เก็บตกหลังเกม ! 5 เรื่องต้องรู้ หลัง ลิเวอร์พูล บุกพ่าย นาโปลี 0-1

เก็บตกหลังเกม ! 5 เรื่องต้องรู้ หลัง ลิเวอร์พูล บุกพ่าย นาโปลี 0-1
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

นาโปลี ทำได้ดีในการจัดการกับแนวรุกของ ลิเวอร์พูล จนทำให้ประตูของ ลอเรนโซ อินซินเญ กลายเป็นประตูชัยของพวกเขาในท้ายที่สุด พาพวกเขาขึ้นไปรั้งจ่าฝูงของกลุ่มด้วยการมี 4 คะแนนและยังไม่เสียประตู ส่วน ลิเวอร์พูล ร่วงไปอยู่ที่ 2 

ไปดูกันว่ามีประเด็นอะไรเกิดขึ้นบ้างในเกมนัดดังกล่าวระหว่าง นาโปลี กับ ลิเวอร์พูล 

5. แนวรับ นาโปลี ทำได้เยี่ยมALBERTO PIZZOLI/GettyImages แม้ว่าจะถูกปรามาสให้เป็นทีมเต็ง 3 ของกลุ่ม หลังต้องโคจรมาอยู่กับทีมจอมถล่มประตูอย่าง เปเอสเช และ ลิเวอร์พูล แต่ นาโปลี ทำให้เห็นว่าหากคุณมีวินัยเกมรับที่ดี คุณก็สามารถเก็บคลีนชีตออกไปได้

ในเกมนัดนี้สามประสานของ ลิเวอร์พูล แทบไม่สามารถทำอะไร นาโปลี ได้เลย คาลิดู คูลิบาลี และ มาริโอ รุย สามารถเก็บ ฟีร์มิโน กับ ซาลาห์  ได้อยู่หมัด ในขณะที่ มัคซิโมวิช และ อัลบิโอล ก็ทำให้ ซาดิโอ มาเน เล่นบอลยากขึ้นกว่าเดิม

เกมนัดต่อไปจะถือเป็นบททดสอบที่หินที่สุดในรอบนี้ เมื่อพวกเขาจะเจอกับ เนย์มาร์, เอ็มบัปเป้ และ คาวานี ที่วันนี้ยิงให้ เปเอสเช รวมกันไป 5 ประตูในเกมถล่ม เรดสตาร์ 6-1 หาก นาโปลี ยังรักษาคลีนชีต ได้อีก พวกเขาก็สมควรที่จะเข้ารอบต่อไป

4. สามประสานปืนฝืดต่อเนื่องFILIPPO MONTEFORTE/GettyImages สามประสาน มาเน-ซาลาห์-ฟีร์มิโน ยิงรวมกันใน แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลที่แล้วถึง 30 ประตู แต่หลังจากผ่านไป 2 นัดในฤดูกาลนี้ พวกเขาเพิ่งทำได้เพียง 1 ประตูเท่านั้น และเพิ่งจะทำได้แค่ 2 ประตู จาก 4 เกมหลังสุดเสียด้วย

ในเกมนี้นักเตะอย่าง ซาลาห์ และ ฟีร์มิโน ไม่สามารถสลัดตัวประกบของ นาโปลี ได้เลย ไม่แม้แต่จะได้โอากสจบสกอร์แบบจัง ๆ ด้วยซ้ำ ในขณะที่ มาเน อาจจะดูหวือหวากว่าหน่อย แต่การเข้าทำของเขาก็ยังไม่ดีพอที่จะสร้างอันตรายให้กับคู่แข่งในเกมนี้

สถิติของพวกเขาในเกมนี้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ พวกเขามีโอกาสยิงเพียง 4 ครั้งเท่านั้นตลอดเกม และไม่สามารถยิงตรงกรอบได้เลย

