ภารกิจพิชิตฝัน

ภารกิจพิชิตฝัน

ฟุตบอล : ตอนนี้สถานการณ์ของอังกฤษยังได้เปรียบอยู่ก่อนลงเตะ 2 นัดสุดท้าย และเกมชี้ชะตาก็น่าจะเป็นการเอาชนะคู่แข่งให้ได้ในบ้านตัวเองในวันศุกร์นี้

ใครที่ตามเชียร์ทีมชาติอังกฤษมานาน คงจะจดจำฉายากุนซือ "หัวผักกาด" ของ เกรแฮม เทย์เลอร์ ได้เป็นอย่างดี เพราะเขาผู้นี้คือผู้จัดการทีมคนหลังสุดที่นำทีมตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกเมื่อ 20 ปีก่อน

หลังจาก เซอร์บ็อบบี้ ร็อบสัน วางมือจากตำแหน่งหลังทำหน้าที่มายาวนาน และฝากผลงานสุดท้ายด้วยการนำทีมคว้าอันดับ 4 ในฟุตบอลโลก 1990 ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมสิงโตคำราม นับตั้งแต่ได้แชมป์ในบ้านตัวเองเมื่อปี 1966

เทย์เลอร์เข้ามารับงานต่อด้วยการนำทีมลงทำศึกยูโร 1992 รอบคัดเลือก ซึ่งเขาก็ผ่านด่านทดสอบด่านแรกไปได้ ด้วยการพาทีมไปแข่งรอบสุดท้ายที่สวีเดน

ในรอบแบ่งกลุ่มอังกฤษทำได้แค่เสมอกับเดนมาร์กและฝรั่งเศสแบบโนสกอร์ใน 2 นัดแรก ทำให้ต้องชนะนัดสุดท้ายที่พบกับเจ้าภาพเท่านั้น จึงจะได้ผ่านไปเล่นในรอบน็อกเอาต์

ฉายากุนซือ "หัวผักกาด" ของ เกรแฮม เทย์เลอร์ 

ในเกมชี้ชะตานี้ อังกฤษออกนำไปก่อน 1-0ในครึ่งแรก จากลูกที่แกรี่ ลินิเกอร์ ดาวยิงประจำทีมในยุคนั้น เปิดบอลให้เดวิด แพล็ตต์ยิงเข้าไป แต่สวีเดนก็ตามตีเสมอได้ในต้นครึ่งหลัง และสิ่งที่เทย์เลอร์ทำก็คือการเปลี่ยนตัวลินิเกอร์ออกในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย

ทีมจำเป็นต้องยิงประตูเพื่อชนะ แต่กุนซือเปลี่ยนดาวยิงสูงสุดออก และนั่นคือนัดสุดท้ายในทีมชาติอังกฤษของลินิเกอร์ ซึ่งเขาหมดสิทธิลุ้นทำสถิติยิงประตูในทีมชาติสูงสุดเทียบเท่ากับ บ็อบบี้ ชาร์ลตันที่ทำไว้ 49 ลูกด้วย เพราะทำไปได้ 48 ลูกและไม่มีโอกาสลุ้นเพิ่มสถิติในช่วง 30 นาทีสุดท้ายของเกมนี้

อังกฤษที่ต้องชนะนัดนั้นจบเกมด้วยการแพ้สวีเดน 1-2 และหนังสือพิมพ์เมืองผู้ดีก็ร่วมกันลงข่าวสรรเสริญเทย์เลอร์กันอย่างพร้อมเพรียงในวันพรุ่งขึ้น โดยพี่เบิ้มอย่างเดอะซันเป็นเจ้าแรกที่นำฉายา "หัวผักกาด" มาใช้กับเทย์เลอร์ เพื่อบ่งบอกถึงความสมองกลวงของเขาในการแก้เกม

แต่เทย์เลอร์ก็ยังได้รับโอกาสให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป และมีงานใหญ่ครั้งใหม่ในการนำทีมลงเตะรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 1994 ซึ่งกลายเป็นหายนะยิ่งกว่าเดิม

ปลดจากทีมชาติไปรับงานสโมสรแทน

ครั้งนั้นอังกฤษมีฮอลแลนด์และนอร์เวย์เป็นคู่ปรับสำคัญในกลุ่ม และสิงโตคำรามก็ทำได้แค่เสมอกับทั้งคู่ในบ้านตัวเอง ขณะที่เมื่อต้องเป็นฝ่ายเยือนก็แพ้กลับมาทั้งสองนัด และนั่นหมายถึงการจบเพียงอันดับ 3 ด้วยคะแนนที่ตามหลังคู่แข่งสองทีมนี้อยู่ 3 แต้ม

