[Opinion] : "โรเมลู ลูกากู" กับบทบาทใหม่ เพื่อความอยู่รอดในทัพปีศาจแดง

[Opinion] : "โรเมลู ลูกากู" กับบทบาทใหม่ เพื่อความอยู่รอดในทัพปีศาจแดง
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

ย้อนกลับไปในช่วงซัมเมอร์ปี 2017 โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดึงเอา โรเมลู ลูกากู จาก เอฟเวอร์ตัน มาเสริมความโหดให้แนวรุกด้วยค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์ และเมื่อรวมกับผลงานความสามารถแล้ว ทำให้แน่นอนว่านี่คือดาวยิงตัวหลักของทัพปีศาจแดงไปอีกนานได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ฤดูกาลแรกของ เทพรอม ในฐานะแข้ง ผีแดง ไปได้ค่อนข้างสวยเพราะถึงแม้จะไม่มีแชมป์อะไรติดไม้ติดมือ แต่ก็ยิงได้มากถึง 27 ประตูจาก 51 เกมในทุกรายการ

lukaka3
จุดเปลี่ยนครั้งแรกของ ลูกากู มาถึงเมื่อทีมเกิดวิกฤติมากมายหลายอย่างจนส่งผลให้ฟอร์มการเล่นตกลงไปจากเดิมมาก จนกระทั่งจากกองหน้าตัวความหวังกลายเป็นตู้เย็นเคลื่อนที่ที่แฟน ๆ เอาไปล้อเลียนกันสนุกสนานครื้นเครงไม่เว้นแต่ละสัปดาห์

หลังจากที่ โอเล กุนนาร์ โซลชา เข้ามารับงานกุนซือแทน เดอะสเปเชียลวัน เมื่อปลายปี 2018 ฟอร์มของ ลูกากู ก็ดูเหมือนจะกลับคืนมาพร้อม ๆ กันกับรูปแบบการเล่นที่ดีขึ้นด้วย เพราะยิงได้ 2 นัดติดต่อกันแม้จะถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง

lukaka
เชื่อว่าตอนนั้นคอบอลหลายคนรวมถึงตัวของ ลูกากู เองก็น่าจะเริ่มมั่นใจแล้วว่าทุกอย่างจะต้องไปได้สวยอย่างแน่นอน

แต่แล้วทุกอย่างที่เคยคาดหวังเอาไว้ว่าจะดีกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะดูเหมือนว่า โซลชา จะถูกใจสไตล์การเล่นของ มาร์คัส แรชฟอร์ด มากกว่า แถมเจ้าหนูวันเดอร์คิดยังยิงประตูสำคัญ ๆ ให้ฝากความหวังไว้ได้ในทุก ๆ เกมการแข่งอีกด้วย

สิ่งสำคัญคือ ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาใช้สไตล์เปิดเกมบุกแบบเต็มตัว ขณะเดียวกันก็เพิ่มสปีดในการเข้าทำบนพื้นที่สุดท้ายมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้ ลูกากู ที่เคยชินกับการใช้ความแข็งแกร่งพักบอลในแดนหน้าจากยุค มูรินโญ่ เกิดปัญหาขึ้นในแง่ของการปรับตัวทันที

lukaka5
จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นักที่เราเห็นดาวยิงทีมชาติ เบลเยียม คนนี้ต้องตกเป็นตัวสำรองของ แรชฟอร์ด แทบจะถาวรจนกูรูหลายคนทำนายว่า อนาคตในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด คงหมดลงหลังจบฤดูกาลนี้เป็นแน่

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่ากันตามสไตล์ของ ลูกากู ที่เคยเล่นมาสมัยอยู่กับ ?เอฟเวอร์ตัน จะเห็นว่าเขาคือศูนย์หน้าประเภทที่ใช้ความเร็วโจมตีแนวรับฝ่ายตรงข้ามจากด้านกว้างมากกว่าที่จะมาพักบอลอยู่ตรงกลางเหมือนอย่างที่เราเคยชิน

และตัว โซลชา เองก็เคยลองให้เจ้ารอมได้ใช้ความสามารถที่แท้จริงเพื่อช่วยเหลือทีมมาแล้วทั้งในฐานะตัวสำรอง และออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 1 ครั้งในวันที่เสมอ เบิร์นลีย์ 2-2 ซึ่งแม้จะทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจ แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่น่าจับตามอง

lukaka4
สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับ ลูกากู เองว่าเขาจะยอมปรับตัวเข้ากับบทบาทใหม่ที่ โซลชา พยายามมอบให้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งมันคือสไตล์เดิมที่เจ้าตัวอาจจะลืมไปบ้างแล้ว แต่ถ้าหากยังอยากจะหาทางรอดในฐานะนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สิ่งเดียวที่นายต้องทำคือ "คว้าโอกาสนั้นเอาไว้ และใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด" ก็พอ และมันอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญบนเส้นทางลูกหนังของ ลูกากู อีกครั้งก็ได้เช่นกัน