เรื่องอลวนของเบเบ้ : แข้งผู้เกือบไป "Homeless World Cup" ที่สร้างรอยด่างให้ "เฟอร์กี้"

เรื่องอลวนของเบเบ้ : แข้งผู้เกือบไป "Homeless World Cup" ที่สร้างรอยด่างให้ "เฟอร์กี้"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือ ชายผู้ปราดเปรื่องในเรื่องของการบริหารคน และสามารถเลือกใช้นักฟุตบอลให้เหมาะสมกับวิธีการเล่นของทีมได้ การปั้นดินเป็นดาว ดาวรุ่งเป็นสตาร์ คือสิ่งที่ "เฟอร์กี้" มักทำให้เห็นมาโดยตลอด

แม้จะมีการซื้อขายที่ผิดพลาดบ้างแต่ก็ยังพอมองข้ามไปได้จากผลลัพธ์ระดับเเชมป์หลายโทรฟี่ แต่ไม่มีดีลไหนเลยที่จะคลาสสิกกลายเป็นเรื่องที่ฝังใจแฟนบอลจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือการคว้า เบเบ้ นักเตะที่ไร้โปรไฟล์และเป็นปริศนามากที่สุดที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยจ่ายเงินเพื่อแลกตัวมา

 

หลังจากสิ้นยุค 3 ประสาน เวย์น รูนี่ย์, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ คาร์ลอส เตเวซ เฟอร์กี้ ก็ต้องปวดหัวกับรอยโหว่ที่สร้างไว้เพราะ 2 รายหลังพากันย้ายออกไปอยู่กับทีมใหม่ด้วยเหตุผลของตัวเอง ตอนนี้ ยูไนเต็ด มีเพียง รูนี่ย์ ที่สามารถพลิกเกมได้ ดังนั้น เฟอร์กี้ ต้องการนักเตะเทคนิคดี ไปกับบอลได้ จบสกอร์เฉียบขาด ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องเป็นนักเตะที่มีศักยภาพนำไปต่อยอดได้เพื่อจะเป็น "โรนัลโด้ คนต่อไป"

การให้ความไว้วางใจกับคนที่เคยทำงานด้วยกันทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัว เบเบ้ และเป็นการกระทบชิ่งทำให้พวกเขาพลาดคว้าตัว ฮาเมส โรดริเกซ และ เอแด็น อาซาร์ ในช่วงวัยรุ่น พวกเขาได้นักเตะอายุ 20 ปี มาร่วมทีมโดยที่ไม่เคยตามฟอร์มและเห็นสไตล์การเล่นด้วยตาตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว โดยมีดีกรีเพียงแค่ได้ชื่อว่าเคยเกือบติดไปเเข่งขันรายการระดับเมเจอร์อย่าง "ฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน" มันยิ่งทำให้น่าสนใจเข้าไปอีกว่า อะไรดลจิตดลใจให้ ยูไนเต็ด กล้าจ่ายเงินถึง 7.4 ล้านปอนด์เพื่อคว้านักเตะรายนี้มาร่วมทีม

ไม่มีใครหาคำตอบที่แท้จริงได้ในเวลานั้น รู้แต่เพียงว่า เอมิเลียโน มาเชโด้ ประธานสโมสร วิตอเรีย กิมาไรส์ ตั้งโต๊ะแถลงขอบอกขอบใจคนเบื้องหลังอย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่ทำให้ดีลนี้เกิดขึ้น "เราขอขอบคุณเอเย่นต์ของเขาจริงๆ ประเทศนี้เป็นหนี้เขามากมาย เขาจัดการนำเงินสดเข้ามาเป็นจำนวนมากมหาศาลเหมือนกับธุรกิจส่งออกไม่มีผิดเลย"

ในขณะที่คนขายยินดีปรีดาสุดชีวิต นี่คือเงินก้อนโตที่สุดที่พวกเขาเคยขายนักเตะได้ ทั่วโลกสงสัยแล้วว่า "ธิอาโก้ เบเบ้" ดาวเตะฟ้าประทานรายนี้คือใครกันแน่

