เบื้องหลัง Class of '92 : เอริก แฮร์ริสัน… ชายที่คนทั้งโลกคิดว่าเขาคือ "เฟอร์กี้"

เบื้องหลัง Class of '92 : เอริก แฮร์ริสัน… ชายที่คนทั้งโลกคิดว่าเขาคือ "เฟอร์กี้"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

Class of '92 ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเตะเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบนเส้นทางลูกหนัง เพราะจากจุดตั้งต้นที่ตำแหน่งแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ เมื่อปี 1992 สมาชิกในทีมชุดนั้นก็ได้เติบใหญ่และนำทีมปีศาจแดงสู่ตำแหน่งแชมป์รายการต่างๆ อีกมากมาย

ไรอัน กิ๊กส์, เดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์, นิกกี้ บัตต์, สองพี่น้อง แกรี่-ฟิล เนวิลล์ พรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก… เหล่านี้คือรายนามขุนพลกำลังหลัก และความสำเร็จในรูปของถ้วยรางวัลที่เหล่า เร้ด อาร์มี่ และแฟนบอลทั้งโลกต่างจำได้ขึ้นใจ

 

แน่นอน หนึ่งในบุคลากรที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ คงหนีไม่พ้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บอสใหญ่ของทีมปีศาจแดงผู้นำนักเตะเหล่านี้ขึ้นไปสร้างชื่อในทีมชุดใหญ่ ถึงกระนั้น ก็มีอีกคนหนึ่งที่สมควรได้รับการยกย่องในการสร้างเด็กชุดนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย

เขาคนนั้นคือ … เอริก แฮร์ริสัน ผู้กุมบังเหียนทีมเยาวชนชุดดังกล่าวนั่นเอง

มรดกปู่รอน

เส้นทางสายลูกหนังของ เอริก แฮร์ริสัน นั้น จะว่าไปก็ไม่ต่างจากนักเตะในอังกฤษมากมายที่ได้รับโอกาสลงเล่นเป็นนักเตะอาชีพ ทว่าจากสโมสรที่เคยสังกัดในยุค 1950-1970 อย่าง ฮาลิแฟ็กซ์ ทาวน์, ฮาร์ทลี่ย์พูล ยูไนเต็ด, บาร์โรว์, เซาธ์พอร์ต, และ สคาร์โบโร่ ซึ่งอยู่ในลีกรองมาโดยตลอด คงพอนิยามได้ว่าอาชีพการค้าแข้งของเขาก็ไม่ค่อยมีอะไรที่พิเศษนัก

 1

และเส้นทางหลังจากการแขวนสตั๊ดเมื่อปี 1972 ก็ดำเนินไปเช่นเดียวกับอดีตพ่อค้าแข้งหลายราย ที่ตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางโค้ช ... เอฟเวอร์ตัน คือที่หมายแรกของเขา ซึ่งใช้เวลาอยู่ในถิ่น กูดิสัน พาร์ค ถึง 9 ฤดูกาล ทว่าการที่ กอร์ดอน ลี กุนซือที่เขาใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอด 3 ฤดูกาลหลังสุดถูกไล่ออก เจ้าตัวที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมอยู่ในขณะนั้นก็รู้สึกว่า คงถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง

และเขาก็ไม่ต้องว่างงานนาน เพราะทันทีที่ รอน แอตกินสัน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1981 "ปู่รอน" ก็ตัดสินใจตามตัวแฮร์ริสันที่เคยร่วมงานกันในฐานะนักเตะของ กองทัพอากาศ สมัยที่ทั้งคู่เข้ารับใช้ชาติมาร่วมงานกันอีกครั้ง โดยมอบหมายงานกุนซือทีมชุดเยาวชนให้

