6 ประเด็นร้อนหลังเกม ผีแดง บุกพ่าย ค้างคาว 1-2

6 ประเด็นร้อนหลังเกม ผีแดง บุกพ่าย ค้างคาว 1-2
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

ไม่มีดราม่าสำหรับกลุ่มนี้ เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้าที่ 2 ไปตามระเบียบจากการแพ้ บาเลนเซีย แม้ว่า ยูเวนตุส จะบุกไปแพ้ ยังบอยส์ แบบช็อก ด้วยสกอร์ 1-2 เหมือนกันก็ตาม 

ไปดูกันว่ามีประเด็นอะไรทีน่าสนใจเกิดขึ้นบ้างในเกมนัดดังกล่าว

1. ไบญี ยังกู้ฟอร์มไม่ได้Robbie Jay Barratt - AMA/GettyImages แม้จะมีโอกาสกลับมาลงสนามอีกครั้งจากการที่ 2 เซ็นเตอร์ตัวหลักอย่าง คริส สมอลลิง กับ วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ ได้รับบาดเจ็บ แต่ เอริค ไบญี กลับดูเหมือนจะยิ่งทิ้งโอกาสของตัวเองในการกลับคืนสู่ทีมออกไปเรื่อย ๆ เมื่อเขาผิดพลาดง่าย ๆ จนทำให้ทีมพ่ายในเกมนี้

ครึ่งแรกในนาทีที่ 17 บาเลนเซีย ได้ลุ้นประตูจากการที่ มินา ได้โอกาสเปิดเขาเขตโทษจากทางขวา โจนส์ โขกสกัดไปเขาทาง โซเลร์ ได้ยิงดาบสองในเขตโทษ บอลไม่น่ามีอะไรเพราะตรงตัว ไบญี แต่กลายเป็นว่าบอลลอดขาเขาเข้าประตูหน้าตาเฉย ส่วนลูกที่ 2 ในครึ่งหลัง ไบญี เสียตำแหน่งในเกมรับจนทำให้ บัตชูอายี มีช่องวิ่ง แม้ว่าศูนย์หน้าชาวเบลเยียมจะไม่ได้บอล แต่การวิ่งกดดันของเขาทำให้ ฟิล โจนส์ ที่ถึงบอลก่อนทำเข้าประตูตัวเองไปแบบงง ๆ 

ฟิล โจนส์ เป็นอีกคนที่ต้องรับผิดชอบ แต่เมื่อดูจากสไตล์การเล่นที่ต้องยอมรับว่า โจนส์ ดูเข้าปะทะแม่นกว่าแล้ว โอกาสของ ไบญี ก็ยิ่งริบหรี่ไปทุกที (จริง ๆ ก็ริบหรี่ทั้งคู่นั่นแหละ)

2. ความเชื่อใจที่หาได้ยากเหลือเกินจากนักเตะ ปีศาจแดงSoccrates Images/GettyImages การที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เข้ารอบไปแล้วทำให้พวกเขาสามารถใช้โอกาสนี้เก็บเหล่าตัวหลักไปพัก และเอาพวกตัวสำรองลงมาเคาะสนิมได้บ้าง แต่ดูเหมือนสนิมคงจะเกาะเหล่าแข้งที่ว่าหนาจนเกินไป เมื่อพวกเขาไม่สามารถสร้างความไว้ใจให้กุนซือหน้าเครียดได้เลยแม้แต่น้อย

4 แผงหลังและ 1 นายประตู ทำหน้าที่ได้แย่ แม้จะไม่ได้แย่สุด ๆ แต่ก็เห็นชัดเจนว่ามีปัญหา เมื่อ 2 ฟูลแบ็คอย่าง อันโตนิโอ บาเลนเซีย และ มาร์คอส โรโฮ เจอปัญหาสุด ๆ ในการรับือคู่แข่ง ในขณะที่ เอริค ไบญี ก็ยังพลาดง่าย ๆ เหมือนเดิม ด้าน ฟิล โจนส์ ที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยิงเข้าประตูตัวเองเพราะสื่อสารกันไม่ดีกับ เซร์คิโอ โรเมโร ทำให้โดยรวมแล้ว แนวรับสำรองของพวกเขาสอบตกกันทั้งหมด

ด้านทีเกมรุกมี อันเดรียส เปเรย์รา กับ เฟร็ด ที่นาน ๆ ทีจะได้รับโอกาส แต่ทั้งคู่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าน่าประทับใจ เฟร็ด อาจจะต่อบอลกับเพ่อนได้ดี แต่เขายังขาดจินตนาการในการเข้าทำอีกเยอะ ส่วน เปเรย์รา ก็มีจังหวะดี ๆ แคาครั้งเดียวเท่านั้น ที่เหลือคือวิ่งไปมาอยู่ในสนาม

ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสำหรับ โชเซ มูรินโญ ที่ตัดสินใจดองแข้งเหล่านี้แบบยาว ๆ เพราะเมื่อมีโอกาส พวกเขาก็ไม่ได้ทำให้เชื่อว่าจะพลิกสถานการณ์ให้ทีมได้เท่าไหร่ แถมท้ายเกมยิ่งชัดเจน เมื่อประตูเดียวที่พวกเขาได้เกิดขึ้นจากการประสานงานของ 3 แข้งสำรองที่ปกติเป็นตัวจริงอย่าง เจสซี ลินการ์ด, แอชลีย์ ยัง และ มาร์คัส แรชฟอร์ด

3. โอกาสพิสูจน์ตัวเองของ แรชฟอร์ดJOSE JORDAN/GettyImages เป็น 1 ในนักเตะที่โชคดีที่สุดคนนึงของทีม เมื่อคู่แข่งในแดนหน้าอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ ได้รับบาดเจ็บ และ โรเมลู ลูกากู ก็ฟอร์มตกต่อเนื่อง ทำให้ไม่ว่ายังไง แรชฟอร์ด ก็จะได้โอกาสลงเสมอ และในเกมนี้เขาก็ได้ลงสนามมาราว ๆ ครึ่งชั่วโมง

แม้จะมีเวลาไม่มากนัก และโอกาสเข้าทำที่สร้างสรรโดยเพื่อนร่วมทีมก็ไม่ค่อยแม่นยำเท่าไหร่ แต่ในที่สุดแข้งวัย 21 ปีก็เจาะประตูคู่แข่งได้สำเร็จก่อนหมดเวลาปกติ 3 นาทีจากการเข้าโหม่งที่สุดแสนจะเพอร์เฟ็คท์ ชนิดที่ ลูกากู กับ บัตชูอายี ยังต้องอาย 

นอกจากนี้ ประตูดังดล่าวยังเป็นครั้งแรกที่ แรชฟอร์ด ยิงประตูได้ 2 นัดติดต่อกันให้ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วนู่นเลย

ความสดและความไวของเขาคือสิ่งที่สามารถเป็นอาวุธให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ เหลือแค่เขาต้องมีความมั่นใจให้ต่อเนื่องมากกว่านี้ อย่ากลัวที่จะถูก มูรินโญ สับเละ เขาก็จะสามารถงัดฟอร์มแจ่มแบบปีแรกที่ขึ้นสู่ทีมใหญ่ได้แน่นอน

4. โจนส์ ทำเข้าประตูตัวเองอีกแล้วDan Mullan/GettyImages มีส่วนต้องรับผิดชอบไม่แพ้กับ ไบญี เมื่อ โจนส์ ทำผิดพลาดกับการเสียประตูแรกด้วยการโหม่งสกัดบอลไปเข้าทาง โซเลร์ ที่ยืนโล่ง ๆ ในเขตโทษ แต่สิ่งที่ทำให้เขาอาจต้องฝันร้ายไปจนสุดสัปดาห์ก็คือการทำเข้าประตูตัวเองแบบงง ๆ ในนาทีที่ 2 ของครึ่งหลังเท่านั้น

จังหวะดังกล่าวผิดพลาดกันตั้งแต่กลางสนาม เมื่อ เฟลไลนี ปล่อยบอลไหลผ่าหน้าเขาอย่างง่ายดายเกินไป และ ไบญี ก็ขยับตำแหน่งไปจากจุดที่เขาควรยืน ทำให้ บัตชูอายี มีช่องว่างขนาดใหญ่ในการวิ่งไปรับบอลจากเพื่อนร่วมทีม

จังหวะนี้จริง ๆ น่าจะเป็นคำชมที่ ฟิล โจนส์ ควรได้รับ เมื่อเขาออกสตาร์ทแทบจะพร้อม ๆ กับ บัตชูอายี และสามารถแซงอดีตกองหน้า เชลซี ไปได้แล้ว แต่ในชั่วเสี้ยววินาทีที่เหมือนเขาจะเตะบอลทิ้ง โจนส์ กลับตัดสินใจจิ้มบอลคืนให้ผู้รักษาประตู ซึ่งก็อาจจะไม่เกิดอะไรขึ้น หาก โรเมโร ยังยืนอยู่ที่เส้นประตู แต่กลายเป็นว่านายทวาร ปีศาจแดง กลับวิ่งออกมาเพราะหวังดีจะช่วยตัดบอล แต่เพราะการไม่สื่อสารกันให้ดี เลยทำให้บอลอขง โจนส์ กลิ้งเข้าประตูไปแบบงง ๆ