จุดต่ำสุด

เช้าวันหนึ่งที่เหมือนทุกๆ วันของโบสถ์คาธอลิก โชเซ่ เจา เจ้าของโบสถ์ กาซ่า โด กิอาโต้ ผู้อารีวัย 62 ปี กำลังทำกิจวัตรประจำวันของเขานั่นคือการปกครองและแก้ปัญหาให้กับเยาวชนชายอายุ 4-25 ปี ภายใต้การดูแลของเขาทั้ง 80 คน ซึ่งทั้งหมดมีชื่อเรียกใหม่เพื่อกันการสับสน และแน่นอนว่าหนุ่มใหญ่วัย 62 ปี คือผู้ตั้งชื่อใหม่ให้เด็กๆ เหล่านั้นเกือบทั้งหมด

 1

แม้จะดูไม่ใหญ่โตและสะดวกสบายแต่สถานที่แห่งนี้คือแหล่งพัฒนาเด็กกำพร้าข้างถนนให้เติบโตขึ้นพร้อมกับห่างไกลอบายมุขและกลายเป็นบุคลากรชั้นคุณภาพของประเทศ บาทหลวงเจา ดูแลที่แห่งนี้มายาวนานกว่า 30 ปี เขาเป็นเหมือนหัวเรือใหญ่ของเรือจ้าง ที่ทำหน้าที่กางปีกให้เหล่าเด็กไร้ที่พึ่งมีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง

"พวกเราสร้างทั้ง ครู, ทนาย และนักธุรกิจ สู่สังคมมาก็ไม่น้อย ศาสตร์แขนงอื่นอย่างนักเเสดงก็มีนะ เพียงแต่ว่ากรณีของ เบเบ้ เนี่ยเขาคือคนแรกเลยที่โตไปได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก" กาซ่า ยิ้มและรู้สึกภูมิใจกับหนึ่งผู้โดยสารที่เรือจ้างอย่างเขาไปส่งถึงฝั่ง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1999 คู่รักเชื้อสายโปรตุกีส-เคปเวิร์ด สิ้นเนื้อประดาตัวและไม่มีทางเลือกที่จะไปต่อ จนต้องให้ยายเป็นผู้เลี้ยงดูลูกชายที่ชื่อว่า ธิอาโก้ มานูเอล ดิอาส คอร์เรร่า หรือที่พี่ชายของเขาตั้งชื่อให้ว่า “เบเบ้” ซึ่งแปลว่า “เด็กน้อย” ในภาษาโปรตุกีส ทว่าเมื่ออายุได้ 12 ปี ศาลก็มีคำสั่งให้ยายมอบตัวเด็กคนนี้กับคริสตจักรรับช่วงดูแลต่อ

 2

ธิอาโก้ เหมือนกับเด็กทุกคนที่เดินเข้ามาอาศัยสถานที่แห่งนี้ด้วยความไม่เต็มใจ แต่หากปล่อยไปชีวิตของเด็กเหล่านี้จะต้องตกอยู่ในความเสี่ยงกับการใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการขาดการศึกษาซึ่งจะนำมาสู่การกลายเป็นประชากรไร้คุณภาพของประเทศในอนาคต

บาทหลวงเจาได้ให้ชีวิตใหม่กับเขา เพียงแต่ว่าน้องเล็กคนนี้ซ่าและต่อต้านสังคมไม่น้อย เขาเคยมี พ่อ-แม่ คอยดูแล แต่วันนี้เขาต้องมาอยู่กับสังคมขนาดใหญ่ขึ้นโดยไม่มีเวลาตั้งตัว ดังนั้น เบเบ้ จึงมีเรื่องกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันเเละรุ่นพี่อยู่บ่อยๆ บาทหลวงเองกลุ้มใจกับความไฟแรงของ เบเบ้ ไม่น้อย การให้โอกาสเรียนไม่อาจจะช่วยเรื่องพฤติกรรมที่รุนแรงได้ ที่สุดเเล้วเขาก็เจอตัวช่วยที่โป๊ะเชะ นั่นคือการให้ เบเบ้ เล่นฟุตบอล ซึ่งเป็นที่สิ่งน้องใหม่รายนี้ปล่อยพลังในสนามได้เต็มที่ และเมื่อเวลาผ่านไปฟุตบอลก็ช่วยละลายพฤติกรรมของ เบเบ้ ให้อยู่กับคนอื่นได้ในท้ายที่สุด

"ตอนเขามาที่นี่ เขาเป็นเด็กที่อันตราย เข้าใกล้การเป็นเด็กถูกทอดทิ้ง ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ไม่มีอะไรเลย แต่เราให้การศึกษาให้เขารู้จักฟุตบอล และทำให้เขากลายเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว"

