คลื่นยักษ์ยังดับ(ฝัน)ไม่ลง : มาร์ตูนิส นักเตะอาชีพที่รอดตายจากสึนามิตอน 7 ขวบ

คลื่นยักษ์ยังดับ(ฝัน)ไม่ลง : มาร์ตูนิส นักเตะอาชีพที่รอดตายจากสึนามิตอน 7 ขวบ
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"สวัสดีผมชื่อ มาร์ตูนิส เป็นนักฟุตบอลอาชีพ" ดาวเตะวัย 17 ปี ของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน คนใหม่กล่าวแนะนำตัวเองในการสัมภาษณ์กับสื่อดังอย่าง ESPN เมื่อปี 2015 จากนั้น เขาพูดถึงเหตุการณ์เมื่อ 11 ปีก่อน ที่เขาเกาะต้นโกงกางลอยคอเหนือคลื่นยักษ์เป็นเวลาถึง 21 วัน

ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนไร้แรงต่อต้านหากเผชิญหน้ากับธรรมชาติ...

ภัยธรรมชาติไม่เคยไว้หน้าใคร เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วยากที่จะหาสิ่งใดมาหยุดได้ มันไม่เคยเลือกว่าใครเป็นคนดี ใครเป็นคนเลว ใครเป็นโจร ใครเป็นมหาเศรษฐี

ประเทศไทยจดจำวันแห่งการสูญเสียเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2004 ได้เป็นอย่างดี ในช่วงที่นักท่องเที่ยว และชาวไทยหลายคนกำลังฉลองวันคริสต์มาสควบด้วยปาร์ตี้ส่งท้ายปี "คลื่นยักษ์" จากท้องทะเลก็มาโจมตี โดยที่ไม่มีใครได้เตรียมตัว มันถล่มประเทศไทยที่ 3 จังหวัดสำคัญทางภาคใต้ ภูเก็ต, พังงา, และกระบี่ ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 คน สูญหายอีกกว่า 2,800 คน และทำให้เด็กต้องกำพร้าพ่อแม่อีกกว่า 1,480 คน… นับตั้งแต่วันนั้นมาคนไทยรู้จัก "สึนามิ" เป็นอย่างดี

 

หากแต่บ้านเมืองของเราไม่ใช่เพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่โดนคลื่นยักษ์จากธรรมชาติเล่นงาน เพื่อนบ้านทางใต้ของเราอย่างประเทศอินโดนีเซีย คือ ชาติที่สูญเสียและเสียหายมากที่สุด จากการที่เป็นจุดศูนย์กลางของเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งพรากชีวิตคนไปกว่า 130,000 คน และผู้คนกว่า 5 แสนชีวิต ต้องไร้ที่อยู่อาศัย หลายครอบครัวต้องพลัดพรากจากกันไปแบบไม่มีวันหวนคืน

ในความเจ็บช้ำที่ไม่อาจหาอะไรมาเทียบ แม้แต่ผู้ใหญ่ยังยากจะรับได้ แต่มีเด็กน้อยอยู่ 1 คน ที่ไม่ยอมแพ้ต่อ สึนามิ เขาลอยคอท่ามกลางน้ำทะเลหลัง “สึนามิ” ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติการณ์ และบอกตัวเองว่า "ยังตายไม่ได้"   

นี่คือเรื่องของ มาร์ตูนิส เด็กน้อยที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอมสละเวลาเดินข้ามน้ำข้ามทะเลมาพบกับเขาถึงอินโดนีเซียด้วยตัวเอง และได้มอบบางสิ่งไว้ให้เจ้าหนู มาร์ตูนิส ในวัย 8 ขวบ ก่อนจะรู้ตัวอีกที เด็กน้อยจากแดนอิเหนาคนนี้กลายเป็นรุ่นน้องของเขาที่ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ไปเสียแล้ว...

