เปิดศักราชใหม่สงครามอมตะลูกหนัง

เปิดศักราชใหม่สงครามอมตะลูกหนัง

ฟุตบอล : ไม่มีสงครามลูกหนังใดๆในโลกนี้ที่จะยิ่งใหญ่เหนือ "เอล กลาสิโก้" มหาสงครามลูกหนังล้างพิภพอีกแล้ว

เรื่องนี้ทุกคนคงรู้และเข้าใจกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วจริงไหมครับ?

อย่างไรก็ดี แม้ว่าก่อนหน้าจะถึงเกม "เอล กลาสิโก้" - หรือในชื่อดั้งเดิมที่เราเรียกขานกันว่าเกม "เอล ดาร์บี้" ก่อนจะมีการเปลี่ยนมาเรียกตามเกม "ซูเปอร์กลาสิโก้" อันหมายถึงสงครามลูกหนังเลือดระหว่าง ริเวอร์เพลทและโบคา จูเนียร์ส เพื่อความง่ายใน

การตีตลาดทางอเมริกาใต้ - ไม่ว่าจะเป็นครั้งใด เมื่อไร ที่ไหน

เราจะพบว่าทุกครั้งที่สงครามลูกหนังนี้จะเกิดขึ้น จะมี "เรื่องราว" บางอย่างที่น่าสนใจเสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นกันครับ หากมองข้ามความขัดแย้งตลอดกาลอันเป็นปมสืบเนื่องจากเรื่องทาง "การเมือง" และ "เชื้อชาติ" ที่หยั่งรากฝังลึกชนิดที่ไม่มีวันสมานแผลร้ายได้สนิท เกม "เอล กลาสิโก้" ที่จะลงสนามในคัมป์ นู คืนวันเสาร์นี้ คือเกมแรกที่จะเปิด "ศักราชใหม่" อย่างเป็นทางการ

ศักราชของโค้ชใหม่ ฟุตบอลยุคใหม่ และซูเปอร์สตาร์คนใหม่

ทั้งบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ต่างมีการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา โดยในฟาก "อาซูลกรานา" พวกเขาสูญเสีย ตีโต้ บีลาโนบา ผู้ต้องยอมปล่อยวางจากงานที่ตัวเองมีโอกาสได้ทำเพียงแค่ชั่วเวลาสั้นๆฤดูกาลเดียว และได้โค้ชชาวอาร์เจนไตน์ เกราร์โด มาร์ติโน่ จากนีเวลล์ โอลด์ บอยส์ เข้ามาคุมทีมแบบหักปากกาเซียน

อาจจะเป็นโค้ชโนเนมในสายตาของเหล่าผู้คนที่คุ้นชินกับฟุตบอลในยุโรปแต่อ่อนด้อยความรู้ในเรื่องฟุตบอลละติน กระนั้น "ตาตา" จัดเป็นโค้ชฝีมือดี มีสไตล์การทำงานที่น่าสนใจ และสำคัญเหนืออื่นใด เขามีความสัมพันธ์อันดีกับ ลิโอเนล เมสซี่ ราชาลูกหนังโลกยุคนี้ที่ประกาศให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

เมื่อประกาศิตราชาออกมาเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นที่ใครจะต้องคัดค้าน เพราะแม้จะเป็นคนพูดน้อย แต่อิทธิพลของเมสซี่ ในทีมบาร์ซ่า นั้นสูงเหนือยิ่งกว่าใคร

จะให้ใครอยู่หรือไปก็ย่อมได้ตั้งแต่ประธานสโมสร โค้ช หรือเพื่อนในทีมก็ตาม

โชคดีของ บาร์ซ่า ที่ตาตา เป็นคนมีฝีมือจริง สามารถ "เอาอยู่" กับงานที่ท้าทายอันดับต้นๆของโลกได้อย่างไม่ลำบากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการหนุนหลังของ เมสซี่ ทำให้ทุกคนในทีมพร้อมหนุนหลังไปด้วยและทำให้งานง่ายขึ้น

จากวันสู่เดือน ณ เข็มนาฬิกาเดินไป ตาตา เริ่มสอดแทรกปรัชญาลูกหนังการเล่นของตัวเองทีละนิด โดยแม้ในกลิ่นอายแล้ว บาร์ซ่า ยังคงยึดมั่นกับ "Tiki-Taka" ระบบฟุตบอลอันเป็นรากเหง้าของความสำเร็จในช่วงทศวรรษหลังไว้ แต่ในรายละเอียดนั้นเริ่มมีความแตกต่างให้เห็นมากขึ้นเรื่อย

