5 เหตุผลที่ ลิเวอร์พูล สมควรได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้

5 เหตุผลที่ ลิเวอร์พูล สมควรได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปได้ 4-1 ในเกม อินเตอร์เนชันแนล แชมเปี้ยนส์คัพ 2018 ตอนนี้คงไม่มีแฟนบอลทีมไหนจะภูมิใจในทีมของพวกเขามากกว่า ฟงส์แดง ลิเวอร์พูล อีกแล้ว และด้วยฟอร์มของนักเตะตัวเทพแต่ละคนในแต่ละนัดที่ผ่านมา นั่นทำให้ทมีของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงนั้นมีลุ้นแชมป์ลีกในปีนี้มากทีเดียว 

และนี่คือ 5 เหตุผลที่ ลิเวอร์พูล สมควรจะคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี

5. ยังไม่เคยมีใครป้องกันแชมป์ได้นับตั้งแต่ เซอร์อเล็กซ์ เมื่อ 10 ปีก่อนOLI SCARFF/GettyImages
พรีเมียร์ลีก ก่อตั้งมากว่า 27 ปีแล้ว แต่เพิ่งจะมีผู้จัดการทีมเพียง 2 คนเท่านั้นที่ป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้ นั่นก็คือ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ โชเซ มูรินโญ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่มีการป้องกันแชมป์เกิดขึ้นก็ต้องย้อนไป 10 ปีที่แล้วที่ท่านเซอร์พา แมนฯ ยู ป้องกันแชมป์ได้ถึง 2 ปีติดต่อกัน

สาเหตุหนึ่งที่ พรีเมียร์ลีก ใน ทศวรรษต่อมาป้องกันแชมป์กันไม่ได้เลยก็คือความไม่ต่อเนื่องของทีม แมนฯ ยู ในยุคปลายของ เฟอร์กูสัน ไม่มีใครโตพอที่จะนำทีมได้อีกแล้วแม้แต่ เวย์น รูนีย์ ในขณะที่ เชลซี ก็เปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นว่าเล่น อาร์เซนอล ยืนระยะได้ไม่ยาวทั้งฤดูกาล  แมนฯ ซิตี้ ยังใหม่อยู่ ไม่ต้องพูดถึง ลิเวอร์พูล กับ สเปอร์ส เลยด้วยซ้ำ 

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือจำนวนทีมที่จะลุ้นแชมป์ สมัยนั้นมีอย่างมากก็แค่ 3 ทีมเท่านั้นทีี่ยืนระยะได้นานพอจะลุ้นแชมป์ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว จากบิ๊กโฟร์ขยับสู่ท็อปซิกซ์ และไม่ใช่ท็อปซิกซ์แค่ขนาดทีม แต่หมายถึงท็อปซิกซ์ที่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งกันได้ทุกเมื่อ

เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นแฟน แมนฯ ซิตี้ แล้วคิดว่าจะป้องกันแชมป์ได้ง่าย ๆ แบบที่เคยเกิดขึ้นกับ เฟอร์กูสัน หรือ มูรินโญ ละก็ คุณอาจคิดผิด

4. การเสริมทีมให้สมบูรณ์JEFF KOWALSKY/GettyImages
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้แชมป์ในลีกต่าง ๆ ก็คือการมีทีมที่สมบูรณ์ที่เข้ากับแท็คติคของเขา ไม่ว่าจะเป็น บาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิค หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งกับ 2 ทีมแรกที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว เขาพาทีมคว้าแชมป์ได้ทันที ส่วนกับ แมนฯ ซิตี้ เขาใช้เวลา 1 ฤดูกาลไปกับการปรับทีม ศึกษาผู้เล่นเก่า ซื้อผู้เล่นใหม่เพิ่ม ก่อนมาคว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาลที่สอง

ในขณะที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ใช้เวลาปรับปรุงทีมมาร่วม 2 ปีครึ่ง และสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเริ่มไว้ใกล้จะเห็นผลไปทุกขณะ นับตั้งแต่ โจเอล มาติป, ซาดิโอ มาเน, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ไหนจะยังปั้นนักเตะยุคก่อนหน้าเขาอย่าง  โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ให้ออกมาแจ่มกว่าเดิมอีก ยิ่งฤดูกาลนี้เขาได้นักเตะมาเพิ่มอีก 4 ราย ซึ่งช่วยปิดจุดอ่อนของทีมได้ดีแล้วด้วย ยิ่งทำให้โอกาสคว้าแชมป์ของเขามีมากขึ้นไปอีกในปีนี้

3. คู่แข่งยังไม่เข้าตาMatthew Ashton - AMA/GettyImages
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทีมใดทีมหนึ่งที่สมบูรณ์พร้อมสุด ๆ ไม่สามารถเข้าป้ายแชมป์ได้ก็คือคู่แข่งที่เหนือกว่า ซึ่งสำหรับ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้แล้ว พวกเขามีเพียงทีมเดียวให้ต้องระวังเท่านั้นก็คือ แมนฯ ซิตี้

รองแชมป์ในปีที่แล้วอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถคว้าตัวเปลี่ยนเกมมาจริง ๆ จัง ๆ ได้เลย พวกเขาได้ตัว ดาโลต์, แกรนท์ และ เฟร็ด มาแค่ 3 รายและยังไม่เห็นว่าจะตอบโจทย์ในแนวรุกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้กับแนวรับที่อ่อนยวบได้อย่างไร 

สเปอร์ส แทบไม่ต่างจากในปีที่แล้ว

เชลซี ตกลงกับ 2 คีย์แมนของทีมไม่ได้เลยว่าจะเอายังไง ส่วนตำแหน่งอื่นก็ยังเก้ ๆ กัง ๆ เอาแน่อะไรไม่ได้

อาร์เซนอล ดูเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดใน 4 ที แต่นั่นเป็นผลมาจากการปรับปรุงทีมในช่วงท้ายของ เวนเกอร์ และการเปลี่ยนผู้จัดการทีมคนใหม่ ซึ่งก็น่าจะต้องใช้เวลาอีกหน่อยสำหรับ เอเมอรี ที่จะพาทีมกลับมาคว้าแชมป์ได้

โดยรวมแล้ว คล็อปป์ ทำได้ด้ีที่สุดในจำนวน 5 ทีมที่ต้องไล่ แมนฯ ซิตี้ คว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ พวกเขามีทั้งความต่อเนื่องและการเสริมทีมที่แข็งแกร่ง นั่นทำให้ พวกเขามีโอกาสมากกว่าทีมอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย

2. นักเตะรู้ถึงความเป็นไปได้Jason Miller/GettyImages
สิ่งที่จะช่วยให้แผนการเล่นของโค้ชกับความสามารถของนักเตะแสดงศักยภาพสูงสุดออกมาได้ก็คือความมั่นใจในตัวนักเตะและโค้ช ซึ่งถ้าหากพวกเขากล้าที่จะฝันถึงแชมป์ พวกเขาก็จะเล่นแบบที่แชมป์เล่น ถ้าพวกเขาเล่นแบบทีมอันดับ 4 พวกเขาก้จะเล่นแบบทีมอันดับ 4 เท่านั้น และสุดท้ายพวกเขาก็หนีอันดับนั้นไม่พ้น

ฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเริ่มเอาไว้ไม่ดีเท่าไหร่ กว่าจะได้ความมั่นใจกลับมาก็ตอนที่ร่างกายล้ากันหมดแล้ว ในฤดูกาลนี้พวกเขาจึงจะเริ่มด้วยความมั่นใจแบบแชมเปี้ยนเต็มตัว หลังจากหลุดเข้าชิง แชมเปี้ยนส์ลีก กับทีมระดับท็อปของโลกอย่าง เรอัล มาดริด ได้ แถมยังสู้ได้ดีอีกด้วยจนกระทั่งเสีย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไป และความผิดพลาด 2 ครั้งของ คาริอุส ทำให้พวกเขาต้องพ่ายยับในที่สุด ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะแก้ไขแล้วด้วยการดึง อลิสซอน กับการหาอะไหล่ชั้นยอดอย่าง ชากิรี เข้าร่วมทีม

นักเตะหลายคนที่อยู่กับทีมเมื่อปีที่แล้วล้วนมีความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม ส่วนนักเตะใหม่ก็ล้วนเป็นตัวที่มีประสบการณ์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะ อลิสซอน, ฟาบินโญ, เกอิต้า หรือ ชากิรี ยิ่งการชนะทีมสำรองของ แมน ยู ด้วยอีก เชื่อว่าพวกเขาจะเปิดฤดุกาลใหม่ได้น่ากลัวทีเดียว

เหลือแค่ว่าพวกเขาจะสานต่อความมั่นใจนี้ไปจนจบฤดูกาลได้หรือไม่ อย่าให้เหมือน ลิเวอร์พูล 2002-03 ในยุคของ เชราร์ อูลลิเยร์ ที่ตายกลางทางจนกู่ไม่กลับ อาร์เซนอล 2015/16 ของ อาร์เซน เวนเกอร์ ที่มีลุ้นแชมป์เต็มตัวทีมเดียวจากท็อปไฟว์ ก่อนสุดท้ายจะยกแชมป์ให้ม้ามืดอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ หรือ แมนฯ ยู 2017/18 ของ โชเซ มูรินโญ ที่เปิดตัวสวย แต่จบแบบไม่น่ามองสุด ๆ

1. โอกาสสุดท้ายJason Miller/GettyImages
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของพวกเขาที่จะเปิดฤดูกาลด้วยความมั่นใจสุด ๆ เพราะในยุคของ เชราร์ อูลลิเยร์, ราฟาเอล เบนิเตซ และ แบรนดอน ร็อดเจอร์ส นั้น พวกเขาก็เคยคว้าอันดับ 2 จนแฟนหงส์แดงได้ฝันในฤดูกาลต่อไปมาแล้ว แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงอ่าว แต่มีอยู่ 2 อย่างที่ทำให้ คล็อปป์ ดูดีกว่าทีมเหล่านั้น แม้ว่าจะได้แค่อันดับ 4 ในปีที่แล้วก็ตาม

ข้อแรก ทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ เต็มไปด้วยสตาร์ที่หวังผลได้ ทั้งชื่อเสียงและฝีมือในสนาม ลองเปรียบเทียบทั้ง 4 ทีมดูได้ ทีมของ คล็อปป์ มีแผงแนวรุกที่น่ากลัวที่สุดจาก 3 ตัวหลัก ในขณะที่ที่มของ อูลลิเยร์ มีแค่ โอเวน, เบนิเตซ มีแค่ ตอร์เรส และ ร็อดเจอร์ ไม่มีกองหน้าที่พึ่งได้เลยหลังเสีย ซัวเรซ ไป ในแผงหนวรับ ฟาน ไดจ์ค กับ ลอฟเรน ทำผลงานได้ดีขึ้นมาก และเมื่อเทียบกับคู่ก่อน ๆ อย่าง ฮูเปีย-คาร์ราเกอร์, แอกเกอร์-คาร์ราเกอร์ หรือ สเคอร์เทล-ลอฟเรน แล้ว คู่หูของ คล็อปป์ ก็ยังดูมีภาษีกว่า

ข้อที่สอง นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของ คล็อปป์ ทั้งในแง่ของโอกาสที่จะแสดงผลงานและกำลังใจของนักบอล เมื่อคุณทุ่มเงินไปมหาศาลและทุกอย่างดูปูเสื่อรอให้คุณมาคว้าเอาไปแบบนี้ หากคุณยังชวดอีก ความมั่นใจของนักเตะที่จะคว้าแชมป์และชื่อเสียงของคุณจะตกลงฮวบฮาาบอย่างแน่นอน และด้วยเงินที่ใช้ไปขนาดนี้ หากยังคว้าแชมป์ไม่ได้อีกก็เตรียมโดนเฉ่งทั้งจากบอร์ดบริหารและเหล่านักวิจารณ์ได้เลย

คล็อปป์ ไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว นี่คือโอกาสสุดท้ายของเขา และเขาจะทุ่มมันสุดตัวแน่นอน