5 เรื่องต้องรู้ ส่งท้ายกลุ่มเอ : อุรุกวัยโหดตบหมีคว่ำ, ซาอุฯ ฝัง มัมมี่

5 เรื่องต้องรู้ ส่งท้ายกลุ่มเอ : อุรุกวัยโหดตบหมีคว่ำ, ซาอุฯ ฝัง มัมมี่
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

กลุ่มเอ ได้ฤกษ์ปิดฉากรอบแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มแรก โดยทั้งสองคู่ เกมระหว่าง อุรุกวัย กับ รัสเซีย และ ซาอุดิ อาระเบีย กับ อียิปต์ แข่งพร้อมกันตอน 3 เมื่อคืนนี้

ซึ่งผลการแข่งขันคู่ชิงแชมป์กลุ่มเป็นจอมโหดที่ทำได้ดีกว่า ถลุงเจ้าภาพเละเทะ 3-0 ขึ้นที่ 1 ส่วน รัสเซีย ได้ที่ 2 ด้านคู่หนีบ๊วย ซาอุฯ ได้ประตูชัยช่วงทดเวลาเชือด อียิปต์ หวุดหวิด 2-1 ขึ้นที่ 3 ได้สำเร็จ ส่วน อียิปต์ จบฟุตบอลโลกปีนี้ด้วยการไม่มีแต้ม

ไปดูกันว่าในเกมนัดสุดท้ายของกลุ่มเอนี้ มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นบ้าง

5. วินัยเกมรับคือความสำเร็จของ อุรุกวัย

FABRICE COFFRINI/GettyImages
อุรุกวัย กลายเป็นทีมแรกของทัวร์นาเมนท์ปีนี้ที่สามารถชนะรวดได้ทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม และไม่เสียเลยแม้แต่ประตูเดียว ต้องขอบคุณเหล่าแนวรับทั้ง 3 เกม ไม่ว่าจะเป็น โกดิน, ฆิเมเนซ, คาเซเรส, บาเรลา และ โคอาเตส รวมไปถึงเฮดโค้ช ออสการ์ ตาบาเรซ ที่รังสรรค์ให้แนวรับสุดแกร่งเกิดขึ้นด้วย

แท็คติคทั้งสามเกมออกมาในรูแบบคล้าย ๆ กัน โดยพวกเขาทิ้งคู่ศูนย์หน้าอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ และ เอดินซอน คาวานี ไว้ในแดนคู่ต่อสู้ แล้วเน้นอีก 8 คนที่เหลือให้ยืนหลังเส้นครึ่งสนามเน้นเกมรับแล้วสวนกลับ ผลก็คือทั้ง อียิปต์, ซาอุดิ อาระเบีย และ รัสเซีย ได้บุกเยอะจริงแต่ไม่สามารถจบสกอร์แบบดี ๆ ได้เลย หรือถ้าได้โอกาสยิง อุรุกวัย ก็ยังมี แฟร์นันโด มุสเลรา เป็นด่านสุดท้ายที่ช่วยทีมไว้ได้

ปัญหาของ อุรุกวัย ในตอนนี้ก็คือ ทั้ง หลุยส์ ซัวเรซ และ คาวานี ยังแผลงฤทธิ์แบบที่พวกเขาเล่นกับ บาร์เซโลนา และ เปเอสเช ไม่ออก ซึ่งเป็นข้อจำกัดมาจากการเน้นเกมรับ ผลก็คือทั้ง 5 ประตูของ อุรุกวัย มาจากลูกตั้งเตะไป 4 (3 เตะมุม 2 ฟรีคิก) ซึ่งพวกเขาจำเป็นที่จะต้องเสริมความคมในเกมรุกปกติมากกว่านี้ หากหวังจะเข้าสู่รอบลึก ๆ ได้โดยไม่ต้องเหนื่อยเกมรับมากนัก

4. เจ้าภาพต้องเพิ่มความแม่นMANAN VATSYAYANA/GettyImages
ทั้งสองเกมแรกของ รัสเซีย แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นของพวกเขา นั่นก็คือความใหญ่ของร่างกายและความได้เปรียบในการเล่นลูกกลางอากาศ