เบเบ้ คือเด็กที่เตะฟุตบอลเก่งที่สุดในโบสถ์แห่งนี้ ไม่ว่ารุ่นพี่จะอายุมากกว่าเขาเท่าไหร่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ปัญหาในการเอาชนะ ความเเข็งแกร่ง และรูปร่างสูงใหญ่ ดังนั้นเขาจึงต้องไปต่อให้สุดบนเส้นทางนี้ และคนที่พยายามทำให้มันเกิดขึ้นคือยายของเขา อิลด้า โรมาน่า

เธอคือ 1 ใน 2 คนที่ เบเบ้ เรียกว่าครอบครัวได้ หลังจากถูกส่งมาอยู่ในโบสถ์ แม่ของ เบเบ้ ก็ย้ายไปอยู่ตอนเหนือของ โปรตุเกส ส่วนพ่อของเขาหายตัวไปไม่มีได้ติดต่อกลับมา ยายของเขาคือคนที่เดินหน้าไปยังสโมสร โลเรส ทีมระดับสมัครเล่นและบอกว่าหลานของเธอมีความสามารถ ก่อนที่ โลเรส จะให้ เบเบ้ เข้าทีมชุดเยาวชน หลังจากได้เห็นฝีเท้า อย่างไรก็ตาม เบเบ้ ยังต้องกินอยู่และอาศัยในบ้านเด็กกำพร้าอยู่ต่อไปก่อน เพราะยังไม่ได้ค่าจ้างที่แน่นอน

 3

ในช่วงเวลานั้นแม้ เบเบ้ จะยังไม่เก่งกาจพอสำหรับฟุตบอลอาชีพที่เล่นอย่างจริงจังและรับค่าเหนื่อยอย่างสม่ำเสมอ ทว่าเขามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการลงเล่นฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน (Homeless World Cup) เป็นอย่างยิ่ง เขาเก่งกว่าคนอื่นและมีชื่ออยู่ในทะเบียนการดูและของโบสถ์กาซ่า ดังนั้นเขาจึงมีโอกาสได้เข้าไปเล่นในการแข่งขัน ยูโรเปี้ยน สตรีทฟุตบอล เฟสติวัล ที่บอสเนีย ในปี 2009 แม้เขายิงไป 4 ประตูจาก 6 เกม แต่ทีมของเขากลับจอดป้ายเพียงรอบสองเท่านั้น

ฟอร์มในรายการสตรีท 7 คนสำหรับคนข้างถนนทำให้ ทีมชาติโปรตุเกส ที่ได้เข้าแข่งขันฟุตบอลโลกคนไร้บ้านพยายามจะเปลี่ยนชื่อส่ง เบเบ้ ลงเเข่งขันในรายการ ฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน ที่อิตาลี ทว่าความพยายามไม่เป็นผลเพราะไม่สามารถเปลี่ยนรายชื่อลงไปแทนนักเตะคนเก่าที่ลงชื่อไว้เเล้วได้

"ฟุตบอลสามารถเปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ของเราได้ ผมเองก็มีฝันเหมือนกัน ฝันว่าวันหนึ่งอยากจะเล่นให้ทีมใหญ่ๆ ดูสักครั้ง" เบเบ้ กล่าว

เขาอาจจะพูดประโยคง่ายๆ ที่ใครก็พูดกัน แต่ฟุตบอลโลกของคนไร้บ้านเป็นเช่นนั้นจริงๆ สมาคมกีฬาของหลายประเทศได้ร่วมดำเนินการเเละส่งทีมเข้าเเข่งขันในฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน ผู้เข้าแข่งขันที่เคยเล่นในรายการนี้กว่า 30,000 คนล้วนมีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งสิ้น มีการจัดโพลสำรวจและพบว่า 94% จากจำนวนทั้งหมดยอมรับว่า ฟุตบอลโลกคนไร้บ้านส่งผลดีต่อชีวิตพวกเขา โดยเเบ่งแยกออกเป็นการปรับปรุงแก้ไขความสัมพันธ์ในครอบครัวและเพื่อนฝูง, กาารเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่และมีเป้าหมายมากขึ้นโดยใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องชี้นำ และสุดท้ายแม้จะมีบางกลุ่มไม่ได้เลือกเล่นฟุตบอลแต่พวกเขาก็ยังคงเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ ต่อไป