สึนามิ บ็อกซิ่งเดย์

มาร์ตูนิส เด็กน้อยชาวพื้นเมืองจาก บันดา อาเจะห์ ในประเทศอินโดนีเซีย กำลังตื่นเต้นกับวันคริสต์มาส ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ในวัย 7 ปี สำหรับเด็กๆ ทุกคนนี่คือเทศกาลที่จะได้แกะกล่องของขวัญจากพ่อ-แม่ หรือญาติผู้ใหญ่คนอื่นๆ แม้มันจะเป็นขนบของชาวคริสต์แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเทศกาลที่ทั่วโลกมีส่วนร่วมอย่างไม่ต้องสงสัย

 1

คืนวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2004 เป็นค่ำคืนที่ทั่วทั้งเกาะต่างเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนานและสุดเหวี่ยง แม้บ้านของ มาร์ตูนิส จะไม่ได้ร่ำรวย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ และลูกๆ อีก 3 คนร่วมกันรับประทานอาหารค่ำภายใต้บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุข ก่อนวันที่ 26 ชีวิตจะวนเข้าสู่วิถีเดิมนั่นคือการตื่นมาเพื่อสู้งานกันต่อไป...

ไก่ขันยังไม่ทันไร มาร์ตูนิส ตื่นขึ้นพร้อมกับสิ่งเดิมๆ ที่ทำในทุกๆ วัน เด็กน้อยวัยแค่ 7 ขวบ คว้าลูกฟุตบอลได้ก็รีบวิ่งหน้าตั้งไปที่โรงเรียน เขานัดแนะกับเพื่อนๆ ในละแวกเดียวกันอีกหลายคน เพื่อไปเตะฟุตบอลกัน ก่อนออกจากบ้านพ่อของเขาบอกว่า "ไปเตะบอลเถอะ แล้วตอนบ่ายอย่าลืมเข้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษล่ะ"

เด็กน้อยแค่พยักหน้ารับคำก่อนจะวิ่งไปแจ้นไปหาเพื่อนๆที่รออยู่ เด็กๆกำลังวิ่งไล่ลูกฟุตบอลลูกเดียวกันอย่างสนุกสนาน แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าห่างออกไป ณ มหาสมุทรอินเดีย มีสัญญาณร้ายเกิดขึ้น...

การยุบตัวของเปลือกโลกใต้มหาสมุทร สร้างความรุนแรงของแผ่นดินไหวอยู่ระหว่างแมกนิจูด 9.1 ถึง 9.3 ทำให้แผ่นดินไหวครั้งนี้นับเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงเป็นอันดับที่สามตามที่เคยวัดได้จากเครื่องวัดแผ่นดินไหว (Seismometer)… สิ่งที่ตามมาคือคลื่นยักษ์ความสูงระดับ 30 เมตร กำลังมุ่งหน้ามายังตอนเหนือของอินโดนีเซีย เมือง บันดา อาเจะห์ ซึ่งตั้งอยู่ในเกาะสุมาตรา

 2

"ก่อน สึนามิ ในปี 2004 จะมา ตอนนั้นผมอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ อินโดนีเซีย ผมมีพี่สาว 1 คน และน้องสาวอีก 1 คน ส่วนตัวผมยังเรียนในระดับอนุบาลอยู่เลย" เขาย้อนความหลังที่จำได้ชัดเจนไม่เปลี่ยน หลังจากที่คลื่นยักษ์จะซัดเข้าใส่ที่อยู่ของเขาและครอบครัว

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ภัยธรรมชาติไม่เคยไว้หน้าใคร… ทันทีที่มันมาถึง บันดา อาเจะห์ ทุกอย่างราบเป็นหน้ากลอง ตึกรามบ้านช่อง สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รับความเสียหายเท่าๆกัน และที่ลืมไม่ได้เลยคือโรงเรียนที่มาร์ตูนิสกับเพื่อนๆ กำลังเตะฟุตบอลกันอยู่อย่างไม่ทันได้รู้ตัว

 3

"เช้าวันที่ 26 ธันวาคม ปี 2004 ผมเล่นฟุตบอลอยู่กับเพื่อน รู้ตัวอีกก็เกิดแผ่นดินไหว และอึดใจเดียวเสียงดังสนั่นและคลื่นกำลังไล่หลังพวกเราเข้ามา แผ่นดินไหวใต้ดินทำให้มันเกิดขึ้น คลื่นยักษ์สึนามิ วิ่งตรงมาจากมหาสมุทรอินเดีย สู่เกาะสุมาตราที่เป็นบ้านของผมเอง"

"เมื่อคลื่นยักษ์มาถึง ผมจึงเริ่มวิ่ง แต่ยิ่งวิ่งผมก็ยิ่งแยกห่างจากคนในครอบครัว"