กับ ซาอุฯ พวกเขาเอาชนะคู่แข่งในแนวรับได้สบาย ๆ ทั้ง เชรือเชฟ, กาซินสกี้ หรือ ซยูบา สามารถแทรกเข้าเขตโทษเอาบอลได้ตลอด ในขณะที่เกมสอง ซยูบา และ เชรือเชฟ ยังทำผลงานได้ดีอีกครั้ง เมื่อต้องเจอกับ อุรุกวัย ที่มีเกมรับเหนียวแน่น พวกเขาก็ยังสามารถหาช่องเบียดเขาเขตโทษได้หลายครั้ง

แต่สาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำอะไร อุรุกวัย ได้เลย ทั้ง ๆ ที่เข้าเขตโทษได้เหมือนกับ 2 เกมก่อนก็คือความแม่นในการวางบอล หลัก ๆ คือเมื่อพวกเขาหันมาพึ่งความใหญ่ของ อาร์ตโยม ซยูบา มากขึ้น พวกเขาก็จะพยายามโยนอย่างเดียว ซึ่งเราได้เห็นในเกมกับ อียิปต์ แล้วว่าพวกเขามีโอกาสโยนมากมายแต่แทบไม่เข้าเป้าเลย ในเกมกับ อุรุกวัย เช่นกัน แม้จะเข้าพื้นที่อันตรายได้ แต่กองหลัง อุรุกวัย นั้นมีวินัยสูงมาก ทำให้เจ้าภาพหาช่องโยนไม่ได้เลย แถมการส่งบอลเลียดพื้นก็ไม่ค่อยเข้าเป้ากันด้วยทั้ง ๆ ที่มีโอกาส

ถ้าอยากผ่านรอบ 16 ทีมไปให้ได้ พวกเขาต้องฝึกการต่อจังหวะให้คมมากกว่านี้ โดยเฉพาะลูกโยนที่เข้าเป้าแล้วจะอันตรายสุด ๆ

3. ชัยชนะในรอบ 24 ปีNICOLAS ASFOURI/GettyImages ประตูของ ซาเล็ม อัล-ดอว์ซารี ในนาทีที่ 95 มีค่ามากกว่าการได้อันดับ 3 รอบแบ่งกลุ่มมากนัก เพราะนั่นหมายความว่า เหยี่ยวมรกต เก็บชัยชนะในฟุตบอลโลกได้ในรอบ 24 ปีเลยทีเดียว

ซาอุดิ อาระเบีย เข้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ในปี 1994 ที่ สหรัฐอเมริกา แม้จะเปิดการแข่งขันด้วยการแพ้ เนเธอร์แลนด์ 1-2 แต่พวกเขาเอาชนะคู่แข่งอย่าง โมร็อกโก และ เบลเยียม ได้ใน 2 นัดที่เหลือ เก็บ 6 แต้มทะยานเข้าสู่รอบ 16 ทีมได้สำเร็จตั้งแต่ปีแรกเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่แพ้ สวีเดน ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซาอุดิ อาระเบีย ไม่เคยเอาชนะคู่แข่งในฟุตบอลโลกได้อีกเลย แม้จะเข้ามาเตะรอบสุดท้ายได้ 3 ครั้งติดในปี 1998, 2002 และ 2006 แต่พวกเขาเก็บได้เพียงแค่ 2 แต้มเท่านั้นจากการเสมอ แอฟริกาใต้ 2-2 ในปี 1998 และ เสมอ ตูนิเซีย 2-2 ในปี 2006

2. นักเตะที่อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 45 ปี 5 เดือน 10 วัน

MARK RALSTON/GettyImages
ก่อนฟุตบอลโลก 2018 จะเริ่มขึ้น นักฟุตบอลที่อายุมากที่สุดที่เคยลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายก็คือ ฟาริด มอนดรากอน นายทวารชาวโคลอมเบียที่ได้โอกาสลงมาเป็นตัวสำรองในเกมที่ โคลอมเบีย ถลุง ญี่ปุ่น 4-1 ในฟุตบอลโลกรอบที่แล้ว ด้วยวัย 43 ปี 3 วัน มอนดรากอน เอาชนะ โรเจอร มิลลา กองหน้าจาก แคเมอรูน ได้สำเร็จและคาดว่าจะยึดสถิตินี้ไปอีกหลายปีเหมือนกับ มิลลา