เบเบ้ กลับมายังสโมสร โลเรส และได้ขยับขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และมีทีมจากดิวิชั่น 2 อย่าง เอสเตรลา สนใจคว้่าตัวเขาไปร่วมทีม ในช่วงปี 2009 เบเบ้ พัฒนาการดีขึ้นมาก แม้จะเล่นระดับอาชีพเป็นครั้งแรกแต่ก็ยิงได้ 4 ประตูจาก 26 เกม

 4

ฮอร์เก้ เปียเซา โค้ชของ เอสเตรลา สมัยที่เบเบ้ยังค้าแข้งอยู่ยังยอมรับภายหลังว่า เบเบ้ ไม่เหมือนใคร ไม่เหมือนกับเด็กๆ คนอื่นๆ ในทีมโดยเฉพาะวิธีคิดและการสร้างสรรค์ที่อยู่นอกหลักสูตร เขาเชื่อว่าการเตะบอลข้างถนนแบบไม่มีใครสอนคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ เบเบ้ กลายเป็นนักเตะคนสำคัญในทีม เอสเตรลา ได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน  

"ตอนนั้นนักฟุตบอลเยาวชนในทีมก็ได้รับการศึกษาจากสิทธิที่สโมสรมอบให้ทั้งนั้น เบเบ้ เขามาเเละเริ่มเรียนช้ากว่าใคร แต่สิ่งที่เขามีจากการเตะบอลข้างถนนคือความคิดสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ และถ้ารวมเข้ากับความสามารถอื่นๆ ทั้งเทคนิคที่ดี, รวดเร็ว, แข็งแรง และตัวใหญ่ ก็ไม่แปลกที่เขาจะเป็นนักเตะประเภทที่หาได้ยากมากๆ ในทีมของเรา"

น่าเสียดายที่ เอสเตรลา ประสบปัญหาทางการเงินจนทำให้ทีมต้องประกาศขายนักเตะแบบยกชุด เบเบ้ เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่ว่าการหาทีมนั้นไม่ง่ายเพราะ เบเบ้ เตะบอลเป็นอย่างเดียว โลกภายนอกไม่ใช่สิ่งที่เขารู้เท่าทัน ดังนั้นเขาจึงต้องจ้าง กอนซาโล เรส เข้ามาทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ส่วนตัว และเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้รับรู้ว่าโลกฟุตบอลแท้ที่จริงเเล้วเป็นอย่างไร

พ่อคนที่ 2 ผู้นำทาง

ช่วงตลาดซื้อขายปี 2010 กอนซาโล เรส คือนายหน้านักฟุตบอลที่ต้องทำงานอย่างขยันขันเเข็ง ทว่าการที่ไม่ใช่เอเย่นต์ผู้มีชื่อเสียงและคอนเน็คชั่นกว้างขวางนัก การเสนอ เบเบ้ ให้กับทีมอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามไม่น้อย เพราะนักเตะที่ดูแลก็ยังถูกจัดอยู่ในหมู่แข้งโนเนมไม่ต่างกับตัวเขา

 5

เรส เดินทางไปที่ฮอลแลนด์ และยื่นข้อเสนอให้กับ พีเอสวี ว่าสนใจจะคว้าตัวไปแบบฟรีๆ หรือเปล่า คำตอบก็คือ "ไม่ดีกว่า" เหตุผลที่ พีเอสวี ส่ายหัวแม้จะไม่ต้องเสียค่าตัวก็เนื่องจากพวกเขาไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเบเบ้เลยแม้แต่น้อย ดีลจึงต้องล้มพับไปอย่างรวดเร็ว

เรสหาสโมสรให้เบเบ้ไม่ได้ขณะที่ทีม เอสเตรลา ไม่มีเงินจ่ายค่าเหนื่อยเเล้ว ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือใช้กฎยกเลิกสัญญากับสโมสร และเริ่มมองหาทีมเล็กในโปรตุเกสก่อน ซึ่งที่สุดเเล้ว วิตอเรีย กิมาไรส์ คว้าตัวเขาไปร่วมทีมแบบฟรีๆ เอเย่นต์เรส ทำสำเร็จ เขาทำให้ เบเบ้ ได้ค่าเเรงอีกครั้ง และที่สำคัญ เบเบ้ ยังมีค่าฉีกสัญญาถึง 3 ล้านยูโร ดังนั้นหากตัวนักเตะโชว์ฝีเท้าดีขึ้นและมีทีมขอซื้อตัวขึ้นมา พวกเขาทั้งคู่จะต้องได้เงินก้อนโตในแบบที่ไม่เคยได้