ประตูดังกล่าวทำให้ โจนส์ กลายเป็นนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คนแรกในรอบ 7 ปีที่ยิงเข้าประตูตัวเอง ซึ่งครั้งล่าสุดนั้นเกิดในปี 2011 ในแมตช์กับ เบนฟิก้า และคนที่ทำประตูตัวเองในวันนั้นก็คือ ฟิล โจนส์ คนเดิมนี่แหละ

ที่แย่กว่านั้น ประตุดังกล่าวยังเป็นการทำเข้าประตูตัวเองหนที่ 5 เข้าไปแล้วในสีเสื้อ ยูไนเต็ด เทียบเท่ากับประตูที่เขายิงคู่แข่งได้นับตั้งแต่ร่วมทีมในปี 2011 เป็นต้นมา

5. เฟลไลนี ไม่ใช่กลางรับที่ดีนักQuality Sport Images/GettyImages ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ประสบความสำเร็จในยุคหลัง ๆ มาก็คือการขาดกลางรับที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับเกมกลางสนาม และด้วยความที่ โชเซ มูรินโญ ชื่นชอบการเล่นเกมรับที่เหนียวเป็นพิเศษ การหาใครสักคนที่สามารถลงไปช่ยอุดในเขตโทษและจัดการเรื่องกลางอากาศได้ถือเป็นกลางรับที่ดีทั้งนั้น

นั่นทำให้เรามีโอกาสเห็นนักเตะอย่าง มารูยาน เฟลไลนี มักได้รับบทบาทนี้ เพราะที่สำคัญกว่าการเล่นตรงกลางสนามนั่นก็คือการที่สามารถลงไปช่วยอุดในเขตโทษได้ แต่ผลเสียที่ตามมาก็คือการที่  เฟลไลนี ไม่สามารถจัดการกับคู่แข่งกลางสนามได้เลย ยิ่งเมื่อคู่แข่งมี เจฟเฟรย์ ก็องด็อกเบีย ที่เป็นกลางรับธรรมชาติคอยคุมเกมแล้ว การจะชิงพื้นที่ยิ่งทำได้ยากเข้าไปใหญ๋

ดูเหมือน เฟลไลนี จะมีประโยชน์ก็จริงยามป้องกันการโยนบอล แต่การเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งเล่นกลางสนามง่ายไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ลองนึงถึง อาร์เซนอล ที่ไม่มี ลูคัส ตอร์เรย์รา หรือ เชลซี ตอนที่ จอร์จินโญ โดน ซน เฮืองมิน กับ เดลี อัลลี เล่นงานสิ อย่างน้อยถ้าจะเอา เฟลไลนี ลงสนามมาช่วยเซ็นเตอร์แบ็ค พวกเขาก็ต้องมีอีกสักคนที่คอยช่วยไล่บี้เกมกลางสนามแหละนะ 

6. สรุปผล ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่มTF-Images/GettyImages

ทีมที่เข้ารอบด้วยการเป็นจ่าฝูงได้แก่ : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), บาร์เซโลนา (สเปน), เปเอสเช (ฝรั่งเศส), ปอร์ตู (โปรตุเกส), บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ), เรอัล มาดริด (สเปน), ยูเวนตส (อิตาลี)

ทีมที่เข้ารอบด้วยการเป็นอันดับ 2 : แอตเลติโก มาดริด (สเปน), ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ (อังกฤษ), ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), ชาลเก้ 04 (เยอรมนี), อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์), โอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส), โรมา (อิตาลี), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ)

ทีมที่ไปเล่น ยูโรป้าลีก : คลับบรูช (เบลเยียม), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), นาโปลี (อิตาลี), กาลาตาซาราย (ตุรกี), เบนฟิก้า (โปรตุเกส), ชักตาร์ โดเน็ตสก์ (ยูเครน), วิคตอเรีย พัลเซน (โปแลนด์), บาเลนเซีย (สเปน)

ทีมที่ตกรอบ : โมนาโก (ฝรั่งเศส), พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน (เนเธอร์แลนด์), เรดสตาร์ (เซอร์เบีย), โลโคโมทีฟ มอสโก (รัสเซีย), เออีเค เอเธนส์ (กรีซ), ฮอฟเฟนไฮม์ (เยอรมนี), ซีเอสเคเอ มอสโก (รัสเซีย), ยังบอยส์ (สวิตเซอร์แลนด์)

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!