 2

เรื่องราวการคุมทีมของแฮร์ริสันดูจะเป็นไปอย่างธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของทีมปีศาจแดงมาถึงเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1986 … รอน แอ็ตกินสัน ถูกบอร์ดบริหารสั่งปลดจากผลงานของทีมที่ย่ำแย่ และผู้ที่มาแทนที่คือกุนซือชาวสก็อตแลนด์ ผู้มีผลงานโดดเด่นในอดีตคือการนำ อเบอร์ดีน ผงาดขึ้นมาเหนือ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส กับ กลาสโกว์ เซลติก มหาอำนาจตลอดกาลของวงการลูกหนังที่บ้านเกิดได้

ชายผู้นั้นชื่อ ... อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ถ้าอยากได้...ก็จัดมาให้ผม

แม้ แมนฯ ยูไนเต็ด จะพอมีความสำเร็จติดไม้ติดมืออยู่บ้าง กับแชมป์ เอฟเอ คัพ ในปี 1983 และ 1985 ทว่ายุค 1980 ก็ไม่ใช่ยุคสมัยที่สาวกปีศาจแดงจะสามารถเชิดคอได้ด้วยความภูมิใจนัก เมื่อพวกเขาดูไม่มีวี่แววที่จะกลับสู่ความยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นแชมป์ลีกสูงสุด ซึ่งครั้งล่าสุดที่ทำได้ต้องย้อนกลับไปถึงปี 1967 ได้เลย

ไม่เพียงเท่านั้น ขณะที่พวกเขาตามหลัง ลิเวอร์พูล คู่ปรับที่แย่งชิงความยิ่งใหญ่มาตลอดอยู่หลายปีแสงในแง่ของถ้วยรางวัล ทีมหงส์แดงยังมีอีกสิ่งที่พวกเขาภูมิใจ นั่นคือ ผลผลิตนักเตะจากอคาเดมี่ ที่เติบโตและสร้างความสำเร็จให้ทีมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟิล ธอมป์สัน, แซมมี่ ลี และ รอนนี่ วีแลน ต่างจากทีมปีศาจแดงที่ในยุคนั้นแทบไม่มีนักเตะดาวรุ่งในทีมที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้เลย

 3

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบ และหนึ่งในคนที่ "เฟอร์กี้" หมายหัวว่าจะต้องพูดคุยเพื่อรับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนจะทำการตัดสินใจบางอย่างก็หนีไม่พ้น … เอริก แฮร์ริสัน ผู้จัดการทีมเยาวชนนั่นเอง

แน่นอน เฟอร์กูสันไม่พอใจกับสถานการณ์นักเตะเยาวชนของทีมเป็นอย่างมาก แต่ผู้ที่อยู่กับทีมมาก่อนก็มีเหตุผลที่ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าต้องรับฟังเช่นกัน

"จะว่าไปผมก็ของขึ้นอยู่หน่อยๆ ล่ะนะ" แฮร์ริสันเอ่ยปากยอมรับถึงการเผชิญหน้ากับเฟอร์กูสันเมื่อปี 1986 "เพราะตอนนั้นเนี่ย ผมคิดว่าเขาต้องหาทางเล่นงานผมอยู่แน่ๆ ผมก็เลยชี้ไปที่ นอร์แมน ไวท์ไซด์ กับนักเตะอีก 1-2 คนที่เลื่อนชั้นจากทีมเยาวชนขึ้นมาอยู่ทีมชุดใหญ่เพื่อให้เขารู้ว่า ผมก็มีผลงานอยู่นะ แล้วเขาก็บอกว่า 'ใช่ ใช่ ฉันยอมรับ แต่ฉันต้องการมากกว่านี้' ผมก็ถามกลับว่า 'หมายความว่าไงที่บอกว่าต้องการมากกว่านี้?' ทีนี้เขาสวนเลยว่า 'ฉันต้องการให้พวกดาวรุ่งขึ้นมาอยู่ชุดใหญ่มากกว่านี้โว้ย!'"

"พอเขาพูดมาแบบนี้ ผมเริ่มมีความมั่นใจขึ้นละ เลยบอกกับเขาไปว่า 'เอางี้ เรามาทำข้อตกลงกัน คุณหานักเตะที่มีคุณภาพกว่านี้มาให้ผม เยอะๆ เลยด้วยยิ่งดี แล้วผมจะปั้นพวกเขาขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ให้เอง' ทีนี้เขาตอบเลย 'ตกลง!'"

