เจาะลึกเบื้องหลังดีล 'มาตา'

เจาะลึกเบื้องหลังดีล 'มาตา'

ฟุตบอล : "การเจรจาครั้งนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีการใช้ "บุคคลที่ 3" เพื่อช่วยให้การเจรจาเกิดขึ้นและลุล่วงอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นทำให้ไม่เพียงแต่ค่าตัวมหาศาลที่ต้องจ่ายให้เชลซี

และการเพิ่มค่าเหนื่อยของ มาตา แบบ "ดับเบิล" จาก 70,000 ปอนด์เป็น 150,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์แล้ว พวกเขายังต้องเสียค่า "นายหน้า" ให้แก่คนที่ช่วยเจรจาด้วย"

แม้ว่าในเวลานี้จะมีหลายเรื่องราวที่มีความน่าสนใจ เช่น กรณีข่าวปมปริศนาค่าตัวของ เนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังชาวบราซิลที่ย้ายมาบาร์เซโลน่า ที่มีการพบความ "ไม่โปร่งใส" ในบางจุด และอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ของทีมอาซูลกรานาได้

แต่กรณีที่หลายคนกำลังจับตามองอยู่ในเวลานี้ ยังหนีไม่พ้นข่าวการเจรจาคว้าตัว ฆวน มานูเอล มาตา เพลย์เมคเกอร์ซ้ายธรรมชาติจากเชลซี ที่ว่ากันว่าทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยภายใน 24 ชั่วโมง

นั่นหมายถึงเมื่อ "ฮอตสกอร์" ฉบับวันนี้วางแผง มาตา อาจจะกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 35-40 ล้านปอนด์ไปแล้ว

สำหรับดีลครั้งนี้นั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลังการเจรจาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ประการแรกคือนี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่แมนฯ ยูไนเต็ด ซื้อผู้เล่นเข้ามาในช่วงตลาดการซื้อขายฤดูหนาวด้วยการทุ่มเงินแบบ "หน้ามืด" ซึ่งเป็นสิ่งที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หลีกเลี่ยงมาโดยตลอด

ประการต่อมาคือการเจรจาครั้งนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีการใช้ "บุคคลที่ 3" เพื่อช่วยให้การเจรจาเกิดขึ้นและลุล่วงอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นทำให้ไม่เพียงแต่ค่าตัวมหาศาลที่ต้องจ่ายให้เชลซี และการเพิ่มค่าเหนื่อยของ มาตา แบบ "ดับเบิล" จาก 70,000 ปอนด์เป็น 150,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์แล้ว พวกเขายังต้องเสียค่า "นายหน้า" ให้แก่คนที่ช่วยเจรจาด้วย

ทั้งนี้ยังไม่มีปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวคือใคร โดยคนที่ถูกคาดไว้คือ เคีย ชูรับเชียน ซูเปอร์นายหน้าคนดังของวงการก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่เขา แต่ก็ยอมรับว่ามีการมาขอคำปรึกษาจากทางแมนฯ ยูไนเต็ดจริง

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งรีบของการเจรจา ซึ่งผิด "วิสัย" ของแมนฯ ยูไนเต็ด อีกทั้งยังเป็นแนวทางการทำงานแบบใหม่ของ เอ็ด วูดเวิร์ด ผู้บริหารที่รับหน้าที่กำกับดูแลเรื่องพวกนี้แทนเดวิด กิลล์ ที่อำลาตำแหน่งไป ที่หลายคนเป็นกังวล เพราะขัดต่อขนบที่ผ่านมาของสโมสรมาก

อย่างไรก็ตาม พวกเขามีทางเลือกเหลือไม่มากนัก เพราะสถานการณ์ของทีมเวลานี้วิกฤติเหนือวิกฤติ และพวกเขาจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อปลุกขวัญกำลังใจกลับมาอีกครั้ง ซึ่งต้องยอมรับว่าข่าวการย้ายทีมของมาตา ทำให้พวกเขาพอมีความหวังขึ้นมาบ้าง

ดังนั้นแม้มันจะเป็นการเจรจา "สีเทา" ก็ต้องยอม

คำถามที่น่าสงสัยต่อมาคือ ทำไมเชลซี จึงยอมปล่อยมาตา นักเตะยอดเยี่ยมของสโมสร 2 ปีซ้อนออกมาให้กับทีมในระดับเดียวกันและเป็นคู่แข่งในลีกอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วย?

