Premier League Preview by มาร์ค สุรเดช

Premier League Preview by มาร์ค สุรเดช

ฟุตบอล : “ปืนใหญ่อาร์เซน่อล ยังคงรักษาตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกเอาไว้ได้อีกหนึ่งสัปดาห์ หลังจากพวกเขาโชว์ฟอร์มแกร่งบุกไปเอาชนะ สวอนซี ถึง ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม 2-1 โดยที่ อารอน แรมซี่ย์ ทำประตูให้ทีมได้อีกครั้ง

ขณะที่ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส กับ เชลซี นั้นทำได้แค่แบ่งแต้มกันไปในการหวนกลับมาเผชิญหน้ากันระหว่าง อังเดร วิลลาส-โบอาส กับ โชเซ่ มูรินโญ่

ด้าน ลิเวอร์พูล ได้สองประตูจาก หลุยส์ ซัวเรซ พาทีมบุกไปเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ 3-1 และปิดท้ายด้วย แชมป์เก่า แมน เชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ฟอร์มบู่แพ้คาบ้านตัวเองต่อ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-2 ทำให้อันดับของพวกเขาหล่นไปอยู่ในอันดับที่ 12 เรียบร้อยแล้วหลังจากลงเล่นไป 6 เกมในฤดูกาลนี้และเก็บไปได้เพียง 7 คะแนนเท่านั้น


ฟอร์มหยุดไม่อยู่จริงๆสำหรับ อารอน แรมซี่ย์ หลังจากเจ้าตัวยิงประตูได้อีกในเกมเยือน ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม

ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษยังคงมีอะไรที่พลิกล็อค และ มีสีสันได้เสมอ โดยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการแข่งขันในหลายๆคู่ที่ออกมาทำให้ยังคงยากจะคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในฤดูกาลนี้เพราะความพลิกผันที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ที่ไม่พลิกคือชัยชนะของ ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ที่เดินหน้าเก็บชัยชนะรวดในช่วงหลังทั้งในฟุตบอลยุโรป, ฟุตบอลถ้วยในประเทศอย่าง แคปิตอล วัน คัพ และที่สำคัญที่สุดคือฟอร์มในลีก โดยเมื่อวันเสาร์พวกเขามีโปรแกรมต้องออกไปเยือนรัง ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม ของทีม หงส์ขาว สวอนซี

โดยสถิติการเจอกันในฤดูกาลที่แล้วนั้นเล่นบ้านใคร ทีมนั้นแพ้ และประตูจาก เซอร์เก กานาบรี้ และ อารอน แรมซี่ย์ ก็ช่วยให้ อาร์เซน่อล ได้ 3 คะแนนกลับออกมาอย่างที่ต้องการและยังเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับ อาร์แซน เวนเกอร์ ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสของพวกเขาด้วยที่ฉลองครบรอบ 17 ปีในการคุม อาร์เซน่อล มา

 

รายของ เซิร์ช กานาบรี้ ดาวรุ่งชาวเยอรมันนั้นอายุของเจ้าตัวเพิ่ง 18 ปีและเป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่ เวนเกอร์ ตัดสินใจให้เจ้าหนูรายนี้ออกสตาร์ทในฐานะตัวจริงตั้งแต่ต้นเกม และเจ้าตัวก็ตอบแทนความไว้วางใจของ เวนเกอร์

ด้วยประตูจากการประสานงานที่ยอดเยี่ยมของรุ่นพี่ๆในทีมก่อนจะจบด้วยการยิงจากตัวเขาซึ่งประตูนี้ทำให้ กานาบรี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดลำดับสองรองจาก เชส ฟาเบรกาส ที่ทำประตูให้กับทีมชุดใหญ่ของ อาร์เซน่อล ได้สำเร็จอีกด้วย

ประตูที่สองของ อาร์เซน่อล มาจากนักเตะที่ฟอร์มกำลังฮอตสุดขีดนั่นคือ อารอน แรมซี่ย์ โดยประตูนี้เป็นประตูที่ 8 จาก 8 นัดหลังสุดของ แรมซี่ย์ กับทีม ปืนใหญ่

อย่างไรก็ดี สวอนซี ก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆเมื่อ เบน เดวีส์ มาตีไข่แตกให้กับพวกเขาได้ในนาทีที่ 82 แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว หมดเวลาเป็น อาร์เซน่อล ที่บุกมาเก็บ 3 คะแนนสำคัญได้สำเร็จพร้อมกับทวงตำแหน่งจ่าฝูงคืนกลับมาจาก สเปอร์ส คู่อริร่วมลอนดอนตอนเหนือที่แย่งไปนอนกอดชั่วคราวหลังจากทีมของ เอวีบี ลงเล่นเป็นคู่แรกของวันและเสมอกับ เชลซีไป 1-1

ชัยชนะเหนือ สวอนซี ทำให้ อาร์เซน่อล เก็บชัยชนะเกมเยือนในทุกรายการที่ลงเล่นได้ 12 เกมติดแต่หากนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกอย่างเดียวแล้วนี่เป็นเกมที่ 8 ของพวกเขาแล้วที่ออกนอกบ้านและกลับออกมาพร้อมกับชัยชนะ ซึ่งหนสุดท้ายที่ อาร์เซน่อล ชนะนอกบ้านในลีก 8 เกมแบบนี้เป็นฤดูกาล 2001-02 ที่พวกเขาคว้าแชมป์มาครองได้ด้วยนั่นเอง