โดยสังเกตได้ว่าในยามนี้ บาร์ซ่า ไม่จำเป็นต้องเน้นการครองบอลในเกมอย่าง "หมดจด" แต่เปลี่ยนเป็นการเอาชนะในเกมอย่าง "หมดจด" ด้วยความเขี้ยว เหี้ยม และเลือดเย็น พิชิตคู่แข่งในทุกจังหวะที่มีโอกาส

อีกหนึ่งภารกิจที่ท้าทายสำหรับ ตาตา คือการหาทางออกให้ บาร์ซ่า เอาตัวรอดให้ได้ในยามขาด ลิโอเนล เมสซี่ ที่มีการประเมินแล้วว่าสภาพร่างกายของราชาลูกหนังจะเริ่มเปราะบาง ซึ่งโชคดีที่ได้ซูเปอร์สตาร์ที่มีแววในระดับเดียวกันอย่าง เนย์มาร์ เข้ามาแบกรับภาระตรงนี้

เนย์มาร์ ไม่ได้มาบาร์ซ่า เพียงเพราะต้องการขายของให้ไนกี้ แต่มาเพื่อช่วยแบ่งเบาเมสซี่ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเขาเริ่มส่องแสงให้เห็นประกายเล็กๆของนักเตะพรสวรรค์ระดับสูงสุด แต่เขาจะไม่มีวันได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ตราบที่ยังพิสูจน์ตัวเองในเกมระดับ "เอล กลาสิโก้" ไม่ได้

ด้าน เรอัล มาดริด เองก็ไม่แตกต่างครับ พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงโค้ชจาก โจเซ่ มูรินโญ่ ผู้สร้างศัตรูมากกว่ามิตร มาเป็น คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือมากประสบการณ์ที่พร้อมจะทำงานอย่างเงียบๆในทุกสภาวะการณ์ ซึ่งเป็นกุนซือในฝันสำหรับสโมสรที่มีเรื่อง "การเมือง" ภายในรุนแรงอย่างเรอัล มาดริด

กระนั้นความท้าทายสำหรับ "คาร์เล็ตโต้" ใช่เพียงแต่ภารกิจในการพา "โลส เมเรงเกวส" กลับมาแซงหน้าคู่ปรับตลอดกาลอย่าง บาร์ซ่า รวมถึงคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแอตเลติโก มาดริด ที่หาญกล้าขึ้นมาวัดรัศมีเท่านั้น
ฟุตบอลในสไตล์ใหม่ที่ต้องสวยงาม และสนุกกว่าในยุคของ มูรินโญ่ ที่เน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก รวมถึงการหาวิธีให้ แกเร็ธ เบล ปีกซูเปอร์สตาร์ค่าตัวแพงระดับ 100 ล้านคนแรกของโลก เล่นร่วมกับ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ นักเตะเบอร์หนึ่งของทีมให้ได้เป็นภารกิจที่ยากและใหญ่ยิ่ง

ที่ผ่านมาด้วยปัญหาสภาพร่างกาย ซึ่งเข้าใจได้เพราะ เบล เองก็เป็นนักเตะเข้าข่ายกระดูกเปราะคนหนึ่ง อีกทั้งยังขาดการลงฟิตซ้อมเต็มที่ในช่วงพรีซีซั่นจากความพยายามกดดันท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ให้เปิดทางย้ายทีม ทำให้ปีกผู้มีเท้าซ้ายต้องมนต์ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ใดๆเลย

ว่ากันว่าในเกมเอล กลาสิโก้ คืนวันเสาร์นี้จะเป็นนัดที่ 2 ที่ เบล จะได้ลงสนามในฐานะตัวจริง และมันจะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญสำหรับทั้งเขา ผู้แบกรับความกดดันเหนือใครในโลกจากค่าตัวมหาศาลอันเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิด ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ เบล จะได้ลงในตำแหน่งปีกคนละข้างกับ อังเคล ดิ มาเรีย โดยมี โรนัลโด้ ขยับไปยืนศูนย์หน้าเต็มตัวแทน คาริม เบนเซม่า ผู้สูญเสียจิตวิญญาณกองหน้าไปแล้ว

ดังนั้นเราจึงควรร่วมเป็นสักขีพยานในเกมเอล กลาสิโก้ คืนวันเสาร์นี้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงเวลาแข่งขันจากช่วงกลางดึกหรือเช้าตรู่ในช่วงสุดสัปดาห์ มาเป็น 5 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่พอจะแย่งเรตติ้งจากสายตาของแฟนบอลทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียได้ไม่ยาก

ด้วยความยิ่งใหญ่ ประวัติศาสตร์ และภารกิจความท้าทายที่ยังรอการพิสูจน์อยู่นั้น มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มที่จะอดทนรอชม

เกมเปิดศักราชใหม่ของมหาสงครามอมตะลูกหนังนัดนี้

ลูกแม่กิ่ง