มาร์ตูนิส วิ่งก็จริง แต่ไม่ได้วิ่งหนีคลื่นสึนามิ ที่ที่เขาจะไปคือบ้านของเขาที่อยู่ใกล้ๆ ตอนนั้นพ่อและพี่สาวของเขาออกไปทำงานนอกบ้าน จึงเหลือแต่แม่และน้องสาวของเขาเท่านั้นที่ยังอยู่ในบ้านและยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเกิดอะไรต่อจากนี้  

เขาวิ่งไปจนถึงบ้านก่อนจะวิ่งหลบเข้าไปในรถและหวังว่าจะป้องกันน้ำได้ 3 คนแม่ลูกจับมือกันแน่น แต่สิ่งที่แน่นกว่าคือมวลน้ำที่หนุนขึ้นอย่างรวดเร็ว มันบีบอัดกระจกจนแตกพร้อมกันกับการกระชากให้การจับมือกันของทั้ง 3 คนหลุดออกจากกัน ก่อนจะดึงเอาแม่และน้องสาวของเขาออกไป ทิ้งให้ มาร์ตูนิส ลอยคอเพียงลำพัง จากสถานการณ์ที่แย่ขนาดนั้น เด็กในวัยแค่ 7 ขวบ ก็จินตนาการไปไกลว่าโลกมาถึงจุดจบแล้ว เหมือนกับพวกนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องชอบพูดถึงในโทรทัศน์

 4

"ผมไม่คิดว่าผมจะรอดหรอกนะในตอนนั้น ผมคิดว่าโลกเดินทางมาถึงจุดจบแล้ว" เขาเล่าย้อนกลับไปยังความคิดแรกที่รู้สึกหลังจากเจอคลื่นที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเล่นงาน

ตัวของมาร์ตูนิสลอยไปติดต้นโกงกาง ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอความช่วยเหลือ เขายังเด็กเกินไปที่จะคิดอะไรได้มากกว่านั้นในช่วงแรกๆ แต่เมื่อวันแล้ววันเล่าผ่านไป ว่าเมื่อมาถึงจุดที่แย่ที่สุด มนุษย์มักจะเจอกับวิธีรับมือที่คาดไม่ถึง

จากความกลัวเปลี่ยนเป็นความกล้า เขาเริ่มคิดถึงไปทิศทางที่ดีมากขึ้นเมื่อมีสติ เขาหวังว่าแม่กับน้องสาวยังไม่ตาย พี่สาวกับพ่อที่ไปทำงานนอกเมืองจะปลอดภัย รวมถึงคุณปู่ของเขาด้วย "เราจะตายตอนนี้ไม่ได้ อย่าได้กลัวเลย" จากนั้นเขาจึงเริ่มบอกตัวเองว่าต้องรอด ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว เขาผ่านเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตมาแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน

"ผมไม่รู้สึกกลัวเลยในเวลานั้น เพราะผมต้องการมีชีวิตอยู่เพื่อพบครอบครัวของผม… และเป็นนักฟุตบอลอาชีพ" ซีรี่ส์การเอาตัวรอดจึงเริ่มต้นหลังจากนั้น

21 วันบนต้นโกงกาง

จะหยุดธรรมชาติก็ต้องใช้ธรรมชาติ… ในขณะที่สิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างรถยนต์, อาคาร และ บ้านเรือน ไม่สามารถต้านทานคลื่นยักษ์ได้ แต่สิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่าง "ต้นโกงกาง" ต้นไม้บริเวณป่าชายเลนที่หยั่งรากลึกลงในโคลน พวกมันมักจะอยู่รวมกลุ่มกันจนสามารถต้านทานแรงน้ำได้ แม้แต่คลื่นยักษ์ก็ไม่สามารถทำให้มันแยกออกจากพื้นดินได้

 5

น้ำไม่มีทีท่าว่าจะลด มาร์ตูนิสไม่มีทางเลือกนักนอกจากการลอยคออยู่บนต้นโกงกาง มันอาจจะไม่ทำให้เขาสบายเหมือนกับอยู่บนพื้นดิน แต่ที่แน่ๆคือมันทำให้เขาปลอดภัยจากการถูกทะเลกลืนกลับลงไปยังห้วงมหาสมุทร

ความแน่วแน่ที่จะต้องรอดชีวิตเพื่อกลับไปหาครอบครัวหนักแน่นพอกับรากของต้นโกงกางที่ยึดกับพื้นดิน เขาอยู่บนนั้นกว่า 21 วัน นี่คือสิ่งที่เด็ก 7 ขวบเห็นในช่วงเวลา 3 อาทิตย์