 4

การพูดคุยกันครั้งดังกล่าว นอกจากจะช่วยเซฟตำแหน่งของแฮร์ริสันได้แล้ว ยังนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทีมปีศาจแดงอีกด้วย นั่นคือการปรับปรุงโครงสร้างระบบอคาเดมี่ครั้งใหญ่ ซึ่งโมเดลที่เอามาใช้เป็นต้นแบบก็ไม่ต้องมองอื่นไกล เพราะเฟอร์กูสันมีประสบการณ์ตรงในการสร้างพลิกฟื้นศูนย์ฝึกเยาวชนของทีมให้สร้างนักเตะฝีเท้าดีขึ้นมามากมายก่อนหน้านี้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า นี่จะเป็นหนทางที่ทำให้ทุกอย่างกลับมาก้าวหน้า เฟอร์กี้จึงเรียกทีมงานโค้ชเยาวชนและแมวมองเข้าประชุม เพื่อกระตุ้นพวกเขาให้กลับมามีไฟอีกครั้ง

ไม่ใช่แค่ฟุตบอล...แต่คือการสอนชีวิต

การปรับทัศนคติจากคำพูดของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำให้สโมสรแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เช่นเดียวกับระบบอคาเดมี่ของสโมสรที่ค่อยๆ พลิกฟื้นจากจุดที่เคยเงียบงัน กลับมามี DNA อย่างที่แฟนๆ ปีศาจแดงคุ้นเคย

แน่นอน เครดิตในเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องยกให้กับ เอริก แฮร์ริสัน ที่ได้รับอิสระในการทำงานจากเฟอร์กี้อย่างเต็มที่ แถมเจ้านายใหญ่ยังให้การสนับสนุนด้วยการจ้างแมวมองเพิ่มเป็น 3 เท่าของที่มีอยู่เดิม เพื่อช่วยในการส่องหาเพชรในตมมาให้เจียระไน … เมื่อวัตถุดิบมีให้เลือกใช้อย่างที่ต้องการ เขาจึงไม่ลังเลที่จะนำแนวความคิดการบริหารคนในกองทัพที่เขาคุ้นเคยสมัยรับใช้ชาติมาประยุกต์ใช้เพื่อไปสู่เป้าหมายในการปั้นนักเตะขึ้นทีมชุดใหญ่ให้ได้มากและดีที่สุดอย่างที่ได้รับปากไว้

 5

"การสอนของ เอริก แฮร์ริสัน จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนเข้าไปร่วมรบในกองทัพ" ไรอัน กิ๊กส์ หนึ่งในศิษย์เอกชุด Class of '92 ของแฮร์ริสันกล่าวในอัตตชีวประวัติของเจ้าตัว "เพราะเขาจะคอยตะคอก ขึ้นเสียงอยู่เสมอ และคุณเองก็ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลยด้วย เอาจริงๆ เขาเป็นโค้ชที่โหดนะ แต่ก็เป็นโค้ชที่เก่งกาจและเป็นจอมแท็คติกอีกด้วย เขาทำให้แต่ละเกมดูง่ายขึ้นมากสำหรับเราเลยล่ะ"

เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญาการทำงานของแฮร์ริสัน ซึ่งเคยกล่าวกับทาง FourFourTwo ว่า หากนักเตะดาวรุ่งต้องการที่จะเก่งกาจกว่าใครๆ ก็ต้องซ้อม ซ้อม ซ้อม และซ้อมให้หนักกว่าคนอื่นๆ รวมถึง "ไม่เสียสละ ชัยชนะไม่เกิด" หากไม่ยอมสละความสุขส่วนตัวไปเสียบ้างเพื่อตั้งมั่นกับเป้าหมาย ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่ใจหวัง

