My Cause, My Cleats : รองเท้าเปลี่ยนสี...สิ่งดีๆ เปลี่ยนโลก

สหรัฐอเมริกา คือดินแดนแห่งความฝัน ประเทศที่รวมเอาผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์เข้ามาอยู่ภายใต้ผืนแผ่นดินที่ถูกค้นพบโดย คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ในปลายศตวรรษที่ 15 เมื่อแต่ละกลุ่มแต่ละเผ่าพันธุ์ต่างมีเรื่องราวประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง และมีทัศนคติที่ต่างกัน ความไม่เข้าใจและแตกแยกกันก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
มีกิจกรรมไม่กี่อย่างที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นสามารถเข้าถึงและหันหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้ นั่นคือกีฬา และในดินแดนแห่งนี้ อเมริกันฟุตบอล คือกีฬายอดนิยมที่สร้างรายรับด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากแฟนๆ
หน้าที่ของนักกีฬาคือการลงไปสู้เต็มที่ยามที่อยู่ในสนาม หากแต่อยากเป็นนักกีฬาที่ดีด้วยแล้ว คุณต้องให้บางสิ่งกลับคืนสู่สังคมด้วย นั่นคือเหตผลที่ทำให้ NFL ได้จัดแคมเปญ My Cause, My Cleats เพื่่อให้เหล่านักอเมริกันฟุตบอลทั้งหลาย บอกเล่าเรื่องราวที่อยากจะเล่าผ่านรองเท้าของพวกเขาเอง โดยกลุ่มผู้เล่นที่ได้ถูกรับเชิญจาก NFL จะถ่ายรูปรองเท้าคัสตอม (ออกแบบเอง) ของพวกเขาลงบนโซเชี่ยลมีเดีย พร้อมทั้งบอกเรื่องราวเบื้องหลังว่าเหตุใดจึงต้องเป็นลายนี้
เรื่องราวรองเท้านักฟุตบอล
สิ่งหนึ่งที่แคมเปญ My Cause, My Cleats สามารถกลายเป็นกระแสนิยมและเป็นเรื่องราวไฮไลต์นอกจากผลการแข่งขันก็เพราะเรื่องราวที่นักกีฬาแต่ละคนถ่ายทอดลงไปในรองเท้าที่พวกเขาสวมใส่ลงสนามคือเรื่องราวที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมในวงกว้างได้

นี่คือแคมเปญที่เริ่มตั้งแต่ปี 2016 โดยมีนักอเมริกันฟุตบอลกว่า 800 คนออกแบบรองเท้าของตัวเอง พวกเขาได้อิสระเต็มที่ในการดีไซน์ออกมา นอกจากความโฉบเฉี่ยวสวยงามแล้วพวกเขาอยากจะบอกในสิ่งที่หลายคนมองข้ามไป ซึ่งปลายทางคือรองเท้าเหล่านั้นจะถูกนำไปขายและเอาเงินเข้าการกุศลเพื่อบริจาคคืนสู่สังคมอีกด้วยด้วย
เดบรา มิลเลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานของ องค์กร Cure Duchenne หรือ โรคร้ายที่ไม่คนถูกพูดถึงอย่าง "โรคกล้ามเนื้อเจริญผิดเพี้ยนแบบดูชีนน์" ยอมรับว่า การได้เหล่านักอเมริกันฟุตบอลอย่าง เคลย์ แมทธิวส์ ไลน์แบ็คเกอร์ตัวเก่งของ กรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส และแคมเปญดังกล่าวเข้ามาช่วยเหลือทำให้ องค์กรการกุศลแห่งนี้มีเงินในการขับเคลื่อนกิจกรรมมากขึ้น
"สำหรับโรคหายากอย่าง Duchenne นั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่ดีหลายเรื่องจากแคมเปญนี้ หลายโรคร้ายได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากพอแล้ว แต่โรคที่หาได้ยากโรคนี้กำลังส่งผลกระทบให้เด็กๆ แต่กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก"