เรื่องนี้นั้น เกิดจาก "รอยร้าว" ในความสัมพันธ์ระหว่างโจเซ่ มูรินโญ่ กับมาตา ที่มีปัญหากันตั้งแต่เริ่มแรกในการร่วมงานกันในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา

ในช่วงแรกของพรีซีซั่นนั้น มาตา ไม่ได้มาร่วมเก็บตัวด้วยเนื่องจากติดภาระกิจกับทีมชาติสเปนในศึกคอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ

เพียงแต่ด้วยเหตุผลนี้ไม่ใช่เหตุผลหลักทั้งหมด เพราะยังมีนักเตะคนอื่นๆอีกที่ติดภาระกิจ เช่น ออสการ์, เฟร์นานโด ตอร์เรส, ดาวิด ลุยซ์ และเซซาร์ อัซปิลิเกวต้า

การแตกหักระหว่าง มูรินโญ่ กับมาตา เกิดขึ้นจากการที่ มาตา "พลาด" การ "บรีฟ" ครั้งแรกของมูรินโญ่ ที่รวมทุกคนในทีมเข้าด้วยกัน โดยในการบรีฟครั้งนั้นมีการอธิบายรายละเอียดทุกอย่างในทีม ทั้งสไตล์การเล่น ความคาดหวัง เป้าหมาย และบทบาทของแต่ละคน

บวกกับการที่กุนซือจอมโอหังนั้นไม่ถูกชะตากับมาตา เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้สถานะของดาวเตะทีมชาติสเปนเปลี่ยนแปลงจากนักเตะที่ "ไม่สามารถจับต้องได้" กลายเป็น "ตัวสำรองอดทน" ในระยะเวลาไม่นาน โดยมีปัญหาอาการบาดเจ็บของมาตา ในช่วงแรกที่ทำให้เขาหลุดจากทีมอย่างรวดเร็วด้วย

โดยมูรินโญ่ ไม่ใส่ใจกับสถานะนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสโมสร 2 ปีซ้อน เพราะมองว่าเป็นแค่การโหวตจากแฟนบอลและเพื่อนในทีมอย่างละปี ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะแตะต้องไม่ได้จริงๆ

ทั้งนี้แม้จะมีการ "ปลอบ" จากมูรินโญ่ว่ามาตา ควรจะอดทนเพื่อรอโอกาสในทีม แต่ที่สุดแล้วโอกาสนั้นไม่มีจริง และความอดทนของดาวเตะวัย 25 ปีลดลงเรื่อยๆ เพราะยังมีแรงกดดันภายในเรื่องการลุ้นติดทีมชาติไปฟุตบอลโลกด้วย

แรงกดดันถาโถมจนนำไปสู่การระเบิดอารมณ์ของมาตา หลังโดนเปลี่ยนตัวออกจากทีมในเกมพรีเมียร์ลีกวันปีใหม่กับเซาแธมป์ตัน ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่โตในเวลานั้น ก่อนที่มูรินโญ่ จะเบรกกระแสว่าไม่ได้มีอะไรกัน แต่ทุกคนรู้ว่าทั้งสองไม่สามารถกลับมาร่วมงานกันได้อีกครั้ง

สุดท้ายเมื่อมีข้อเสนอแบบไม่คาดฝันจากแมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งพร้อมจ่ายเงินจำนวนมากพอที่จะทำให้ เชลซี ยินดีจะปล่อยให้ โดยที่มูรินโญ่ ไม่ได้บีบบังคับใดๆเพราะยังมองว่าถึงเก็บไว้กับทีมก็ยังมีประโยชน์ เพียงแต่ถ้ามาตา อยากจะย้ายก็ขอให้ มาตา เป็นคนพูดเองว่าเขาอยากจะย้ายออกจากสแตมฟอร์ด บริดจ์ กุนซือชาวโปรตุเกสก็พร้อมจะเปิดทางให้

โดยนอกเหนือจากเรื่องที่ มูรินโญ่ ไม่อยากจะเก็บนักเตะที่ไม่มีความสุขในทีมไว้ ฝ่ายบริหารยังมองว่าค่าตัว 35-40 ล้านปอนด์ที่จะได้จากการขายมาตา จะช่วยสโมสรได้มากในการบาลานซ์บัญชีเดินสะพัดของสโมสรไม่ให้ติดตัวแดงตามกฏ Financial Fair Play ดีกว่าการรั้งตัวไว้แบบนี้

และด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวจึงนำไปสู่บทสรุปของการย้ายทีมของฆวน มาตา ดีลที่หากย้อนกลับไปเมื่อ 12 เดือนที่แล้วจะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด

ลูกแม่กิ่ง