ความสัมพันธ์ของ เรส และ เบเบ้ แทบจะเป็นเหมือนพ่อลูกกัน เรส ที่เป็นเอเย่นต์บ้านๆ ลงทุนซื้อรถยนต์ประจำตัวเพื่อพา เบเบ้ ไปกลับระหว่าง กาซ่า กับสนามซ้อมของ เอสเตรลา ทุกวัน เพราะปกติเเล้ว เบเบ้ ต้องนั่งรถประจำทางไปซ้อมวันละ 2 ชม. นอกจากนี้ เรส ยังเป็นคนจ่ายเงินค่างานฉลองวันเกิดครบรอบ 18 ปีของ เบเบ้ อีกต่างหาก ไม่ว่าจะรองเท้าสตั๊ด กระเป๋าเดินทางใหม่ของ เบเบ้ นั้น เรส ต่างมีส่วนร่วมทั้งสิ้น เขาดูแลเด็กไร้บ้านคนนี้เป็นอย่างดีและรู้จัก เบเบ้ ดีกว่าใคร

การได้เล่นให้ กิมาไรส์ ในลีกสูงสุดถือว่าเป็นการก้าวกระโดดและความสำเร็จร่วมกันของทั้งสองคนอย่างแท้จริง แต่กราฟชีวิตของเบเบ้ไม่หยุดแค่นั้น เขายังไม่เคยได้เล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของ กิมาไรส์ ในเกมอย่างเป็นทางการเลยแม้แต่นัดเดียว แต่ผลงานในนัดอุ่นเครื่องของเขายอดเยี่ยมมาก การยิง 5 ประตูจาก 6 นัด ทำให้มีแนวโน้มว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น เบเบ้ จะเปลี่ยนจากนักเตะบอลโลกคนไร้บ้านสู่นักเตะลีกสูงสุดของประเทศ ขณะที่ เรส กำลังจะเปลี่ยนจาก เอเย่นต์ท้องถิ่นสู่ตัวแทนนักเตะชื่อดัง

ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

เบเบ้ เล่นให้ กิมาไรส์ ได้แค่ "ไม่กี่วัน" กลับมีข่าวลือว่าเขากำลังจะได้ย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษช่วงยุคปี 2010 นี่ไม่ใช่เรื่องตลกเพราะผู้นำสารนี้มาถึงประธานสโมสรของ กิมาไรส์ คือ จอร์จ เมนเดส ซูเปอร์เอเย่นต์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการฟุตบอลโปรตุเกส เขาดูแลผลประโยชน์ให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ โชเซ่ มูรินโญ่ นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะเคยส่งนักเตะอย่าง โรนัลโด้, นานี่ และ อันแดร์สัน ให้กับ ปีศาจเเดงมาเเล้ว

 6

หลักการของ เมนเดส มีง่ายๆ คือ ทุกครั้งที่เขาไปเจรจากับสโมสร เขาจะไม่พูดแค่ซื้อขายนักเตะเพียงคนเดียว แต่จะแนะนำ ผู้จัดการทีมหรือโค้ช ที่ว่างงาน พร้อมกับแนะนำแต่ละตำแหน่งที่ทีมต้องการ เรียกว่า ขายพ่วงยกเข่ง ทีเดียว หลังจากนั้นการเจรจาเรื่องเบเบ้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เริ่มขึ้น

เรส ควรจะดีใจกับเรื่องนี้ ทว่าเขาได้กลิ่นแปลกๆ … เพราะอยู่ดีๆ ทาง กิมาไรส์ ได้เรียก เบเบ้ เข้าไปคุยเป็นการส่วนตัวและตกลงกับนักเตะเพื่อแก้ไขสัญญา แต่เป็นการแก้ไขสัญญาที่เป็นแง่บวกสำหรับสโมสร เพราะ เบเบ้ จะมีค่าฉีกสัญญา 9 ล้านยูโร นั่นเท่ากับว่าช่วงเวลาไม่กี่วัน ค่าตัวของเขาเพิ่มขึ้นมาถึง 6 ล้านยูโรโดยไม่ทันได้ลงสนามเลยด้วยซ้ำไป

