จุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยน

จุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยน
Smm Sport

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : ณ จุดๆ นี้ "ปีศาจแดง" แสดงแสนยานุภาพด้วยการพุ่งชนชัยชนะครั้งแรก ประจำปี 2014 แล้วนะค้าบบบ ...

ฟังไปอาจดูเว่อยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างเกินความเป็นจริง แต่สำหรับคนชื่อ เดวิด มอยส์ มันเปรียบดั่งเข็มฉีดยาอาบโบท็อกซ์ จิ้มไปที่รอบใบหน้า พอให้รอยย่นบรรเทาเบาบางลงบ้าง

ที่ผ่านมาต้องพูดตรงๆ ล่ะว่า "มอยส์ เจ็บมาเยอะ" โดนทั้งศึกนอกศึกในเล่นงานไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะในสังคมโซเชี่ยล ถึงขั้นมีการตั้งกลุ่มเพื่อนมอยส์ ขึ้นมากระแนะกระแหนผลงานที่ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันของกุนซือวัย 50 กระรัต

ตกรอบ 3 เอฟเอ คัพ ด้วยน้ำมือ สวอนซี คารังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

จะไม่ให้โดนด่าก็กระไร ในเมื่อพี่แกดันมอบของขวัญปีใหม่ให้เหล่าสาวก "เร้ด อาร์มี่" ด้วยการนำทีมแพ้ 3 เกมติดจาก 3 ถ้วยในประเทศที่ลงไล่ล่า

หนึ่งในนั้นคือถ้วยที่ยักษ์ใหญ่ในยุคเปลี่ยนถ่ายอย่าง แมนฯ ยูฯ โหยหามาเป็นไหนๆ หลังจากห่างหายตู้โชว์มากว่า 10 ปี นับตั้งแต่มีชัยเหนือ มิลล์วอลล์ 3-0 คว้าถ้วยเอฟเอ คัพ ไปเมื่อฤดูกาล 2003-04

หนำซ้ำยังเป็นการพ่ายแพ้คารังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ตกรอบที่ 3 เอฟเอ คัพ ไปด้วยน้ำมือของทีมสวอนซี ซิตี้ ที่สามารถบุกมาเอาชนะ "ผีแดง" ถึงถิ่นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีมดังจากแคว้นเวลส์

(รูปซ้าย) ในวันอำลา เอฟเวอร์ตัน มาคุม "ผีแดง" ปัจจุบันหน้าย่นขึ้นเย๊อะ

ประวัติศาสตร์และสถิติมีไว้เพื่อทำลาย จงทำใจให้ชิน อย่าได้แคร์ ในเมื่อหัวหน้าขบวนยังตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนักเพื่อมิตรรักแฟนบอล 10 ปีล้างแค้นยังไม่สาย

สุภาษิตจีนอาจฉายภาพกว้างให้ดูเป็น 10 ปี แต่สำหรับ มอยส์ 1 สัปดาห์ให้หลังก็เพียงพอแล้วสำหรับการชำระแค้นแสนสาหัสกับภารกิจเด็ดปีก "หงส์ขาว"

พูดแล้วก็หาว่าคุย "เฮียมอยส์" ของพวกเรา สามารถส่งความสุขสู่มวลมหาประชาชนในศักราชใหม่ได้สำเร็จเสียที ชัยชนะเหนือ สวอนซี 2-0 คงเป็นเหมือนการ์ดอวยพรนิวเยียร์ที่อาจจะดูช้าไป แต่ก็ยังไม่สายที่จะเริ่มต้นใหม่

ล้างแค้น สวอนซี ในเกมลีก ชนะไป 2-0

ความจริงแล้วสกอร์ที่ออกมาควรที่จะเป็น 3-4 หรือ 5 ประตูต่อ 0 หากบรรดาแข้งอสูรไม่เอาโอกาสงามๆ ไปยัดลงโถชักโครกเสียหมดสิ้น ผลที่ออกมาจะสวยหรูกว่านี้มาก

โดยเฉพาะในครึ่งเวลาแรก "ผี" ควรจะมีสกอร์ตุนไว้ซัก 1 เม็ดเป็นอย่างน้อย หากว่า แดนนี่ เวลเบ็ค ดาวยิง 6 นัด 6 ประตู ไม่แปบอลหลุดเสาในจังหวะเหน่งๆ รวมถึง คริส สมอลลิ่ง และชินจิ คากาวะ ในครึ่งเวลาหลัง

แต่ถึงกระนั้น จะ 2-0 หรือ 5-0 ไม่สำคัญเท่า 3 แต้มอันล้ำค่า และจุดลงตัวในระบบการเล่นในยามที่แข้งตัวหลักอย่าง เวย์น รูนี่ย์ และโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ยังสลัดอาการเดี้ยงไม่ออก

"โก๋แดน" ลงสนาม 6 นัด ยิงไป 6 ประตู

แฟนบอลเรียกร้องหาความคงเส้นคงวาในยุคของ มอยส์ ที่แบกความคาดหวังและความกดดันไว้เต็มบ่า ไหนจะปัญหาอาการบาดเจ็บของบรรดานักเตะตัวหลัก รุมกินโต๊ะ "มอยส์ ของประชาชน" จนแทบกระอัก

ในฐานะสาวก "ปีศาจ" คนหนึ่ง แน่นอนว่าไม่อยากเห็นทีมแพ้ แต่ด้วยวิถีแห่งเกมลูกหนังผลการแข่งขัน ชนะ เสมอ แพ้ ย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่มีใครหรือทีมใดเก่งค้ำฟ้า

ขอเป็นกระบอกเสียงเล็กๆ ถึงเหล่า "เดวิลส์" ผู้เสพติดกับความสำเร็จจนลืมนึกถึงความเป็นจริงในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง อย่าลืมว่า กว่าจะเป็น เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในทุกวันนี้ เคยมีอนาคตที่แขวนบนเส้นด้ายมาก่อน และต้องใช้เวลากว่า 4 ปี ถึงจะมีถ้วยใบแรกมาฝากแฟนบอล

"จับมือไว้แล้วไปกับ มอยส์"

เพราะฉะนี้ & ฉะนั้นแล้ว ทุกคนควรอยู่กับปัจจุบันเพื่อก้าวผ่านปัญญาหา อุปสรรค และวิกฤตที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน "จับมือไว้แล้วไปกับ มอยส์" ฮ่าๆ

สุภาษิตว่าไว้ "ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นอนิจจัง" เพราะฉะนั้นจงอยู่อย่างมีความสุขในทุกความเปลี่ยนแปลง

จ่าตุ๊