นอกจากนี้ เอริค แบร์รี่ คัมแบ็คเพลย์เยอร์ออฟเดอะเยียร์ ฤดูกาล 2015 ยังใช้รองเท้าของเขาบอกเล่าถึงช่วงเวลาที่ต้องสู้กับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง, เกร็ก โอลเซ่น จาก แคโรไลน่า แพนเธอร์ส บอกเล่าเรื่องราวของลูกชายของเขาที่รอดชีวิตจากการเป็นโรคหัวใจวายในวัยเด็ก จนกลายเป็นโครงการช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางหัวใจตั้งแต่เกิดภายในชื่อโครงการ HEARTest Yard เป็นต้น
มีเรื่องเล็กๆ มากมายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแคมเปญนี้ ทว่ามีนักอเมริกันฟุตบอลคนหนึ่งจากทีม ซินซินเนติ เบงกอลส์ เขาพบกับเรื่องราวอันเลวร้ายของเด็กคนหนึ่งที่อยากจะบอกเล่าและเป็นกระบอกเสียงให้เรื่องนี้หมดไปจากสังคม นั่นคือการ Bully หรือรังแกในช่วงวัยเด็กไม่ว่าจะทั้งในโรงเรียนและในโลกออนไลน์ … เพราะปัญหาเด็กๆ ถูก Bully ในอเมริกาถือเป็นปัญหาใหญ่มาก
โรงเรียนควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดรองจากบ้าน เพราะเป็นพื้นที่ที่เด็กและผู้ปกครองฝากช่วงชีวิตสำคัญให้ดูแล หากไม่เป็นเช่นนั้นก็น่ากังวลว่าโลกอีกใบหนึ่งของเด็กได้ฝากบาดแผลอะไรไว้ ทั้งหมดเป็นเสียงที่บอกผู้เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ว่าหากไม่ได้รับการแก้ไข โรงเรียนจะกลายเป็นนรกสำหรับเด็กบางคงได้อย่างง่ายดาย นี่คือสิ่งที่ คาร์ลอส ดันแล็ป จะบอกเล่าและต่อต้านผ่านรองเท้าของเขา

ต้นเรื่องของการขับเคลื่อน
โรงเรียน ซินซิเนติ กลายเป็นโรงเรียนที่ถูกพาดหัวขึ้นหน้าหนึ่งในช่วงปลายปี 2017 ที่ผ่านมา เพราะเกิดเรื่องราวที่น่าเศร้าจากการฆ่าตัวตายของเด็กชายผิวสีวัย 8 ขวบ
กาเบรียล เทเย่ คือชื่อของเด็กคนนั้น เขาเป็นเด็กน้อยอารมณ์ดีและมีรอยยิ้มเมื่ออยู่ที่บ้าน แต่หลังจากเปลี่ยนโหมดเข้าสู่การอยู่ในโรงเรียนหนุ่มน้อยคนนี้รู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น
แม้เขาจะเป็นคนอัธยาศัยดีและไม่เคยทำร้ายใครก่อน แถมยังเป็นคนที่มีจิตใจที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นๆ แต่ในสังคมของเด็กประถมมันกลับกลายเป็นดาบ 2 คมที่ทำให้วัยแห่งความฝันของเขาจะหมดไปภายในเวลาอันรวดเร็ว
มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดว่า กาเบรียล นั้นได้พยายามเข้าไปช่วยเพื่อนของเขาที่โดนกลุ่มเด็กหัวโจกลากเข้าไปซ้อมในห้องน้ำติดโถงหลักของโรงเรียน เขาพยายามเข้าไปพูดดีๆ และผูกมิตร ก่อนที่กลุ่มหัวโจกเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป้าและลากเขาไปรังแกแทน ที่น่าเห็นใจที่สุดคือไม่มีใครเข้ามาช่วย กาเบรียล เลยแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งการโดนรุมแกล้งดำเนินไปกว่ากว่า 5 นาที เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนก็ได้เข้ามาพบกาเบรียลและเข้ามาช่วยเหลือ แต่นั่นก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว ความเจ็บปวดของร่างกายถูกหยุด แต่ความเจ็บปวดภายในหัวใจและความรู้สึกกำลังดำเนินขึ้นภายในใจของเด็กวัยเพียงแค่ 8 ขวบเท่านั้น

แม้ว่า คอนเนลล่า ผู้เป็นแม่ของกาเบรียล จะจับสังเกตได้ว่าลูกของเธอมีอาการซึมกว่าปกติ แต่เมื่อเอ่ยปากถามเด็กน้อยก็ตอบสั้นว่าๆ ไม่มีอะไร จนกระทั่งหลังผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้เพียง 2 วัน ผู้เป็นพ่อและแม่จะพบว่าลูกของตนเป็นศพอยู่บนเตียงในเวลา 8 โมงเช้า กาเบรียล ผูกคอฆ่าตัวตายอย่างปริศนาไร้คำตอบ...
แม่ของเขากล่าวว่า "ฉันรู้สึกเสียใจมากที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ฉันน่าจะเอาใจใส่เขาให้มากกว่านี้ จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ก่อนหน้านี้ กาเบรียล เองก็ไม่เคยพูดเรื่องเกี่ยวกับการถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนให้ฉันฟังเลย"
หลังจากเหตุการณ์ของ กาเบรียล นักจิตวิทยาในอเมริกาต่างพากันประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะโดยปกติแล้วเด็กอายุ 8 ขวบ จะไม่คิดและเข้าใจในเรื่องของความตาย เพราะกระบวนการคิดยังไม่ซับซ้อนมากพอ ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่แก้ ปัญหาการ Bully จะสามารถลุกลามกลายเป็นการสูญเสียเช่านนี้อีกในอนาคต