เซ้นส์ของ เรส เป็นจริง เพราะไม่นานจากนั้น เบเบ้ ก็บอกเขาว่าขอออกจากการเป็นนักเตะในการดูแล และจะเข้าไปเป็นเด็กของ เมนเดส เหมือนกับที่ โรนัลโด้ และ นานี่ ตัดสินใจ … เรส ไม่มีทางเลือกอื่นอีกเเล้ว เพาเวอร์ของเขาไม่เพียงพอที่จะส่งให้ เบเบ้ ไปถึงจุดที่สูงกว่าอย่างที่ เมนเดส ทำได้ และเมื่อการไปเล่นทีมใหญ่คือความฝันของนักเตะเขาก็เข้าใจดีและปล่อยให้มันเป็นไปตามทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็ก

"ผมรับจดหมายเเจ้งจาก กิมาไรส์ พวกเขาบอกผมว่าค่าฉีกสัญญาของ เบเบ้ ในตอนนี้เป็น 9 ล้านยูโร แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เจตนาของจดหมายนั้นพยายามจะบอกว่าความสัมพันธ์ของผมเละเบเบ้กำลังจะสิ้นสุดลง" เรส กล่าว

"มันง่ายนิดเดียวนะ เรื่องนี้แทบไม่ต้องเดาเลย 1 ปีก่อนหน้านี้เขาแทบไม่มีโปรไฟล์เกี่ยวกับฟุตบอลเลย ผมพาเขามาที่ กิมาไรส์ ลงเล่นไป 2-3 นัด จากนั้นยักษ์ใหญ่ก็ติดต่อเข้ามาทันทีหลังจากผมไม่ได้เป็นเอเย่นต์ของเขา"

สิ่งที่สังหรณ์เป็นไปตามความจริงทุกประการ สิ้นหลังการยุติสัญญาระหว่างอดีตคู่ซี้ต่างสถานะ เบเบ้ กลายเป็นนักเตะคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยราคา 9 ล้านยูโรตามเงื่อนไขฉีกสัญญาพอดีเป๊ะ ที่น่าเจ็บปวดคือข้อเสนอนี้แม้แต่ยูโรเดียวก็ไม่เคยกระเด็นมาถึง เรส เลย

 7

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ เมนเดส เข้ามาแทรกระหว่างกลางนักเตะเเละเอเย่นต์รายเล็ก ก่อนหน้านี้ เมนเดส เคยถูกกล่าวหาว่า ไปฉก นานี่ จากเอเยนต์ผู้หญิงชื่อ อนา อัลเมย์ด้า มาเเล้ว นอกจากนี้ยังมีเคสขโมยลายเซ็น มูรินโญ่ มาจาก จอร์จ ไบเด็ค อีกหนึ่งเอเย่นต์ชาวโปรตุกีส อีกด้วย

 8

แม้ไมโครโฟนจะจ่อปาก แถมตำรวจยังเข้ามาสอบสวนข่าวฉาวนี้แต่ เมนเดส ไม่เคย ปริปากพูดถึงดีลนี้เลย เขารู้แต่เพียงว่า เบเบ้ ย้ายไปบิ๊กทีมด้วยค่าตัว 9 ล้านยูโร ซึ่งเขาจะได้ส่วนแบ่งจากเค้กก้อนนี้ถึง 3.6 ล้านยูโรเลยทีเดียว แม้จะเป็นส่วนแบ่งที่เยอะโขจากการ "ดูเหมือน" ชุบมือเปิป แต่ฝั่งกิมาไรส์ไม่สนใจ พวกเขาพอใจมากที่ เมนเดส ทำเงินมหาศาลให้กับทีม 5.4 ล้านคือส่วนแบ่งที่ กิมาไรส์ ได้นั่นมากพอที่จะทำให้พวกปิดปากเงียบบ่นไม่โวยวาย นอกจากนี้พวกเขาแค่อยู่เฉยๆ รอรับเงินเท่านั้น เพราะทุกอย่างดำเนินไปข้างหน้าด้วยการลุยของ เมนเดส คนเดียวล้วนๆ

ยุทธการย้อมแมว

เรื่องราคาค่างวดจะไม่ใช่สิ่งสำหลักสำคัญอะไรหากนักฟุตบอลคนนั้นเก่งจริง ทว่า เบเบ้ มีฝีเท้าสมกับค่าตัวระดับ 9 ล้านยูโรจริงหรือ? เมื่อเขาไม่เคยเล่นลีกสูงสุดของโปรตุเกส ไม่เคยคว้าแชมป์รายการใดๆ และไม่เคยยิงประตูในเกมทางการของปรีไมร่า ลีก้า แม้แต่ลูกเดียว

