจน์ได้"

 1

วัฒนธรรมของเเดนกาฬทวีปมักจะมีจุดเริ่มต้นมาจากชนเผ่า เกือบทุกชนเผ่าจะบนแผ่นดินแอฟริกามีความเชื่อในเรื่องการสร้างโลกของพระเจ้า และเมื่อเรื่องดังกล่าวส่งกันมาแบบรุ่นสู่รุ่นมันจึงมีข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับความเชื่อนี้เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องการขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า โดยพระเจ้าของชาวแอฟริกันนั้นแบ่งเป็น 4 ธาตุตามความเชื่ออย่าง ดิน น้ำ ลม และ ไฟ

พวกเขามักจะมีเรื่องราวของการการขอพรหรือสิ่งที่ประสงค์กับพระผู้เป็นเจ้าในแต่ละธาตุ เพียงแต่ว่ามีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อนเพราะความเชื่อที่ว่าพระเจ้าคือสิ่งที่อยู่ไกลจนคนธรรมดาสัมผัสไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมี "หมอผี" ที่คอยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่าง มนุษย์ กับ พระเจ้า ให้เข้าถึงกันได้ ด้วยวิธีต่างๆอย่าง ปลุกเสกพลังงานความเชื่อ หรือคำสาป ลงในกระดูกของสัตว์ เมล็ดพืช หินสีต่างๆ หรือแม้แต่กระทั่งหัวกะโหลกของมนุษย์ คือสิ่งที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของชนชาติแอฟริกันเสมอ นอกจากนี้อาจจะรวมถึง รอยสักอักขระบนร่างกาย หรือแม้กระทั่งการเต้นรำ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีขอพรของพวกเขา

ความเชื่อเหล่านี้ไม่มีขีดจำกัด เพราะมันมีอิทธิพลกับเกมกีฬาด้วย อาทิ ในฟุตบอลโลกปี 1990 ที่อิตาลี แคเมอรูนคือชาติที่โด่งดังเป็นพลุแตกในครั้งนั้นจากการเข้ารอบแบ่งกลุ่มมาอย่างเหลือเชื่อ ทั้งๆที่ ณ เวลานั้นฟุตบอลของแอฟริกายังไม่ได้พัฒนาการและคุณภาพเท่าปัจจุบัน พวกเขาเปิดสนามด้วยการน็อกอาร์เจนตินา แชมป์เก่า ก่อนชนะโคลอมเบีย ในรอบ 16 ทีม ทว่าสิ้นท่าให้อังกฤษในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ความเชื่อถูกโยงมาเกี่ยวข้อง

 2

หลายสำนักข่าวได้ทำข่าวเรื่องเบื้องหลังของทีมชาติแคเมอรูน ที่ ณ เวลานั้นมีตำแหน่ง "หมอผี" ประจำทีมที่ถือเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของทีม คอยเดินทางไปยังที่ต่างๆเมื่อแคเมอรูนลงสนาม โดยว่ากันหมอผีในคราบเจ้าหน้าที่จะคอยทำพิธีขอพรจากพระเจ้าให้บันดาลชัยชนะแก่พวกเขา เหมือนกับเมื่อครั้งอดีตที่มักจะใช้การขอพรก่อนออกรบระหว่างเผ่า  

และในการแพ้ให้กับอังกฤษ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก็ยังถูกแซวว่ามีเหตุมาจากที่หมอผีทำพิธีติดขัด ไม่อย่างนั้น แคเมอรูนคงเป็นทีมแรกในทวีปที่ได้เข้าไปถึงรอบตัดเชือกในฟุตบอลโลกไปแล้ว

นอกจากนี้ในฟุตบอลโลก 2014 ยังมีสีสันของทีมจากทวีปแอฟริกาออกมาเป็นระยะๆ อาทิหมอผีชาวกาน่าอ้างตนว่าได้ทำคุณไสยมนตร์ดำใส่ซุป’ตาร์ลูกหนังอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งจะทำให้ดาวเตะโปรตุกีสที่กำลังรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บอยู่จะรักษาหายไม่ทันการแข่งขัน ซึ่งก็กลายเป็นเรื่องที่ถูกนำเอามาขยายในหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าในแนวขำขัน หรือจริงจังก็ตาม

จะจริงหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แม้มันจะพิสูจน์ไม่ได้ว่าพระเจ้าและมนตร์ของหมอผีมีจริงหรือไม่ แต่สิ่งเหล่านี้มันพิสูจน์ว่าชาวแอฟริกันยังเชื่อมั่นในเรื่องนี้อย่างเต็มประตู รวมถึงสายฟ้าแห่งหายนะที่ประเทศดีอาร์ คองโก เมื่อปี 1998...

ฟ้าผ่าจากพระเจ้า

การแข่งขันฟุตบอลในกรุงคินชาซ่า เมืองหลวงของประเทศดีอาร์ คองโก เมื่อปี 1998 ระหว่าง เบน่า ฌาดี้ กับ บาซังก้า ดำเนินไปอย่างปกติ ทั้งสองทีมผลัดกันรุกไล่จนสกอร์เสมอกันอยู่ที่ 1-1 จากนั้นเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

 3

แดดที่เคยจ้าเปลี่ยนมาเป็นท้องฟ้าที่มืดทึบ จากนั้นสายฟ้าก็เริ่มก่อตัว ก่อนที่จะผ่าเปรี้ยงลงกลางสนามแบบไม่มีสัญญาณเตือนใดๆทั้งสิ้น... มันเเปลกดีที่อยู่ๆ สายฟ้าก็เลือกที่จะผ่าลงกลางสนาม ทั้งๆที่พื้นที่ว่างส่วนอื่นๆรอบนอกก็ยังมีอีกไม่น้อย