แวะดูเกมที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน สักนิดเพราะนอกจากความน่าสนใจของการเจอกันระหว่างสองทีมด้านบนตารางอย่าง ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ กับ เชลซี แล้ว นี่ยังเป็นการได้หวนกลับมาเผชิญหน้ากันแต่ในฐานะกุนซือฝั่งตรงข้ามกันของ อังเดร วิลลาส-โบอาส กับ โชเซ่ มูรินโญ่ ด้วย

กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน ทำให้ สเปอร์ส เจ้าถิ่นขึ้นนำไปก่อนในครึ่งแรกแต่ครึ่งหลัง เชลซี ก็ตามตีเสมอจากผลงานในครึ่งหลังของ ฆวน มาต้า และประตูตีเสมอจากลูกโหม่งของ จอห์น เทอร์รี่ และแม้ เฟร์นันโด ตอร์เรส จะโดนใบเหลืองที่สองจนต้องออกจากสนามไปก่อนหมดเวลาไม่กี่นาทีแต่ก็ไม่มีผลใดๆกับเวลาที่เหลืออยู่

หนึ่งคะแนนในเกมนี้ทำให้ สเปอร์ส แซง อาร์เซน่อล ขึ้นนำไปจ่าฝูงเดี่ยวเพียงชั่วคราวเพราะทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ จะมีโปรแกรมลงเล่นหลังพวกเขาและต้องออกไปเยือน สวอนซี

สำหรับ เชลซี นั้นการที่เก็บได้ 11 คะแนนจาก 6 เกมในลีกถือว่าเป็นตัวเลขเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นกับพวกเขามาแล้วในฤดูกาล 2007/08 ซึ่งครั้งนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ กับ เชลซี ต้องตัดสินใจแยกทางกันด้วยเพราะผลงานในการออกสตาร์ทที่ไม่ดีดังกล่าวนี่เอง


ไปที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยภายหลังจากเอาชนะ ลิเวอร์พูล มาได้ในรอบ 3 ของฟุตบอลแคปิตอล วัน คัพ เมื่อกลางสัปดาห์ ทำให้บรรยากาศในทีม ปีศาจแดง กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง และพวกเขาก็มีโปรแกรมที่ไม่หนักหนาจนเกินไปเมื่อได้เล่นในรังตัวเองรอรับการมาเยือนของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ทีมด้านล่างของตารางคะแนน



มอยส์ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักหลังจาก ยูไนเต็ด ออกสตาร์ทฤดูกาลได้ไม่ดีเลย

ผลการแข่งขันที่ออกมาในเกมนี้ถือว่าพลิกล็อคเพราะเป็นทางด้าน เดอะ แบ๊กกีส์ ทีมเยือนที่บุกมาเอาชนะด้วยสกอร์ 2-1 เกมนี้ มอร์แกน อมัลฟิตาโน่ และ ไซโด้ เบราฮิโน่ ช่วยกันทำคนละประตูพาทีมเยือนบุกมาเก็บ 3 คะแนนได้สำเร็จ เวย์น รูนี่ย์ ทำประตูในเกมนี้ได้ด้วยแต่ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ ยูไนเต็ด รอดพ้นความพ่ายแพ้ไปได้ แถมยังทำคะแนนได้เพียง 7 คะแนนเท่านั้นหลังจากผ่านไปแล้ว 6 เกม

นอกจากนี้นี่ยังเป็นชัยชนะของ เวสต์บรอมวิช เหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หนแรกที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นับตั้งแต่ปี 1978 อีกด้วย โดยครั้งสุดท้ายที่ ยูไนเต็ด แพ้ต่อ เวสต์บรอมวิช นั้นเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมปีดังกล่าว


ปิดท้ายด้วยชัยชนะที่ สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ ของ ลิเวอร์พูล โดยหลังจากเสมอกับ สวอนซี ในลีกและตามด้วยการพ่ายแพ้ต่อ ยูไนเต็ด ในฟุตบอลแคปิตอล วัน คัพ ทำให้แฟนๆของ ลิเวอร์พูล ดูจะเซ็งๆกันไม่น้อยกับผลงานที่เริ่มสะดุดของทีม

อย่างไรก็ดี ลิเวอร์พูล ก็ไม่ทำให้บรรดาเดอะ ค็อป ต้องผิดหวังเมื่อทำผลงานได้ดีอีกครั้งในคืนวันอาทิตย์ หลังจากยกพลไปถล่ม ซันเดอร์แลนด์ ถึงบ้าน 3-1


 

เกมคัมแบ็คของ ซัวเรซ ในลีกไม่ทำให้แฟนๆผิดหวังเมื่อตัวเขาทำได้ถึงสองประตูในชัยชนะเหนือ ซันเดอร์แลนด์

เกมนี้ หลุยส์ ซัวเรซ ซึ่งพ้นโทษแบนในลีก ทำคนเดียวสองประตูส่วนอีกประตูนั้นมาจาก ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ส่วนเจ้าถิ่นที่ใช้ เควิน บอลล์ คุมทีมแทนที่ เปาโล ดิ คานิโอ ไปพลางๆได้คืนจาก เอ็มมานูเอเล่ จั๊กเครินี่

แต่ก็ได้แค่นั้น หมดเวลา ลิเวอร์พูล เก็บ 3 คะแนนที่ต้องการและแซงหน้า สเปอร์ส ขึ้นไปอยู่ในอันดับสองรองจาก อาร์เซน่อล โดยมีแต้มห่างกันอยู่สองคะแนน วันพรุ่งนี้ผมจะหยิบเอาเบื้องหลังของเกมที่ ลิเวอร์พูล เล่นมาบอกเล่ากันอย่างละเอียดอีกครั้งครับ


 เรื่องโดย "มาร์ค สุรเดช"