 9

"เรายินดีเป็นอย่างมาก นี่คือการซื้อขายที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดในซัมเมอร์นี้" ประกาศหน้าเว็บไซต์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นหราเพื่อต้อนรับนักเตะร่างใหญ่ผู้มาพร้อมกับทรงผมเดรดล็อคที่ดูกระเซอะกระเซิง

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอมรับตามตรงว่าดีลนี้เขาไว้ใจและเชื่อใจ คาร์ลอส เคยรอซ อดีตมือขวาคนสนิทของเขาเป็นอย่างมากที่แนะนำนักเตะคนนี้มา เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ เคยรอซ เคยมีส่วนช่วยในการตัดสินใจปิดดีล CR7 มาเเล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ดังนั้น เฟอร์กี้ จึงอยากจะลองเสี่ยงดูสักครั้ง

ช่วงเวลาดังกล่าวแมนฯ ยูไนเต็ด มีข่าวลือกับทั้ง ฮาเมส โรดริเกซ และ เอเด็น อาซาร์ แต่เฟอร์กี้เชื่อ เคยรอซ ที่มี เมนเดส เป็นเอเยนต์ส่วนตัว และมองข้ามทั้งสองคนนี้ที่กลายเป็นนักเตะระดับเวิลด์คลาสในอีก 7-8 ปี ต่อมา

 10

เดอะ การ์เดี้ยน สื่อดังในอังกฤษบอกว่า แมวมองจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ติดตามฟอร์มการเล่น ฮาเมส ที่ ณ ตอนนั้นเป็นนักเตะชาวต่างชาติคนแรกที่มีอายุน้อยที่สุด ที่ได้เล่นในลีกสูงสุดของประเทศอาร์เจนติน่าด้วยวัย 17 ปี (กับแบนฟิลด์) ปีศาจเเดง มีโอกาสคว้าตัวปีกชาวโคลอมเบียเพียง 5 ล้านปอนด์เท่านั้น แต่การซื้อขายก็ไม่เกิดขึ้น และเป็นช่วงเวลาเดียวที่พวกเขาคว้า เบเบ้ มาร่วมทีม (ปัจจุบัน ฮาเมส เป็นหนึ่งในนักเตะที่ เมนเดส ดูแลผลประโยชน์ด้วย)

ขณะที่สื่อโปรตุเกสอย่าง A Bola ก็ยืนยันว่า เฟอร์กี้ เชื่อในตัว เคยรอซ มาก และมั่นใจว่า เบเบ้ จะเก่งกว่า อาซาร์ ดาวรุ่งชาวเบลเยียมที่อยู่กับลีลล์ จน “ปีศาจเเดง” ตัดสินใจไปอย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้น

"ด้วยฝีเท้าแบบเขา, เบเบ้ น่าจะยิงได้ถึง 20 ประตูต่อฤดูกาล" เฟอร์กี้ ให้สัมภาษณ์ A Bola "เราเคยเห็นฝีเท้าของอาซาร์แล้ว แต่เราตัดสินใจเซ็นสัญญากับเบเบ้แทน ซึ่งเราต้องเสี่ยงว่าเขาจะทำผลงานได้ดีหรือไม่ มันชัดเจนว่าเขามีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบากที่ถนนของกรุง ลิสบอน"

ทั้งหมดคือสาเหตุที่ เบเบ้ เป็นดีลแรกที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซื้อตัวมาโดยไม่เห็นฟอร์ม ไม่ว่าจะด้วยตา หรือแม้กระทั่งการดูผ่านวีดีโอ ... รู้ตัวอีกที เบเบ้ ก็ลงซ้อมร่วมกับนักเตะที่เขาเคยได้ดูผ่านทีวีเท่านั้น เวย์น รูนี่ย์, ไรอัน กิ๊กส์ และคนอื่นๆ ทำให้เขาเหมือนกับอยู่ในดินเเดนแห่งความฝัน ณ ช่วงเวลานั้น เบเบ้ มี อันเเดร์สัน เป็นเหมือนล่ามส่วนตัวของเขา

"มันเป็นความรู้สึกที่น่าสุดเหวี่ยงนะ ไม่เคยคาดหวังว่าอะไรแบบนี้จะเกิดขึ้นกับผมเลย ผมนึกว่ามันจะเป็นเรื่องตลก แต่เมื่อถึงสัปดาห์สำคัญผมก็รู้ว่าทุกอย่างกำลังจะเป็นอย่างที่เขาว่า ขอบคุณ จอร์จ เมนเดส ที่เป็นเอเย่นต์คนสำคัญที่สุดในชีวิตของผม" เบเบ้ กล่าวกับ แมนเชสเตอร์ อีฟนิง นิวส์