อีกสิ่งที่แฮร์ริสันมักจะสอนเด็กๆ ของเขาอยู่เสมอในช่วงที่เป็นกุนซือทีมเยาวชนของปีศาจแดงก็คือ ทีมเวิร์ก ซึ่งเจ้าตัวเอ่ยถึงเรื่องนี้ว่า "เรื่องการเล่นเป็นทีมนี่ก็ถือเป็นอีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญอย่างมาก เราซ้อมในเรื่องนี้บ่อยเสียจนหลายคนบ่นว่าจะรีบยัดสิ่งนี้ให้กับเด็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยทำไม? ซึ่งผมก็ตอบกลับไปว่า 'ก็ไม่อยากให้เด็กๆ มันใบ้รับประทานเวลาขึ้นทีมชุดใหญ่น่ะสิ'"

"การออกไปเล่นโดยมีผู้ชมในสนามหลายหมื่นเฝ้ามองอยู่นั้น สิ่งสำคัญมากๆ เรื่องหนึ่งคือคุณต้องมีความมั่นใจ ยิ่งถ้าคุณเตรียมตัวมาดีแค่ไหน การขึ้นไปเล่นทีมชุดใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องที่ปรับตัวได้ง่ายและเร็วฉันนั้น"

 6

และผลงานของเด็กๆ ภายใต้การดูแลของแฮร์ริสันก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่า เขานั้นยิ่งกว่าคิดถูก เมื่อ "Fergie’s Fledglings" หรือ "ลูกนกของเฟอร์กี้" นักเตะเยาวชน แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การดูแลของทั้งเฟอร์กูสันและแฮร์ริสัน ต่างเติบโตและเติบใหญ่จนประสบความสำเร็จบนเส้นทางลูกหนังกันถ้วนหน้าชนิดที่ไล่เรียงชื่อก็ไม่หมด หลายคนที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสกับทีมชุดใหญ่ของปีศาจแดง ก็โบยบินออกไปสร้างชื่อกับสโมสรอื่น ขณะที่อีกหลายคนเติบโตจนเป็นกำลังสำคัญ นำความยิ่งใหญ่มาสู่ทีมจนสามารถทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่กลับมาจาก ลิเวอร์พูล ได้อีกครั้ง

 7

"สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งไหนๆ ก็คือ เขาทำให้เราเข้าใจถึงประโยชน์ของการทำงานอย่างหนัก, ความเคารพซึ่งกันและกัน และไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวในสนามเท่านั้น เพราะเขาได้สอนบทเรียนชีวิตมากมายให้พวกเราอย่างที่ไม่มีวันลืม" เดวิด เบ็คแฮม อีกหนึ่งศิษย์เอกจาก Class of '92 ที่ประสบความสำเร็จทั้งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด และสโมสรดังอย่าง เรอัล มาดริด, ลอสแอนเจลิส แกแล็คซี่, เอซี มิลาน และ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง เผยถึงความรู้สึกที่มีกับคุณครูผู้นี้

เช่นเดียวกับ ร็อบบี้ ซาเวจ ที่แม้จะไม่เคยได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่ให้ปีศาจแดงเลยแม้แต่นัดเดียว ก็ยอมรับว่า แฮร์ริสันมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้เขาสู้ต่อ จนสามารถแจ้งเกิดและประสบความสำเร็จกับ เลสเตอร์ ซิตี้ และ เบอร์มิงแฮม ได้สำเร็จ "นอกจากครอบครัวผมแล้ว เอริกนี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ยอมแพ้ เขาบอกเสมอว่าเชื่อมั่นในตัวผม ซึ่งผมซาบซึ้งในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เขาเป็นคนที่สำคัญมากๆ กับชีวิตของผมเลยครับ"

 8

และแม้ Class of '92 จะได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากจากทุกฝ่ายว่า เป็นผลผลิตนักเตะเยาวชนจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ดีที่สุดในระยะหลัง แต่ ฟิล เนวิลล์ อีกหนึ่งสมาชิกของกลุ่มที่ยกให้แฮร์ริสันเป็นเหมือนพ่อคนที่สองกลับมองว่า กลุ่มของพวกเขาก็แค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะสิ่งที่คุณครูผู้นี้ทำ มันยิ่งใหญ่กว่ากันมาก