ปัญหาเด็กๆ ถูก Bully ในอเมริกาถือเป็นปัญหาใหญ่มาก และ คาร์ลอส ดันแล็ป ผู้เล่นจากทีม ซินซินเนติ เบงกอลส์ ได้ถือโอกาสจากแคมเปญ My Cause, My Cleats สร้างสิ่งที่แตกต่างที่จะกลายเป็นภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ สามารถเข้าใจถึงความร้ายกาจของการ Bully อย่างถ่องแท้
"เขายังเด็กมาก เขามีอนาคตรออยู่ข้างหน้า คุณไม่มีทางรู้หรอกเขาอาจจะเป็นอนาคตผู้เล่นของ เบงกอลส์ ก็ได้ เขาอาจจะมาเล่นในตำแหน่งของผมหรืออะไรก็ตาม แต่ที่สุดแล้ว เรื่องราวนี้ก็ไม่ถูกเขียนต่อเพราะความปัญหาอ่อนไร้สาระอย่างเช่นการ Bully นี่แหละ"
ต้องลุกขึ้นสู้
รองเท้าไนกี้สีส้มซึ่งเป็นสีประจำทีมของ ซินซินเนติ เบงกอลส์ โดยมีรูปเด็กๆ จากหลายเชื้อชาติประกอบอยู่ด้วย พร้อมด้วยข้อความ "Stop Bullying" และ "Bullying Isn't Cool" ... "หยุดบูลลี่ซะ มันไม่เจ๋งหรอก" นี่คือข้อความที่เขาเลือกใส่ลงไปในรองเท้า

"การกลั่นแกล้งนั่นคือเรื่องที่น่าเศร้า และเป็นสิ่งที่กำลังระบาดหนักตามโรงเรียนต่างๆ ตอนนี้มีเด็กๆ หลายคนกำลังคิดฆ่าตัวตายเพราะผลจากการถูกรังแก นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องการต่อต้านสิ่งนี้" ดันแล็ป กล่าวถึงที่มาของการผลักดันแคมเปญนี้
เขาไม่ได้แค่รณรงค์โดยการใส่รองเท้าเท่านั้น ดันแล็ป มักจะใช้เวลาในช่วงก่อนแข่งไปตามที่ต่างๆ ด้วยการไปพบกับเด็กๆตามสถานศึกษาเพื่อบอกเล่าถึงสิ่งแย่ๆ ที่จะตามมาจากการ Bully จนกระทั่งก่อตั้งมูลนิธิดันแล็ป ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จะรวมเอาเด็กๆจากโรงเรียนในท้องที่เขามาสอนเป็นรายชั่วโมงแน่นอนว่าจุดมุ่งหมายคือทำให้รู้ถึงโทษของการ Bully
ดันแล็ป เดินทางไปทั่วเมือง ซินซินเนติ เพื่อปลุกระดมให้เด็กๆ และผู้ปกครองตื่นตัวกับเรื่องนี้ และส่งลูกๆ ของพวกเขาเข้ามาร่วมอบรมในสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่เป็นสิ่งที่สำคัญจนสามารถตัดสินชีวิตเด็กคนหนึ่งได้ เขาเข้าใจดีว่ามุมมองของผู้ปกครองบางคนอาจจะมองว่านี่คือการอบรมที่เสียเวลา ดังนั้นเขาจึงหาสปอนเซอร์ต่างๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนเพื่อทำให้กิจกรรมดังกล่าวน่าสนใจมากขึ้น

พวกเขาทำให้เกิดแรงจูงในที่ทำให้เด็กๆ อยากจะเข้าอบรมโครงการเล็กๆแต่สำคัญโครงการนี้ มีการแจกพิซซ่าก่อนเข้าคลาสเรียน, มีเสื้อสีส้มของโครงการที่แจกฟรี และหากนักเรียนสามารถเข้าอบรมจนจบหลักสูตร เด็กๆ ก็จะได้รถจักรยาน 1 คัน ซึ่งในส่วนนี้ถูกสนับสนุนจากบริษัทขนส่งอย่าง FedEx อีกด้วย
แรงจูงใจเล็กๆ เหล่านี้ทำให้มีผู้ปกครองมากมายนำเด็กๆ มาเข้าโครงการอย่างมากมาย และทำให้โครงการที่เริ่มจากรองเท้าของนักฟุตบอลเพียงคนเดียวเป็นที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก การอบรมเพื่อต่อต้านการ Bully เริ่มขึ้นจากการร่วมมือกันหลายฝ่ายรวมถึงแม่ของดันแล็ปที่เป็น ผอ.โรงเรียนประถม กู๊ดวิน ด้วย … นอกจากเขาแล้วยังมีนักอเมริกันฟุตบอลอย่าง เดวิด จอห์นสัน ของ แอริโซน่า คาร์ดินัลส์ ที่ใช้การบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองที่ถูกแกล้งในวัยเด็กเพื่อให้เด็กๆ ทีถูกแกล้งก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายและกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างเขาในบั้นปลาย
จากการที่หลายฝ่ายร่วมมือกันทำให้โครงการนี้ของ ดันแล็ป ได้ไปยังที่เมืองต่างๆ นอกจาก ซินซินเนติ ไม่ว่าจะเป็น คลีฟแลนด์, พิตส์เบิร์ก, แจ็คสันวิลล์ และ บัลติมอร์ ด้วย

