'SAR' ปลุกตำนานหอกคู่พิฆาตแห่งสิงโตคำราม

'SAR' ปลุกตำนานหอกคู่พิฆาตแห่งสิงโตคำราม

ฟุตบอล : ด้านหนึ่งของใจผมรู้สึกแปลกๆที่กระแสของทีม "สิงโตคำราม" ก่อนการลงสนามเกมสำคัญยิ่งยวดกับ มอนเตเนโกร ค่อนข้างที่จะไม่กระหน่ำมากนักเมื่อเทียบกับกระแสข่าวการดึง อัดนัน ยานูซาย มาติดทีมชาติอังกฤษ ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงในวงกว้าง

มันจึงกลายเป็นว่าประเด็นเรื่องสภาพความพร้อมของอังกฤษ เป็นเรื่องรองไปจากการวิพากษ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อ แจ็ค วิลเชียร์ เปิดฉากผสมโรงด้วยการเปิดประเด็น "ทีมชาติอังกฤษต้องเป็นของคนอังกฤษ"

กระนั้นใช่ว่าจะไม่มีอะไรให้คิดถึงเลยสำหรับเกมคู่นี้

ฟากฝ่ายอาคันตุกะจากคาบสมุทรบอลข่านนั้นทั้งผมและพี่ "ดามัน" ก็เขียนถึงไปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันแต่ต่างมุมมองไปแล้ว

สำหรับฟากอังกฤษ มีคอลัมนิสต์ท่านอื่นๆได้เขียนถึงอยู่บ้าง แต่ยังขาดประเด็นหนึ่งที่ผมให้ค่าเป็นพิเศษ และคิดว่าอาจจะเป็นจุดชี้ขาดสำหรับอนาคตของอังกฤษ ภายใต้การนำของ รอย ฮอดจ์สัน

นั่นคือการเข้าคู่กัน "อย่างเป็นทางการ" ครั้งแรกของ เวย์น รูนี่ย์ และ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์

ทั้งสองมีโอกาสที่จะก้าวมาเป็น "ความหวังใหม่" ของจริงสำหรับทีมสิงโตคำรามในยุคนี้เรื่อยไปอีกอย่างน้อย 4-5 ปีข้างหน้า

แน่นอนตัวแปรสำคัญย่อมหนีไม่พ้น สเตอร์ริดจ์ ที่พัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดดจากกองหน้าระดับ 2 กลายเป็นสตาร์ระดับแถวหน้าของพรีเมียร์ลีก และเวลานี้นำเป็นดาวซัลโวของลีกอยู่ด้วย ซึ่งหลังจากที่คลาดเคลื่อนจากการจะได้เป็นตัวหลักในทีมชาติอังกฤษมานาน เกมกับมอนเตเนโกร จะเป็นโอกาสอย่างจริงจังครั้งแรกสำหรับเขาที่จะพิสูจน์คุณค่าตัวเอง

ว่า ณ เข็มนาฬิกาเดินไป ฝีเท้าที่ว่าแน่นั้นดีพอสำหรับเกมระดับชาติแล้วหรือ

และสำคัญเหนืออื่นนั้นคือเขาจะก้าวมาเป็นความหวังของชาติได้หรือยัง?

ที่ผ่านมาไม่อาจปฏิเสธได้ครับว่าอังกฤษ เป็นทีมที่ไม่มี "จุดขาย" มาได้ระยะหนึ่ง โดยหลังสิ้นยุคของ ไมเคิล โอเว่น แล้ว พวกเขาก็ไม่เคยมีกองหน้าที่สามารถฝากผีฝากไข้ได้เลย

นอกเหนือจาก รูนี่ย์ ที่กำลังจะติดทีมชาติครบ 100 นัด ไม่ว่าจะเป็น ดาร์เรน เบนท์, ปีเตอร์ เคราช์, เจอร์เมน เดโฟ ใครต่อใครที่ก้าวเข้ามาสู่แคมป์สิงโตคำราม ไม่เคยมีใครที่จะก้าวมาเป็นเสาหลักให้กับทีมได้อีก และนั่นทำให้อังกฤษค่อยๆลดทอนความน่าเกรงขามลงไปเรื่อยๆ

อย่าลืมว่านักเตะยุคทองอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด, แฟรงค์ แลมพาร์ด, ริโอ เฟอร์ดินานด์ รวมถึงแอชลี่ย์ โคล ต่างโรยราไปทุกวัน ในขณะที่สายเลือดใหม่คนอื่นๆก็ยังไม่อาจเป็นความหวังให้กับพวกเขาได้

การปรากฏกายของ สเตอร์ริดจ์ ในยามนี้จึงมีคุณค่าและมีความหมายมากครับ

มากบ้างน้อยบ้าง การได้คิดถึงโอกาสที่ สเตอร์ริดจ์ และรูนี่ย์ จะได้เล่นเคียงข้างกันนั้นมี "ความเป็นไปได้" สูงที่จะเข้าขาลงล็อก เหมือนกับที่ดาวยิงจอมเซิ้งผนึกกำลังกับพี่เหยินจอมป่วน หลุยส์ ซัวเรซ ได้อย่างลงตัวในสีเสื้อลิเวอร์พูล

โดยธรรมชาติ สเตอร์ริดจ์ มีความเป็น "เพชฌฆาต" ที่สูงกว่ารูนี่ย์ ซึ่งชื่นชอบในการบงการเกมทั้งสนาม และใช้พลังภายในอันพลุ่งพล่านขับดันทีมด้วยความเร่าร้อน ซึ่งก็คล้ายกับ ซัวเรซ อยู่ แม้ในรายละเอียดสไตล์การเล่นจะแตกต่างกันก็ตาม

มองในจุดนี้ ถ้าสเตอร์ริดจ์สามารถเล่นเข้าคู่กับกองหน้าที่ไม่อาจคาดเดาอะไรได้เลยอย่างซัวเรซได้ การจะจับคู่กับ รูนี่ย์ ที่มีความเป็น Team player มากกว่าก็ไม่ใช่เรื่องยา

ตลอดมาอังกฤษ เป็นชาติที่เล่นระบบกองหน้าคู่มานาน และไม่เคยที่จะขาดแคลนกองหน้าคู่ขวัญ

จากอลัน สมิธ กับแกรี่ ลีนิเกอร์ เรื่อยมาจนถึงคู่หัวหอก "SAS" (อีกหนึ่งคู่) อลัน เชียเรอร์ และเท็ดดี้ เชอริงแฮม คือความลงตัวในแนวรุกที่เกิดจากการผสมผสานที่เข้ากันทางเคมีการเล่น

มีโอกาสครับที่เราจะได้เห็นคู่ขวัญใหม่ในทีมชาติอังกฤษ และมันน่าจะทำให้วงการฟุตบอลเมืองผู้ดีสดใสขึ้น

เพียงแต่พวกเขาต้องผ่านการพิสูจน์ด่านแรกให้ได้ก่อนในเกมกับ มอนเตเนโกร ที่เวมบลีย์คืนนี้

คู่หอก "SAR" จะเป็น "เรื่องจริง" ฤา แค่ "ความฝัน" เราจะได้ทราบไปพร้อมๆกันครับ

"ลูกแม่กิ่ง"