ในนัดรองสุดท้าย หากอังกฤษหวังพลิกสถานการณ์ที่เป็นรองอยู่กลับมามีลุ้นให้ได้ ก็ต้องบุกไปพิชิตฮอลแลนด์ถึงถิ่น และแช่งให้นอร์เวย์แพ้ในการไปเยือนโปแลนด์ แต่ทั้งสองอย่างก็ไม่เกิดขึ้น

เมื่อจบเกมนั้นนอร์เวย์ลอยลำผ่านเข้ารอบเป็นทีมแรก ส่วนความหวังริบหรี่ของอังกฤษคือแช่งให้ฮอลแลนด์ออกไปพ่ายตุรกีในนัดสุดท้าย แต่อัศวินสีส้มก็คว้าชัยไปสบายๆ 3-1 ทำให้ชัยชนะในบ้านเหนือซาน มาริโน 7-1 ของสิงโตคำรามไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น

ในวันรุ่งขึ้นฉายา "หัวผักกาด" ก็กลับมาอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง พร้อมกับบทสรรเสริญผลงานรอบใหม่ที่เทย์เลอร์ได้รับ และคราวนี้เขาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งไป

ทัวร์นาเมนต์ต่อไปอังกฤษไม่ต้องไปลุ้นระทึกในรอบคัดเลือกอีก เมื่อได้สิทธิลงแข่งยูโร 96 รอบสุดท้ายในฐานะเจ้าภาพ และก็คว้าอันดับ 3 ไปครองในยุคของเทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ ซึ่งลาออกไปหลังจากนั้น

เกล็นน์ ฮอดเดิ้ลเข้ามารับงานต่อด้วยการพาทีมผ่านไปแข่งฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศสได้ รวมถึงผ่านรอบคัดเลือกยูโร 2000 ด้วย แต่ก็ต้องลาออกไปเพราะปัญหาส่วนตัว โดยมีเควิน คีแกนมารับงานต่อในรอบสุดท้าย และคาบเกี่ยวมาจนถึงรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2002

ลุงสเวนก็ไม่สามารถพาอังกฤษไปถึงฝันได้

แต่หลังจากนำทีมแพ้เยอรมนีในบ้านในรอบคัดเลือก คิงเคฟก็ชิงลาออกทันที และสุดท้าย สเวน โกรัน เอริคส์สันก็กลายเป็นโค้ชต่างชาติคนแรกที่ได้เข้ามาคุมทีมชาติอังกฤษ และสามารถพาทีมผ่านไปแข่งรอบสุดท้ายที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้

กุนซือชาวสวีเดนได้คุมทีมยาวไปอีกสองทัวร์นาเมนต์ โดยนำทีมไปเตะรอบสุดท้ายของศึกยูโร 2004 และฟุตบอลโลก 2006 ได้ โดยสิงโตคำรามไปจอดป้ายในรอบ 8 ทีมสุดท้ายทั้งหมด และนั่นก็ยังถือว่าไม่เพียงพอต่อการคาดหวัง ทำให้เอริคส์สันต้องอำลาตำแหน่งไปอีก

อังกฤษตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ เมื่อเลือกที่จะไว้วางใจสตีฟ แม็คคลาเรน ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเอริคส์สันอยู่หลายปี ให้ก้าวมารับหน้าที่นี้ และเขาก็ตอบแทนอย่างสาสม ด้วยการพาทีมตกรอบคัดเลือกยูโร 2008 แบบที่น่าชอกช้ำระกำใจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

สิงโตคำรามต้องการแค่เสมอกับโครเอเชียในบ้านนัดสุดท้าย และจากที่อุตส่าห์ไล่ยิงตีเสมอ 2 ลูกได้ในครึ่งหลัง แต่กลับปล่อยให้ทีมเยือนยิงประตูชัยได้อีก โดยส่วนหนึ่งมาจากความผิดพลาดของสก็อตต์ คาร์สันที่ได้รับเลือกให้ลงทำหน้าที่ผู้รักษาประตูในเกมนั้น