"ผมเกาะเก้าอี้ของโรงเรียนจนลอยมาติดที่ชายหาดและเจอต้นโกงกาง ผมไม่มีความคิดอะไรมากนักในตอนนั้น ผมหิว ผมกระหาย และตอนนั้นมีซากศพลอยอยู่เต็มไปหมด" นี่คือวิวทิวทัศน์ที่แย่ที่สุดเท่าที่ใครจะจินตนาการได้

สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนั้นคือการมองหาของเล็กๆน้อยๆในการดำรงชีพอย่าง อาหาร และ น้ำดื่ม ที่ลอยมาตามน้ำประทังชีวิต แม้จะฟังดูเหมือนเรื่องราวจากภาพยนตร์เอาชีวิตรอดและดูน่าสนุก แต่ความจริงแล้วแสนทรมาน เพราะมาร์ตูนิส มีน้ำเหลือให้ดื่มสำหรับระยะเวลาแค่ 5 วันเท่านั้น นั่นเท่ากับว่าอีก 16 วันที่เหลือเขาต้องอยู่แบบตามมีตามเกิด และหวังว่าจะมีความช่วยเหลือจากโลกภายนอกมาพบเขาในสภาพที่อิดโรยเช่นนี้

"ผมมองลอดผ่านต้นโกงกางหาดูพวกอาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำดื่มที่บรรจุขวด และเริ่มสะสมไว้ แต่ 5 วันหลังจากนั้นเสบียงของผมก็ไม่เหลือเลย ผมรอดชีวิตด้วยตัวเองจนนับๆ ดูแล้วมันก็ผ่านไปถึง 20 วัน"

แม้จะดูสิ้นไร้ไม้ตอก แต่สำหรับเด็กอายุ 7 ย่าง 8 ขวบ การเอาตัวรอดด้วยตัวคนเดียวในระยะเวลาเกือบ 1 เดือนมันคือปาฎิหาริย์อย่างแท้จริง มาร์ตูนิสทำหน้าที่ของตัวเองชนิดที่ว่าแม้แต่พระเจ้าก็ต้องยอมปรบมือให้ หลังจากนั้นก็เหลือเพียงปาฎิหาริย์หนที่ 2 เท่านั้นที่จะทำให้เขาได้สานฝันกลับมาพบครอบครัว และเป็นนักฟุตบอล

ปาฎิหาริย์

ปาฎิหาริย์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณได้พยายามมากพอ นี่ไม่ใช่คำคมแต่เพื่อนเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ความช่วยเหลือจากสหประชาชาติและองค์กรต่างเดินทางมาถึงอินโดนีเซีย และหลายประเทศที่ประสบภัย หนึ่งในนั้นคือองค์กร Save The Children เพื่อตามหาเหล่าเด็กๆ ที่มีชีวิตรอด และช่วยเหลือสิ่งที่เด็กเหล่านั้นขาดไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ครอบครัวที่จะรับไปอุปการะดูแล รวมถึงเรื่องของการศึกษา

 6

องค์กร Save The Children ส่งอาสาสมัครออกตามหาผู้มีชีวิตรอดหลังจากน้ำเริ่มลด และ มูฮัมหมัด ฮัตตา คือ คนที่แรกที่เดินลุยเข้าไปในบริเวณป่าโกงกาง ก่อนจะพบ มาร์ตูนิส ในสภาพที่กำลังอิดโรยสุดขีด เพราะขาดน้ำมาหลายวัน

ฮัตตา พกกล้องถ่ายรูปมา 1 ตัว เขาจัดการถ่ายภาพของ มาร์ตูนิส ไว้ในวันนั้น ก่อนที่เรื่องราวของเขาจะแพร่กระจายออกไปตามสื่อต่างๆทั่วโลก เรื่องราวของเด็กน้อยในเสื้อทีมชาติโปรตุเกส กลายเป็นประเด็นโด่งดังไปทั่วประเทศ แต่ตัวของมาร์ตูนิสไม่ได้สนใจ เขาต้องตามหาครอบครัวหลังจากที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

ความช่วยเหลือมาถึงแล้ว มาร์ตูนิสถูกแบกกลับมายังแคมป์ผู้ประสบภัย แม้เขาจะรอดราวปาฎิหาริย์ แต่ชีวิตจริงไม่ใช่ละคร มีสมหวังก็ต้องมีผิดหวัง เขาพบว่าแม่และน้องสาวที่เขาปล่อยหลุดมือไปจากการโดนน้ำซัดในรถเสียชีวิต ส่วนพี่สาวก็เช่นกัน ตอนนั้นเขาคิดว่า พ่อและปู่ของเขาก็คงไม่รอดแน่...