แม้เมืองเหล่านี้จะมีทีมฟุตบอลเป็นของตัวเองและอาจจะทำให้มีใครบางคนต่อต้านบ้างเมื่อเอาผู้เล่นของทีมคู่แข่งเข้ามาป้วนเปี้ยน แม้ที่สุดแล้ว ดันแล็ป จะไม่ใช่นักอเมริกันฟุตบอลที่ชาวเมือง พิตส์เบิร์ก ชอบใจนัก การมาของทีมคู่แข่งทำให้เขาถูกมองในแง่ลบ แต่เขาไม่สนใจเรื่องนี้ เขาไม่สนใจว่าที่ที่จะไปคือถิ่นของใคร เพราะหลักใหญ่ใจความที่สำคัญที่สุดนั่นคือข้อความที่เขาอยากจะส่งถึงต้องไป เขาไม่อยากให้มีเด็กต้องมาเสียชีวิตจากการโดนแกล้งจากเพื่อนๆ จนนำไปถึงการฆ่าตัวตายอย่าง กาเบรียล เมื่อปี 2017 อีก
"เด็กๆ จะไม่ซื้อเสื้อของเขาหรอก" เจอร์นี่ โคเซวิธ ผู้อำนวยการของสถานพัฒนา ซาร่าห์ ไฮนซ์ ในพิตส์เบิร์ก กล่าวในห้องอบรมที่มีแต่แฟนๆ พิตส์เบิร์ก สตีลเลอร์ส แม้จะดูแปลกๆ แต่สุดแล้วการปิดท้ายของเขาตอบทุกอย่าง
"ที่สุดแล้วไม่มีอะไรสำคัญหรอก ไม่ว่าอย่างไรเขาคือฮีโร่อยู่ดี" โคเซวิธ กล่าว
เหนือสิ่งอื่นใดคือ ดันแล็ป เดินหน้าทำโครงการนี้แบบไม่โฟกัสที่เรื่องอื่นเลย เขาไม่สนเรื่องภาพลักษณ์และเรื่องของการเรียกสปอนเซอร์แบรนด์สินค้า เขาอยากให้ข้อความที่เขาตั้งใจจะส่งให้ ออกไปถึงทุกๆ คนโดยไม่สนเพศ, อายุ และ สีผิว

"ในอนาคตเด็กๆ ที่เผชิญหน้ากับเรื่องนี้จะเข้าใจ ผมจะทำให้พวกเขารู้ว่าไม่ใช่เขาคนเดียวเท่านั้นที่เผชิญหน้ากับมันอย่างโดดเดี่ยว" ดันแล็ป กล่าว
เรื่องของรองเท้าคู่เดียว อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับนักกีฬาที่มีรายได้มากมาย พวกเขาจะซื้อมันมากเท่าไหร่ก็ได้ แต่การใส่ข้อความและเรื่องราวลงในรองเท้าคู่เก่ง และบอกเล่าถึงสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทิศทางที่ดีขึ้น
My Cause, My Cleats ทำให้ แบรนด์กีฬาชื่อดังอย่าง ไนกี้, อาดิดาส, พูม่า หรือ อันเดอร์ อาร์เมอร์ สามารถยอมรับข้อตกลงร่วมกันได้ เหนือสิ่งอื่นใดคือการให้ผู้เล่นและสโมสรมีส่วนในการเป็นบุคคลสาธารณะที่สามารถทำประโยชน์และคืนกำไรสู่แฟนๆ ได้ … ที่สุดแล้วโครงการต่างๆ จากพวกเขาเหล่านี้มีค่ายิ่งกว่าเงินทองเยอะ เพราะสิ่งที่พวกเขาหว่านเมล็ดลงไปจะงอกเงยเปลี่ยนเป็นโลกที่น่าอยู่มากกว่าเดิม
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