"ผมคิดว่าการพูดถึงแต่กลุ่ม Class of '92 นั้นดูจะเป็นการไม่เคารพสักเท่าไหร่ เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแฮร์ริสัน คือนักเตะทุกคนที่เขาปลุกปั้นขึ้นมา และสั่งสอนให้ไม่ใช่แค่พร้อมสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่านั้น แต่พร้อมกับชีวิตที่ดีสืบไปอีกด้วยครับ"

บั้นปลายอันเงียบงัน

จะว่าไปแล้ว ผลงานการปั้นนักเตะขึ้นชุดใหญ่และช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นใบผ่านทางที่สามารถช่วยให้แฮร์ริสันอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการทีมชุดเยาวชนไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่ที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้เข้ามาสานงานต่อ จึงตัดสินใจวางมือจากการคุมทีมเยาวชนไปในปี 1998 แต่ก็ยังอยู่กับสโมสรเรื่อยมาจนถึงราวๆ ปี 2008 ที่อำลาบ้านหลังนี้อย่างเต็มตัว

 9

ทว่าในช่วงบั้นปลายชีวิต แฮร์ริสันกลับต้องเผชิญกับวิบากกรรมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเจอมา นั่นคือปัญหาสุขภาพ เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเขาเป็นโรคสมองเสื่อม โรคเดียวกับที่เคยกัดกลืนชีวิตคุณพ่อของเขาเมื่อปี 2014 จนทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่ในบ้านพักคนชรา ซึ่งมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยลักษณะนี้มากกว่า

แต่เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ โรคดังกล่าวทำให้เขาลืมกีฬาฟุตบอล สิ่งที่สำคัญกับชีวิตของเขามาโดยตลอดไปเสียแล้ว ...

 10

"มันเป็นเรื่องน่าเศร้านะที่เขาหลงลืมกีฬาฟุตบอล ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญกับชีวิตของเขามาโดยตลอดไปเสียแล้ว เขาไม่ได้ดูการแข่งขันฟุตบอลหรือกีฬาไหนๆ อีก แม้เราได้ติดรูปภาพต่างๆ ของครอบครัวและงานของเขาไว้ที่ห้องด้วย แต่ดูเหมือนเขาจะจำมันไม่ได้เลย" วิคกี้ ฮิลดิทช์ ลูกสาวของแฮร์ริสันที่ออกเรือนไปมีสามีแล้วเผย

"อันที่จริง เขายังดูจะจำชื่อของนักฟุตบอลได้อยู่บ้างและพูดถึงชื่อเหล่านั้นอยู่เรื่อยๆ แต่ฉันคิดว่าเขาคงไม่รู้แล้วว่าพวกเขาเป็นใคร บางทีถ้าพวกเขามาหา เขาเองอาจจะจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ"

 11

อย่างไรก็ตาม แม้ความทรงจำจะค่อยๆ เลือนหาย แต่เมื่อยังพอจำชื่อคนที่เคยผูกพันได้ ทางครอบครัวก็รู้สึกว่ามีหวัง พวกเขาจึงพยายามติดต่อเหล่าลูกศิษย์ และก็ไม่ต้องรอนาน พอล สโคลส์, แกรี่ เนวิลล์ และ ไรอัน กิ๊กส์ สมาชิกแก๊ง Class of '92 ก็เดินทางไปหาอาจารย์คนนี้ถึงที่เป็นกลุ่มแรก หลังจากนั้นแทบทุกคนที่เคยเป็นลูกศิษย์ก็ตามมา รวมถึง เดวิด เบ็คแฮม ที่เติบใหญ่กลายเป็นคนดังที่ทั้งโลกก็รู้จักด้วย ซึ่งครอบครัวแฮร์ริสันยอมรับว่า ทุกคนล้วนน่ารักสมกับที่เคยผ่านการประคบประหงมของชายผู้นี้จริงๆ