ไม่ใช่ข่าวดีสุด ๆ เมื่อคุณต้องแข่งขันกับ แมนฯ ซิตี้ ในอีก 4 วันหลังจากนี้

3. โจ โกเมซ ยังโดดเด่นต่อเนื่องFILIPPO MONTEFORTE/GettyImages แม้จะเจอกับมรสุมเกมบุกของ นาโปลี แต่ โจ โกเมซ กลับเป็นคนเดียวที่สามารถเล่นได้ด้วยฟอร์มคงที่ ไม่มีช็อตผิดพลาดให้เห็นแต่อย่างใด และที่สำคัญปกว่านั้น เขายังช่วยสกัดบอลมาจากเส้นประตูอีกด้วย

โกเมซ สกัดบอลได้ถูกจังหวะทุกครั้ง การยืนคุมตัวประกบก็ทำได้ดี การเล่นกลางอากาศก็ทำได้เยีย่ม เทียบกับ ฟาน ไดค์ ที่มีจังหวะเหวอไปบ้างในครึ่งแรกก็ถือว่าเด็กหนุ่มวัย 21 ปีสอบผ่านแบบ 100 คะแนนเต็ม

นั่นทำให้สถานการณ์ของ เดยัน ลอฟเรน น่าจะร้อน ๆ หนาว ๆ ขึ้นมาบ้าง เพราะแม้ว่าเขาจะหายดีกลับมาลงเล่นๆด้แล้ว แต่การจะแทรกตัวจริง โกเมซ ขึ้นมาก็คงยากหน่อยล่ะ

2. เกอิต้า บาดเจ็บALBERTO PIZZOLI/GettyImages นาบี้ เกอิต้า ลงเล่นในเกมนี้ได้เพียง 17 นาทีเท่านั้นก่อนจะโดนหามออกสนาม แม้ว่าอาการของเขาจะยังไม่ชัดเจน แต่การต้องนอนบนเปลสนามแถมให้รถกอล์ฟพาเอาร่างของเขาออกจากสนามแข่งขันไม่น่าจะใช่สัญญาณที่ดีเท่าไหร่

เกอิต้า เป็นคนที่ทำให้แผงกองกลางของ ลิเวอร์พูล มีความคล่องตัวสูง เพราะในขณะที่ มิลเนอร์ คอยสร้างความปั่นป่วนให้คู่แข่งตรงนู้นที ตรงนี้ที เกอิต้า จะเป็นคนที่ฉกฉวยความได้เปรียบที่เกิดขึ้นจากการขยับของ มิลเนอร์ และความสามารถที่เล่นได้ทั้งรุกและรับของเขามักสร้างประโยชน์ให้ทีมได้เสมอ

ไม่รู้ว่า เฮนเดอร์สัน หรือ ฟาบินโญ ที่จะได้ลงเล่นในเกมกับ แมนฯ ซิตี้ แต่ที่แน่ ๆ คือ ลิเวอร์พูล จะขาดความคล่องตัวไปพอสมควรเลยล่ะ 

1. เรดสตาร์ ไม่ใช่งานง่ายสำหรับ ลิเวอร์พูลSrdjan Stevanovic/GettyImages แน่นอนล่ะ หากพวกเขายังทำได้แค่นี้ การเปิดบ้านรับ เรดสตาร์ เบลเกรด ในวันพุธที่ 24 ตุลาคม มีแต่จะเป็นเรื่องอับอายเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเหล่าแนวรุกของทีมไม่สามารถจบสกอร์ได้

แม้ว่า เปเอสเช จะยิงสลุตใส่ดาวแดงไปถึง 6 ประตู แต่อย่าลืมว่า เนย์มาร์, เอ็มบัปเป้ และแข้ง เปเอสเช ถนัดเรื่องการกินหมูอยู่แล้ว ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ในฤดูกาลนี้นั้นค่อนข้างชัดเจนว่าพวกเขาไม่สามารถรักษาฟอร์มให้ต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะ โม ซาลาห์ 

นาโปลี เองก็ยังสะดุดเสมอ 0-0 แบบ งง ๆ มาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้า ลิเวอร์พูล ยังประมาท โอกาสที่พวกเขาจะอด 3 แต้มก็มีมากทีเดียว อย่าลืมว่ากลุ่มของพวกเขาโหดที่สุดแล้วในปีนี้ เพราะฉะนั้น เรดสตาร์ จะใส่ไม่ยั้งแน่นอน