"ทุกคนไปหมดแล้ว ผมแทบไม่เหลือคนในครอบครัวเลย" เศร้าแค่ไหนแต่ มาร์ตูนิสก็ต้องไปต่อ

ทว่าหลังจากนั้นไม่นานในช่วงที่มาร์ตูนิสกำลังเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มีชายคนหนึ่งอ้างว่าเป็นพ่อของเขา ตอนแรกทาง Save The Children ยังไม่ปักใจเชื่อนักและพยายามเรียกหาหลักฐานความจริง

จนกระทั่งพวกเขาได้เห็นทั้งสองคนวิ่งเข้ามากอดกันและร่วมกันร้องไห้ มันคือความดีใจที่เกิดขึ้นบนความเสียใจ สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องในวันนั้นแม้แต่พยาบาลและอาสาสมัครต่างไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ ความรักของพ่อที่มีต่อลูกคือหลักฐานที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว และไม่เพียงเท่านั้น คุณปู่ของมาร์ตูนิส ยังเป็นผู้รอดชีวิตอีกรายจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

ปาฎิหาริย์ EP.2

มาร์ตูนิสตกเป็นข่าวโด่งดังในประเทศโปรตุเกสทันที เพราะเขาสวมเสื้อทีมชาติโปรตุเกสหมายเลข 10 ของ รุย คอสต้า ขณะถูกพบตัว และเขาก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า "ผมไม่รู้สึกกลัวเวลานั้นเลย เพราะผมต้องการมีชีวิตอยู่เพื่อเจอหน้าครอบครัวของผมและเป็นนักฟุตบอลอาชีพ"

 7

คำพูดดังกล่าวได้ใจคนโปรตุเกสไปทั้งประเทศ รวมถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ด้วย โดยตอนนั้น CR7 ซึ่งค้าแข้งอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงขนาดบริจาคเงินสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับมาร์ตูนิสกับครอบครัวเลยทีเดียว และหาโอกาสไปพบหน้าเด็กน้อยคนนี้ถึงอินโดนีเซียเลยทีเดียว

"ผมเชื่อว่าเรื่องนี้แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ไม่สามารถรับมือได้หากเจอเรื่องแบบที่เขาเจอ พวกเราต้องเคารพมาร์ตูนิส การกระทำของเขาเข้มแข็งเกินวุฒิภาวะ เด็กคนนี้มีพลังวิเศษ" โรนัลโด้ กล่าวถึงเด็กน้อยที่เขาพร้อมสนับสนุนทุกเรื่องเพื่ออนาคตที่สดใส

 8

สหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสเองก็พร้อมจะช่วยเหลือเขาเช่นกัน หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือทีมชาติในขณะนั้น, ยูเซบิโอ ตำนานนักเตะแดนฝอยทอง และคนใหญ่คนโตในวงการฟุตบอลต่างยื่นมือช่วยสนับสนุนมาร์ตูนิสกับครอบครัว แรงขับเคลื่อนเหล่านี้ทำให้เด็กน้อยเติบโตพร้อมกับความหวังที่จะผลิบานเป็นนักฟุตบอลให้ได้ คนที่ตายได้จากไปแล้ว ส่วนคนที่อยู่ก็ต้องทำในสิ่งที่ตัวเองต้องทำ มาร์ตูนิสเองก็เช่นกัน อดีตยังคงอยู่ในหัวใจเพียงแต่ว่าปัจจุบันเขาต้องไปต่อเพื่ออนาคตและความฝัน

ขณะที่เวลาผ่านไป โลกมีเรื่องต่างๆให้สนใจมากขึ้น เรื่องราวของมาร์ตูนิสกลายเป็นประเด็นที่ค่อยๆถูกลืมไป ไม่มีใครพูดถึงเหมือนครั้งอดีต แต่ภายใต้สปอตไลท์ที่ปิดลง เขายังคงทำงานหนักทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกปรือฝีเท้า และการเป็นจิตอาสาเพื่อตอบแทนหลายๆสิ่งที่ทำให้เขามีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้