ขอบคุณครับคุณครู

ผลงานที่สรรค์สร้างให้วงการฟุตบอลของอังกฤษ ทำให้แฮร์ริสันได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น MBE เมื่อปี 2018 แต่เนื่องจากเจ้าตัวไม่สามารถเดินทางไปที่กรุงลอนดอนได้ พิธีการจึงถูกจัดขึ้นที่สนามเหย้าของ ฮาลิแฟกซ์ ทาวน์ สโมสรบ้านเกิดของเขา ซึ่งแม้ทางครอบครัวจะไม่แน่ใจว่ามันสายเกินกว่าที่จะช่วยเยียวยาโรคที่เป็นอยู่หรือไม่ แต่ทุกคนก็ภูมิใจกับเกียรติยศนี้เป็นอย่างมาก

 12

อย่างไรก็ตาม วันสุดท้ายของทุกคนล้วนย่อมมาถึงเป็นธรรมดา … เอริก แฮร์ริสัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2019 หลังจากวันเกิดอายุครบ 81 ปีเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เพียงไม่กี่วัน นำมาซึ่งความอาลัยและระลึกถึงของทุกคนที่เคยร่วมงานด้วย

"อันที่จริง เอริกนั้นโหดกับผมและทุกคนมากนะ แต่ทั้งหมดก็มีเหตุผลเพื่อให้เราพัฒนาไปในทางที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมชอบและเคารพเขาเป็นอย่างมาก" โคลิน เมอร์ด็อก อดีตเด็กฝึก แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ไปได้ดีกับสโมสรอย่าง เปรสตัน, ฮิเบอร์เนี่ยน และ ร็อตเธอร์แฮม จนติดทีมชาติไอร์แลนด์เหนือเผยถึงสิ่งที่เขาได้จากอาจารย์ผู้นี้

"คุณภาพที่เขามีนี่แหละคือสิ่งที่ฟุตบอลสมัยใหม่ขาด เดี๋ยวนี้โค้ชจำนวนมากไม่กล้าที่จะให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าผู้เล่นแต่ละคนยังขาดอะไรเพราะกลัวว่าเด็กจะเสียกำลังใจ ผลก็คือนักเตะเหล่านั้นไม่อาจเติบโตได้อย่างที่ควรจะทำได้ เพราะหลายคนคิดว่าทำได้ดีแล้ว ทั้งที่จริงๆ นั้นยังไม่ดีพอ"

และแม้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะมีบทบาทที่สำคัญยิ่งกับความสำเร็จที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผงาดสู่ความยิ่งใหญ่ในโลกลูกหนัง แต่ "เซอร์ อเล็กซ์" ก็ยอมรับด้วยความชื่นชมว่า หากไม่มี เอริก แฮร์ริสัน ทีมปีศาจแดงอาจไม่ประสบความสำเร็จได้ถึงขนาดนี้ …

 13

"ผมรู้สึกโชคดีนะที่มีเอริกเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาเยาวชนให้กับทีม แน่นอน ทุกการทำงานของเขาอยู่ในสายตาของผมตลอด และไม่ใช่แค่ Class of '92 เท่านั้น แต่เขาได้สร้างนักเตะเยาวชนชั้นยอดมามากมาย ซึ่งนอกจากคาแร็คเตอร์นักสู้ผู้มุ่งมั่นที่ใส่เข้าไปแล้ว เขายังช่วยให้ดาวรุ่งทุกคนพร้อมที่จะก้าวไปสู่อนาคตอันสดใสอีกด้วย"

"เขาคือคุณครูที่แท้จริง เป็นเหมือนเทียนที่ส่องให้นักเตะเห็นเส้นทางและทางเลือกต่างๆ ด้วยการทำงานอย่างหนักและความเสียสละ ซึ่งสิ่งที่เขาสอนสั่งให้กับเด็กๆ นี่แหละทำให้เขาเป็นหนึ่งในโค้ชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ..."

"และแน่นอน ผมภูมิใจมากๆ ที่มีเขาอยู่กับทีมของเรา" ยอดกุนซือแดนสก็อตต์กล่าวทิ้งท้าย