5 ประเด็นร้อน หลังเกมหงส์แดงเฮหวิว 2-1

5 ประเด็นร้อน หลังเกมหงส์แดงเฮหวิว 2-1
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

หงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่ทำท่าจะพลาดท่ามอบแชมป์ให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังปิดเกมไม่ได้ถูก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ตีเสมอ ก่อนมีดราม่าเมื่อ ลูกโหม่งของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กดดันให้ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ สกัดเข้าประตูตัวเองนาทีสุดท้าย เบียดเฮหน้าตาเฉย 2-1 หนี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2 แต้มขึ้้นนำจ่าฝูงแต่เตะมากกว่าหนึ่งนัด

และนี่คือ 5 ประเด็นหลังเกมสุดดราม่า 

5. สถิติหลังเกม และรูปเกมโดยรวมHugo LlorisClive Brunskill/GettyImages

สถิติหลังเกมในเกมนี้ เจ้าบ้าน ลิเวอร์พูล มีโอกาสยิงประตู 15 ครั้ง เข้ากรอบ 3 ครั้ง และมีเปอร์เซนต์การครองบอลอยู่ที่ 48 เปอร์เซนต์ ความแม่นยำในการส่งบอลอยู่ที่ 80 เปอร์เซนต์ ทางฝั่งทีมเยือน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส มีโอกาสยิงประตู 11 ครั้ง เข้ากรอบ 2 ครั้ง และมีเปอร์เซนต์การครองบอลอยู่ที่ 52 เปอร์เซนต์ ความแม่นยำในการส่งบอล 80 เปอร์เซนต์

รูปเกมโดยรวม ช่วงเวลาแรกเป็นทางฝั่ง หงส์แดง ที่ทำได้ดีกว่าแต่ก็ไม่ดีมากเพราะมีจังหวะรนรานให้เห็น ตรงนี้เข้าใจได้ว่ามาจากชัยชนะของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่แข่งเบอร์หนึ่ง ต้นเกมเห็นได้ชัดว่า ลิเวอร์พูล ดูเกร็ง โดยเฉพาะเกมรับมีแกว่งให้เห็น

ทางฝั่งทีมเยือนเหมือนจะคิดผิดที่เลือกวางกองหลังมา 5 ตัว เพราะดูแล้วพวกเขาเสียแนวรุกไป 1 คน ประสิทธิภาพเกมบุกลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีตัวแสบในช่วงแรกอย่าง ลูคัส มูร่า ที่เร็วและทะลวงแนวรับ หงส์แดง ได้ดีมาก 

อย่างไรก็ตาม หงส์แดง ประครองทีมจนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 1-0 ช่วงครึ่งหลัง สเปอร์ส จำเป็นต้องเปิดเกมเข้าแรกแบบหมดเปลือก โปเช็ตติโน่ ตัดสินใจ ส่ง ซอน เฮือง มิน ลงมาเติมเกมรุกและแค่แปปเดียวก็ได้ประตูตีเมอจากจังหวะเล่นเร็ว แฮร์รี่ เคน ที่ได้ฟาวล์เปิดไปเสาไกล ทริปเปียร์ เติมมาพอดี ก่อนจิ้มเข้ากลางมา เอริคเซ่นตบบอลมาถึง ลูคัส มูร่า เป็นประตูตีเสมอ 

เกมทำท่าจะจบลงด้วยผลเสมอ แต่ก็มีดราม่าเกิดขึ้นในช่วงท้ายเกม เมือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ทำในสิ่งที่เขาควรทำ เมื่อฉีกตัวไปโหม่งบอลที่หลุดเสาไปแล้ว บอลมาติดเซฟ ยอริส แต่ยังมีดวงบอลเด้งไปโดน โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ กลายเป็นประตูชัยของ ลิเวอร์พูล

4. ซาลาห์ ไม่มาสักทีFBL-ENG-PR-LIVERPOOL-TOTTENHAMPAUL ELLIS/GettyImagesเป็นอีกเกมที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ทำประตูไม่ได้ นี่ถือเป็นการทำประตูไม่ได้ 8 นัดติดต่อกันทุกรายการ มันน่าเสียดายที่ช่วงเวลาโค้งสุดท้ายแบบนี้ ตัวความหวังดันมาปืนฝืดทำประตูไม่ได้ซะอย่างนั้น

ช่วงแรก ๆ ของ เกม โม ซาลาห์ ทำได้ค่อนข้างดีเล่นเป็นทีมใช้ได้ แต่ช่วงหลัง ๆ ดูเหมือนว่า ซาลาห์ เริ่มฝืนตัวเองมากขึ้น 

จากจังหวะที่ควรจะเป็นประตูขึ้นนำ 2-0 ลูกที่ ฟิร์มิโน่ แทงบอลหลุดให้ ซาลาห์ วิ่งคู่ไปกับ มาเน่ มีเพียง ซานเชซ คนเดียวที่ยืนคุมอยู่ตรงนั้น หาก ซาลาห์ เลือกที่จะไหลทะแยงให้ มาเน่ ได้ซัดตู้มเดียวบวกเพิ่มอีกหนึ่งประตูให้ทีม กลายเป็นว่า ซาลาห์ เลือกที่จะพาบอลไปเองแล้วเลือกยิงเอง ซึ่งไม่กลายเป็นประตู 