 11

ในช่วงแรกไม่มีใครมีวีดีโอคลิปการเล่นของ เบเบ้ มากนัก ภาพที่บันทึกไว้เป็นภาพสมัยที่เขาเล่นให้กับ กิมาไรส์ ในเกมสำรอง มีรายละเอียดทักษะน้อยมาก เเละเป็นวีดีโอสั้นๆ แต่ทุกอย่างก็ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แฟน ยูไนเต็ด อุ่นใจขึ้นบ้างเพราะหลังจากย้ายมาร่วมทีมได้ไม่กี่สัปดาห์ เบเบ้ ก็ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ โปรตุเกส ที่ไม่ใช่ทีมชาติชุดคนไร้บ้านเป็นครั้งแรก ทีมโปรตุเกสชุดยู 21 ของเบเบ้ ลงเล่นในรายการรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2011 ในเกมพบกับ อังกฤษ

หลังโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า นักเตะมีฝีเท้าเก่งสมคำร่ำลือ จนถึงขนาดทำให้ แมนฯยู ต้องยอมควักเงินซื้อตัว 7.4 ล้านปอนด์ (9 ล้านยูโร) มาร่วมทีม แบบโดยที่ไม่เคยเห็นฟอร์มมาก่อนจริงหรือไม่ เฟอร์กี้ ได้ส่งแมวมองไปซุ่มดูฟอร์มของตัวรุกวัย 21 ปี ถึงขอบสนาม เกมคัดเลือก ยูโร-21 ซึ่งโปรตุเกสแพ้ไป 0-1

ผลที่ได้กลับปรากฏว่า เบเบ้ ไม่อาจทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนหนึ่งอาจโทษได้ว่าเป็นเพราะแท็คติกของทีม ที่เล่นกองหน้าตัวเป้า ทำให้ต้องเล่นบอลโยนยาวเป็นส่วนใหญ่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เบเบ้ ไม่ได้มีรัศมีของดาวเตะมหัศจรรย์แม้แต่น้อย เพราะแค่การจับบอล, ส่งบอล, เลี้ยงบอล แบบพื้นฐาน เจ้าตัวก็ยังพลาดหลายต่อหลายครั้ง

มีเพียงจังหวะเดียวเท่านั้น ที่ เบเบ้ ทำได้ดี โดยเขาโชว์สปีดความเร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในความสามารถที่ถูกพูดถึง ควบมารับบอล ก่อนล็อกหลบหาจังหวะยิง แต่บอลตรงประตูและไม่แรงเท่าไหร่ ทำให้ แฟรงค์ ฟิลดิง ผู้รักษาประตูของอังกฤษ ปัดบอลออกมาได้

 12

ทุกอย่างกระจ่างมากขึ้นเรื่อยๆ เบเบ้ แทบไม่มีช่วงเวลาที่ดีกับทีมชุดใหญ่ของ “ปีศาจเเดง” เลย เฟอร์กี้ ให้โอกาสเขาเป็นอย่างมากในช่วงฤดูกาล 2010-11 หรือปีแรกที่เขามาถึง 7 นัดกับ 2 ประตูถือเป็นตัวเลขที่ไม่แย่ (รวมถึงได้สัมผัสถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วย แต่ไม่มีการขึ้นเครดิตนี้ให้กับเขา เนื่องจากลงสนามไม่ครบตามเกณฑ์) ทว่าในแง่ของวิธีการ เบเบ้ ไม่อาจฉายแววเหมือน โรนัลโด้ แบบที่ใครว่าได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้น 3 ปีต่อมาเขาก็ไม่เคยได้ลงเล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด อีกเลย

 13

ปัจจุบัน เบเบ้ อยู่กับ ราโย บาเยกาโน่ ทีมในลีกสูงสุดของ สเปน เขาอายุ 28 ปีแล้ว และย้ายทีมมากถึง 8 ครั้งนับตั้งแต่ออกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่เขาเข้าใกล้สิ่งที่ ปีศาจเเดง เคยคาดหวังไว้ และทุกการย้ายทีมเกิดขึ้นภายใต้การดูแลของบริษัท เกสติฟุต ซึ่งมี จอร์จ เมนเดส เอเย่นต์ที่ดีที่สุดในชีวิตของ เบเบ้ เป็นเจ้าของนั่นเอง