เผลอแว่บเดียวจากเหตุการณ์สึนามิครั้งนั้นก็ผ่านมา 9 ปี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เคยเป็นแค่ดาวรุ่งของยูไนเต็ด กลายเป็น 1 ในนักเตะที่ดีที่สุดของโลก เขาทำหน้าที่เพื่องานการกุศลเหมือนเช่นเคย และในปี 2013 โรนัลโด้กลับไปที่อินโดนีเซียอีกครั้งในฐานะตัวแทนองค์กรอนุรักษ์ป่าชายเลนในอินโดนีเซีย

เรื่องราวดูเหมือนกับเตี๊ยมกันไว้ ในการมาอินโดนีเซียครั้งนั้น โรนัลโด้ ได้พบกับ มาร์ตูนิส เด็กชายที่เขาเคยอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นทูตของโครงการนี้เช่นกันโดยมีแรงบันดาลใจจากการรอดชีวิตในครั้งนั้นนั่นเอง ทั้งสองคนช่วยกันปลูกต้นโกงกาง ต้นไม้ที่ช่วยให้พวกเขาได้มาพบกันแม้อยู่ไกลกันคนละโลก ซึ่งการพบกันหนที่สองยิ่งเป็นการส่งพลังให้มาร์ตูนิสมีแรงตามความฝันตัวเองมากกว่าเดิม

 9

ในวัย 17 ปี เขาได้เล่นให้กับสโมสรในดิวิชั่น 3 ของประเทศอินโดนีเซีย ที่ชื่อว่า PSAP Sigli ไม่มีบันทึกสถิติใดๆ มากมายนักเพราะถือว่าเป็นลีกที่เล็กมาก แต่ที่สุดแล้วเรื่องเซอร์ไพรส์ก็ต้องเกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง เพราะในปี 2015 สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมดังระดับหัวแถวของโปรตุเกส เรียกตัวเขามาทดสอบฝีเท้ากับทีมชุดอคาเดมี่ ก่อนที่ทั้งสองฝั่งจะไม่ได้พูดคุยอะไรกันเยิ่นเย้อ พวกเขายื่นสัญญานักฟุตบอลอาชีพให้กับ มาร์ตูนิส เป็นระยะเวลา 2 ปี

"ผมมีความสุขมากที่ได้มาอยู่กับ สปอร์ติ้ง มันคือความฝันที่เป็นจริงผมไม่อาจหวังอะไรได้มากกว่านี้อีกแล้ว" มาร์ตูนิสกล่าวสั้นๆ เพียงเท่านี้ในวันที่เขาขึ้นเวทีเซ็นสัญญากับสโมสรในวันที่ 5 กรกฎาคม

 10

จากเด็กชายที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เคยช่วยเหลือ บัดนี้ มาร์ตูนิสได้ตามรอยฮีโร่ของเขาแล้ว เขาได้เล่นในทีมที่โรนัลโด้เคยลงเล่น ม้านั่งสำรองที่โรนัลโด้เคยนั่ง และห้องแต่งตัวที่โรนัลโด้เคยใช้ ก่อนจะกลายเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียง เขาไม่อาจจะหวังอะไรได้มากกว่านี้ตามที่เขาได้กล่าวไว้จริงๆ

แม้ช่วงเวลา 2 ปีกับสปอร์ติ้ง เขาจะไม่เคยได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่เลยแม้แต่หนเดียว และหลังหมดสัญญาฉบับดังกล่าว มาร์ตูนิสเองก็ออกจากสโมสร หลังจากนั้นเขาได้ย้ายไปสังกัดทีม PS TNI ในลีกบ้านเกิด ก่อนถูกปล่อยตัวอีกครั้งจากอาการบาดเจ็บ และกลายเป็นนักฟรีเอเย่นต์จนถึงทุกวันนี้ เอาล่ะเขาไม่ใช่นักฟุตบอลที่เก่งกาจอะไรหากนับจากสถิติที่พออ้างอิงได้ แต่เราจะสามารถเรียกร้องอะไรจากเขาได้อีกล่ะ?

21 วันบนป่าโกงกาง จาก อาเจะห์ ถึง ลิสบอน เรื่องราวความเข้มแข็งของมาร์ตูนิสจะถูกจดจำในฐานะ "ผู้ชนะ" เสมอ เพราะแม้แต่ภัยธรรมชาติก็คว่ำเขาไม่ลง

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!