คาเปลโล่ทะเลาะกับจอห์น เทอร์รี่ จนต้องลาออกไป

ภาพของแม็คคลาเรนยืนถือร่มหลากสียืนดูทีมเล่นเกมที่เวมบลีย์นัดนั้นด้วยสีหน้าที่ไร้สง่าราศี ถูกนำมาล้อเลียนถากถางไม่แพ้กับภาพหัวผักกาดของเทย์เลอร์ และอังกฤษก็ต้องหันกลับไปใช้บริการกุนซือต่างชาติอีก ด้วยการแต่งตั้งฟาบิโอ คาเปลโล่เข้ามาคุมทีมแทน

คาเปลโล่นำทีมผ่านไปแข่งฟุตบอลโลก 2010 ได้ แต่อังกฤษก็ต้องจอดป้ายในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อถูกเยอรมนีถล่มเละ 4-1 แต่กุนซืออิตาลีก็ยังได้คุมทีมต่อในศึกยูโร 2012 รอบคัดเลือก และนำทีมผ่านไปแข่งที่ยูเครนและโปแลนด์ได้ แต่ปัญหาขัดแย้งเรื่องตำแหน่งกัปตันทีมของจอห์น เทอร์รี่ก็ทำให้เขาประกาศลาออกไป

รอย ฮอดจ์สันคือคนที่ถูกดึงตัวมารับตำแหน่งอย่างพลิกโผ เพราะ แฮร์รี่ เรดแนปป์เป็นเต็งหามมาตลอด แต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับไฟเขียวจากสเปอร์ส แต่เป็นเวสต์บรอมวิชที่ยอมปล่อยฮอดจ์สันมารับตำแหน่งนี้

ดีกรีของปู่รอยในระดับสโมสรนั้น แม้จะเชี่ยวมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แต่ก็ไม่ไปถึงจุดสูงสุดซักเท่าไหร่ แต่ผลงานในระดับทีมชาติของเขาดูดีกว่า เมื่อเคยนำสวิตเซอร์แลนด์ผ่านไปแข่งรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก 1994 และยูโร 1996 ได้

อังกฤษจะเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกหรือไม่?

ในการเข้ามารับตำแหน่งบิ๊กบอสของสิงโตคำราม ฮอดจ์สันไม่มีเวลาให้ทดสอบอะไรมากนัก เมื่อต้องนำทีมลงเตะรอบสุดท้ายของยูโร 2012 เลยแทบจะทันที และก็พาทีมไปแพ้ดวลจุดโทษต่ออิตาลีในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

งานใหญ่ของเขาคือการนำทีมลงเตะรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2014 ครั้งนี้ และผลงานก็ออกมาอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ นั่นคืออังกฤษทำท่าเหมือนจะดีแต่ก็ดีไม่สุด โดยเฉพาะกับเกมในบ้านที่ดันทำได้แค่เสมอกับยูเครนจนทำให้สถานการณ์พลิกผัน ส่วนเกมนอกบ้านก็เจ๊าไปถึง 3 นัดกับยูเครน, โปแลนด์ และมอนเตเนโกร

แต่ยังโชคดีที่มอนเตเนโกรดันที่นำมาตลอด มาแผ่วไปในนัดหลังๆ ทำให้ตอนนี้สถานการณ์ของอังกฤษยังได้เปรียบอยู่ก่อนลงเตะ 2 นัดสุดท้าย และเกมชี้ชะตาก็น่าจะเป็นการเอาชนะคู่แข่งให้ได้ในบ้านตัวเองในวันศุกร์นี้

อังกฤษในยุคที่ไม่มีอะไรเข้ามาเป็นความหวังใหม่ๆ นอกจากดาวเตะรายเดิมๆ อย่างเวย์น รูนี่ย์ และนำทีมโดยกัปตันทีมอย่างสตีเว่น เจอร์ราร์ด จนถึงขั้นต้องไปละเมอเพ้อพกถึงการดึงตัวอัดนาน ยานูไซมาเสริมทีมในอนาคต จะผ่านปราการด่านหินด่านนี้ไปได้อีกครั้งหรือเปล่า

หรือจะกลับเข้าสู่วัฏจักรตกต่ำที่ต้องตกรอบคัดเลือกรายการใหญ่อีกครั้งแฟนสิงโตคำรามต้องตามลุ้นกันต่อไปด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เหมือนเดิม