เรื่องทัศนคติคงต้องปรับพอสมควรเพราะนี่คือช่วงเวลาสำคัญ คือสำคัญมาก ๆ โค้งสุดท้ายแล้ว ไม่ใช่เวลาที่จะเรียกความมั่นใจให้ตัวเองในขณะที่ทีมยังนำไม่ขาด

แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ดู โม ซาลาห์ พยายามมากแล้ว พยายามที่จะปลดล็อคยิงประตูให้ตัวเอง การมีส่วนร่วมกับประตูชัยในเกมนี้ก็น่าจะเรียกความมั่นใจกลับมาได้บ้าง 

ปฏิกิริยาของ ซาลาห์ หลังจากประตูชัยเกิดขึ้น เจ้าตัวมีรอยยิ้มเกิดขึ้น น้ำตาซึมเลยทีเดียว ขอให้สู้ต่อไป ปลดล็อกประตูให้ได้สักที

3. กองหลัง 5 ตัวของ สเปอร์สFBL-ENG-PR-LIVERPOOL-TOTTENHAMPAUL ELLIS/GettyImagesการวางแท็คติกของ เมาริซิโอ โปเชตติโน่ เกมนี้ค่อนข้างรัดกุม เลือกใช้เซ็นเตอร์แบ็ค 2 คน และ สวีปเปอร์ กองหลังตัวสุดท้าย 1 คน  เข้าใจได้ว่านี่คือการตั้งรับเพื่อรอจังหวะสวนกลับเร็ว ซึ่งน่าจะเป็นจุดอ่อนของ หงส์แดง ลิเวอร์พูล และไม่ประมาทความเร็วของ ซาดิโอ มาเน่ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

แต่การเลือกใช้งานกองหลัง 5 คนของ สเปอร์ส ไม่เกิดประโยชน์มากนัก เพราะแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ยังสามารถปั่นป่วนและหาจังหวะเข้าทำได้เรื่อย ๆ ก่อนจะมาได้ประตูขึ้นไปก่อนในนาที 16 จากลูกโหม่งของ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ 

เห็นได้ชัดเจนว่าช่วงแรก เกมนี้แนวรุกของ สเปอร์ส ไม่ค่อยมีมีประสิทธิภาพ พูดง่าย ๆ คือ แนวรุกหายไป 1 คน แต่หลังจาก สเปอร์ส เลือกเปลี่ยนมาใช้ระบบ แบ็คโฟร์หลัง 4 คน เปลี่ยน ซน เฮือง มิน ลงมาแทน ดาวิดซอน ซานเชซ แนวรุกของ สเปอร์ส ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำมาซึ่งประตูตีเสมอและเกือบจะได้ประตูขึ้นนำอยู่หลายหน

2. สถิติแอสซิตส์ ที่เกิดขึ้นChristian Eriksen,Andrew RobertsonClive Brunskill/GettyImagesแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำแอสซิสต์ครั้งที่ 9 ในฤดูกาลนี้หลังผ่านบอลให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ยิงประตูขึ้นนำ 1-0 แต่มี แอนดี้ ฮินช์คลิฟฟ์ (ฤดูกาล 1994-95) และ เลห์ตัน เบนส์ (ฤดูกาล 2010-11) ที่เป็นกองหลังแล้วทำแอสซิสต์ได้ 11 ครั้ง

1 แอสซิสต์ของ คริสเตียน อีริคเซ่น ในวันนี้ทำให้เป็นเขาเป็นนักเตะคนที่ 2 ที่ทำแอสซิสต์ได้ 10 ครั้งขึ้นไปในศึก พรีเมียร์ลีก ติดต่อกัน 4 ฤดูกาล โดยคนที่ทำได้ก่อนหน้านี้คือ เดวิด เบ็คแฮม ในซีซั่น 1997-98 และ 2000-01

1. เต็งหนึ่ง PFA ของจริงMoussa Sissoko,Virgil Van DijkShaun Botterill/GettyImagesจริงอยู่ที่ฤดูกาลมีนักเตะหลายคนทำผลงานได้ดี แต่จะมีสักกี่คนที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นแบบ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค 

ในขณะที่เจ้าบ้านพยายามบุกกดดันเพื่อลุ้นทำประตูชัย ซึ่งมีจังหวะที่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนข้อสำคัญของฤดูกาลนี้ได้เลย จากจังหวะ มุสซ่า ซิสโซโก้ หลุดเดเียวไปในจังหวะสองต่อหนึ่ง เมื่อมีแค่ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค คั่นอยู่ตรงกลางระหว่างเขา และประตู โดยมี ซอน เฮือง มิน ที่ลงมาในฐานะตัวสำรองรอรับบอลทางฝั่งขวา 

ฟาน ไดจ์ค เลือกยืนตำแหน่งที่จะป้องกันไม่ให้ ซิสโซโก้ จ่ายบอลต่อให้ ซอน เฮือง มิน และเลือกที่จะกดดันให้ ซิสโซโก้ เร่งยิง ซึ่งบอลเหินข้ามคานออกไป