หลังจากเสียงดังสนั่นเงียบลง ภาพที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือนักเตะในสนามค่อยๆทรุดตัวลงกับพื้นทีละคน ทีละคน จนสถานการณ์ตกอยู่ในความวุ่นวายไม่รู้จะช่วยใครก่อน เพราะมีนักฟุตบอลที่โดนสายฟ้าฟาดใส่ถึง 30 คน และเมื่อตรวจสอบละเอียดขึ้นเเล้วพบว่าใน 30 คนที่ทรุดตัวลงกับพื้น มี 11 นักเตะที่โชคร้ายจนถึงขั้นเสียชีวิต

"สายฟ้าได้คร่าชีวิตผู้เล่นอายุ 20-35 ปี ไปทั้งหมด 11 คน" พาดหัวจากสำนักข่าวท้องถิ่นอย่าง L’Avenir ก่อนที่จะขยายความเพิ่มว่า 11 คนที่เสียชีวิตคือผู้เล่นฝั่งทีมเยือนอย่าง เบน่า ฌาดี้ ทั้งหมด "นักฟุตบอลของบาซังก้า (ทีมเหย้า) สามารถรอดชีวิตจากหายนะครั้งนี้ได้ทั้งหมดโดยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

ความสงสัยเกิดขึ้นหลังจากนั้นว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญเกินไปหรือไม่ เพราะสายฟ้าเลือกทั้งเวลาและสถานที่ลงในช่วงที่ทีมเจ้าบ้านกำลังเสียเปรียบพอดี อีกทั้งจำนวนคนตาย 11 คนมันก็เท่ากับจำนวนของนักฟุตบอลของทีมๆหนึ่งพอดิบพอดี ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผู้เล่นของ เบน่า ฌาดี้ ตายยกทีม... มันเหมือนกับว่าเรื่องนี้ถูกจัดฉากไว้โดยพระเจ้า โดยการขอร้องจากหมอผีและให้มนุษย์อย่างเราๆ ต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป

หนังสือพิมพ์ในประเทศดีอาร์ คองโกนั้นยกเอาเรื่องมนตร์ดำเข้ามาเกี่ยวข้องทันทีโดยไม่สนว่าทั้งโลกจะคิดอย่างไร พวกเขาปักธงเชื่อไปแล้วว่างานนี้ไม่ใช่แค่ธรรมชาติเท่านั้นที่สรรค์สร้างมา แถมยังอ้างถึงตำแหน่งหมอผีที่ทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่ของทีมด้วย

"ลักษณะการผ่าที่ชัดเจนและแน่นอนของสายฟ้าได้เลือกข้างแล้ว มันคือความเชื่อที่เรารู้จักกันดีในบ้านเมืองเรา นั่นคือเรื่องเครื่องรางในโลกฟุตบอล" L’Avenir เล่ายาวเป็นตุเป็นตะ ซึ่งไม่รู้ว่าพวกเขาเชื่อเช่นนั้นจริงๆ หรือจะเป็นการลงข่าวในสิ่งที่คนอ่านอยากอ่านและทำให้มันน่าติดตามมากขึ้นโดยการใช้เรื่องลึกลับมาเกี่ยวข้อง

วิทยาศาสตร์ทำอะไรได้บ้าง?

วิทยาศาสตร์อธิบายการเอาตัวรอดจากฟ้าผ่าได้หลากหลายวิธี อาทิ เลี่ยงการอยู่ในจุดเสี่ยง เช่น ที่โล่งแจ้ง นั่นหมายความว่าสนามฟุตบอลที่เป็นสนามกลางแจ้งนั้นย่อมมีโอกาสที่จะเกิดฟ้าผ่าได้โดยไม่น่าใช่เรื่องเหลือเชื่ออะไร เช่นเดียวกับการไม่สวมใส่เครื่องประดับที่เป็นโลหะ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสายล่อฟ้าอย่างชัดเจน

 4

นอกจากนี้ หากจวนตัวไม่สามารถหลบเข้าที่ร่มหรืออาคารได้ ก็ยังมีวิธีลดความเสี่ยงที่จะโดนฟ้าผ่าเช่นกัน โดยเฉพาะการนั่งยองๆ เท้าชิดกันและเขย่งปลายเท้า พร้อมทั้งเอามือปิดหูเพื่อป้องกันเสียง โดยพยายามให้ร่างกายสัมผัสกับพื้นให้น้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงกรณีกระแสไฟไหลมาตามพื้น

น่าเสียดายที่รายละเอียดเกี่ยวกับฟ้าผ่าที่สนามฟุตบอลคองโกในวันนั้นไม่มีข้อมูลอะไรไปมากกว่านี้ พวกเขาไม่ได้ระบุว่าเหตุใดนักเตะเจ้าบ้านถึงได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ซึ่งความจริงอาจจะมีเหตุผลอื่นๆ นอกจากเรื่องมนตร์ดำมาช่วยอธิบายได้ ไม่แน่นักเตะของทีมเจ้าบ้านอาจจะรู้ตัวและนั่งยองๆ ลงกับพื้นดังคำเตือนที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจนมากพอก็ยังทำให้เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์และเรื่องราวคลาสสิกของฟุตบอลแอฟริกัน

ความเชื่อเรื่องหมอผียังคงดำเนินต่อไป โดยที่วิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจอธิบายได้ และท้ายที่สุดเเล้วก็กลายเป็นการหาคำตัดสินของแต่ละบุคคลและขึ้นอยู่กับวิจารณญาณเช่นเคย เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา