108 วิธีเชียร์ “อังกฤษ” แบบไม่หงุดหงิด เสียอารมณ์

108 วิธีเชียร์ “อังกฤษ” แบบไม่หงุดหงิด เสียอารมณ์
Matichon

สนับสนุนเนื้อหา

จริงๆ แล้วความพ่ายแพ้ของทีมชาติอังกฤษ ต่ออิตาลี ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2557 ก็มิได้เป็นเรื่องพลิกความคาดหมาย หรือเข้าข่าย ล็อกถล่มแต่อย่างใด

หากจะพูดกันตรงๆ อังกฤษ ก็แพ้ไปตามสภาพ โดยที่ อิตาลี ไม่จำเป็นต้องเค้นฟอร์มระดับเทพออกมาแต่อย่างใด

ยิ่งเมื่อดูจากผลงานของทีมชาติอังกฤษ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา หรือดูจากการจัดอันดับของฟีฟ่า การพ่ายแพ้ต่ออิตาลีถือเป็นเรื่องปกติ สามัญมาก

แต่แฟนฟุตบอลชาวไทยที่ชื่นชอบอังกฤษก็อดที่จะหงุดหงิด และทิ้งระเบิดใส่ทั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีมไม่ได้

มีประเด็นโจมตี หลายจุดหลายประเด็น อาทิ รอย ฮอดจ์สัน ผู้จัดการทีม วางตัวไม่เหมาะ แก้เกมช้า  ฯลฯ

มีการบูชายัญแพะตามธรรมเนียมเช่น รูนี่ย์ไม่คม, เจอร์ราดสู้ อันเดร ปิร์โล่ ไม่ได้, เวลเบ็ค/เฮนเดอร์สัน เอาลงไปทำไม, แบ็กซ้ายขวา ทั้ง เบนส์และ จีเจ หมดอายุไปแล้ว ฯลฯ

คือเวลาที่บอลแพ้ มี 108 เรื่องที่ขุดค้นขึ้นมาด่าระบายอารมณ์ได้สบายๆ

แต่สิ่งที่กองเชียร์อาจหลงลืมไปนั่นคือ ความหงุดหงิดจากการเชียร์นั้น บ่อยครั้งที่เกิดจากความคาดหวังที่สูงเกินสภาพความเป็นจริงของทีม โดยเฉพาะทีมชาติอังกฤษ


หากลองเปลี่ยนมุมคิดใหม่ อาจชม เชียร์ ทีมชาติอังกฤษได้สนุก และไม่เสียอารมณ์มากนักเช่น

1.อังกฤษโชคร้ายมาอยู่ในการแบ่งกลุ่มสายแข็ง ที่ต้องเจอทั้ง อิตาลี อุรุกวัย และ คอสตาริกา
2.อังกฤษอยู่ในช่วงรอยต่อของการสร้างทีม และเลือกใช้ผู้เล่นอายุน้อยเป็นหลัก ประสบการณ์ แรงเสียดทานอาจจะเป็นรองคู่แข่งขันเป็นเรื่องธรรมดา
3.อย่างน้อยการเผชิญหน้ากับ อิตาลี รูปเกมอังกฤษก็สู้ได้ไม่ขี้เหร่ ไม่ถึงกับโดนถล่มยับ โดยต้อน บุกกดดันอยู่ฝ่ายเดียว
4.อังกฤษแสดงให้เห็นถึงการเล่นแบบ ทีมเวิร์ค ได้ดีกว่าในบางยุคที่แม้จะมีซูเปอร์สตาร์ระดับเวิล์ดคลาส แต่เล่นไม่ได้เป็นทีมเดียวกันเอาเสียเลย
5.สปิริตที่เข้มข้น และหัวใจสู้ไม่ถอยของขุนพลสิงโตคำราม ก็ยังเป็นจุดเด่น เป็นจุดขายได้ไม่เปลี่นแปลง
ความจริงแล้วยังมีอีกมากมาย 108 เหตุผลที่หยิบยกมาค้ำยันให้เห็นถึง ความเสียเปรียบของ อังกฤษ ในเวลาการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยเฉพาะผู้เล่นระดับบิ๊กเนม หรือฝีเท้าระดับ เวิล์ดคลาส นั้น สูญพันธ์ไปจากทีมชาติอังกฤษมาเนิ่นนานแล้ว

หากไม่นับ ไมเคิล โอเว่น ที่เคยได้รางวัล บัลลงดอร์ แล้ว ผู้เล่นทักษะสูงจนเป็นที่ยอมรับในระดับโลกอย่างแท้จริง แบบ ซีเนอดีน ซีดาน(ฝรั่งเศส) , โรนัลโด้(บราซิล), คริสเตียโน โรนัลโด้(โปรตุเกส), ลีโอเนล เมสซี่(อาร์เจนตินา) ซึ่งจะเป็นคีย์แมนผู้พลิกเกม สร้างความแตกต่าง จนนำพาทีมชาติไปสู่ความสำเร็จนั้น

อังกฤษแห้งแล้งบุคลากรในระดับนั้นมาเนิ่นนานแล้ว

กระนั้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ก็มิใช่ว่า ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษจะปราศจากการพัฒนาโดยสิ้นเชิง

จากปรัชญา “ไดเร็กต์ฟุตบอล” ที่ เน้นความแข็งแกร่งของผู้เล่นที่สูงใหญ่ ความมีวินัย ใจสู้ รับมือกับคู่แข่งอย่างตรงไปตรงมา(สไตล์สุภาพบุรุษชาวอังกฤษ?) มีความคลี่คลายไปสู่รูปแบบการเล่นที่หลากหลายมากขึ้น มิใช่เป็นไปตามสูตรขนานแท้และดั้งเดิม โยนบอมบ์ไปข้างหน้า ใช้ปีกซ้ายขวาโยนบอลเข้าโจมตี อีกต่อไป

ในเกมที่ต่อกรกับ อิตาลีขบวนล่าสุด โดยเฉพาะในครึ่งหลัง อังกฤษ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการควบคุมเกมด้วยกองกลาง เน้นเกมรุกที่พยายามใช้ความสามารถของผู้เล่นอย่าง ราฮีม สเตอริ่ง เอาชนะแบ็คของอิตาลี แล้วเปิดบอลเข้ากลางให้ศูนย์หน้าเข้าชาร์จ(ซึ่งก็ประสบความสำเร็จไป 1 ครั้ง)


แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว การใช้ศักยภาพของแบ็คทั้ง 2 ข้าง ไม่ว่าจะเป็น เกลน จอห์นสัน หรือ เลย์ตัน เบนส์ สนับสนุนเกมรุกด้านช้างทำได้แบบมีข้อจำกัด(ทั้งที่กองหลังอิตาลีชุดนี้ก็ไม่ได้มาตรฐานสูงส่งเหมือนในอดีต)ประสิทธิผลในการโจมตีจึงปรากฏผลออกมาอย่างที่ได้เห็นกัน

ผมยังเชื่อว่า ความพ่ายแพ้ต่อ อิตาลี จะช่วยให้บรรดากองเชียร์ ถอยกลับมาสู่ความเป็นจริงมากขึ้น

โดยไม่เชียร์เยอะ ออกตัวแรง ตั้งความคาดหวังสูง เชียร์ไปตามสภาพ

มองหาแง่มุมบวกที่จรรโลงอารมณ์ จากทีมสิงโคคำราม เวอร์ชั่นนี้ ทีละนัดๆ จะได้เชียร์ได้แบบไม่เครียดมากเกินไป

เรื่องเครียด ลุ้นอังกฤษเข้ารอบผมว่า ปล่อยให้ “เฮียฮ้อ” แกจัดหนักของแกต่อไปเถอะครับ...

คอลัมน์ “ลูกหนังช่างคิด” โดย “คันโตน่า @ บางคูวัด”

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!