แต่ผ่านไปเพียง 4 ปีเท่านั้น สถิติของ มอนดรากอน ก็โดนทุบทิ้งเรียบร้อยด้วยฝีมือของผู้เล่นตำแหน่งเดียวกัน อิศอม เอล-ฮะเฎาะรี นายทวารวัย 45 ปีที่เข้ามาเล่นรอบสุดท้ายกับ อียิปต์ หลังจากคว้าแชมป์กลุ่มอีในรอบคัดเลือกโซนแอฟริกา

เอล-ฮะเฎาะรี ได้ลงเล่นในเกมสุดท้ายกับ ซาอุดิ อาระเบีย หลังจากที่ เอล-เชนนาวี ยึดตำแหน่งนี้ใน 2 เกมแรก ซึ่งนายทวารวัย 45 ก็ทำได้ดีพอสมควร เซฟจุดโทษของ ซาอุดิ อาระเบีย ได้ แม้จะมาเสียอีก 2 ประตูและแพ้ไปในที่สุดก็ตาม

สถิติของ เอล-ฮะเฎาะรี อยู่ที่ 45 ปี 5 เดือน 10 วัน และน่าจะอยู่ไปอีกหลายปีทีเดียว ส่วน โรเจอร์ มิลลา ยังคงรักษาสถิติเป็นนักเตะเอาท์ฟิลด์ (ไม่ใช่นายทวาร) ที่อายุมากที่สุดไว้ที่ 42 ปี 1 เดือน 18 วัน

1. เซ็ตพีซคือฮีโร่Dean Mouhtaropoulos/GettyImages

เกมวันก่อน อังกฤษ ถลุง ปานามา ยับ 6-1 5 จาก 7 ประตู มาจากลูกตั้งเตะ ส่วนเกมในกลุ่มเอนัดสุดท้าย 3 ประตูของอุรุกวัย ก็ได้มาจากลูกตั้งเตะทั้งหมด 

อังกฤษ กับ อุรุกวัย เหมือนกันอยู่เรื่องหนึ่งก็คือความรัดกุมในการเล่นตามแผน ในขณะที่ อังกฤษ ไม่ผมีผลามเดินหน้าถล่มประตู อุรุกวัย เองก็เช่นกัน แม้จะได้เปรียบจากจำนวนนักเตะ แต่พวกเขากลับเลือกที่จะไปตั้งเกมรับรอจังหวะดี ๆ ค่อยสวนมากกว่า ซึ่งนี่เป็นนิสัยของ อุรุกวัย ชุดนี้ไปแล้ว เพราะตั้งแต่ 2 เกมแรกพวกเขาก็เป็นแบบนี้จนเกือบทำให้พวกเขาอดแต้มมาแล้วในเกมกับ อียิปต์

การอดทนเล่นตามแท็คติคมีข้อเสียคือพวกเขาแทบจะหาโอกาสจบดี ๆ แบบปกติได้น้อยมาก การเล่นชิ่งกันสวย ๆ แบบที่ คาวานี อยู่กับ เปเอสเช หรือ ซัวเรซ อยู่กับ บาร์เซโลนา (หรือแม้แต่ เคน ตอนอยู่ สเปอร์ส) แทบจะไม่มีให้เห็นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ กลับกัน ทั้ง อังกฤษ และ อุรุกวัย อาศัยการฝึกฝนลูกเซ็ตพีซให้คมเข้าไว้ ทั้งการเปิดลูกฟรีคิกใหเข้าเป้า การเปิดเตะมุมไปตำแหน่งอันตราย การยืนตำแหน่งที่พร้อมจะเข้าซ้ำ หรือแม้แต่การซัดจุดโทษให้เด็ดขาด เรื่องเหล่านี้จะช่วยตัดปัญหาการเล่นตามแท็คติคจนไม่ค่อยมีโอกาสยิงได้

ตอนนี้ อุรุกวัย เป็นทีมแรกที่เข้ารอบโดยไม่เสียประตูเลย และถ้าหากฝึกลูกเซ็ตพีซให้ฉมังกว่านี้ บางทีพวกเขาสามารถเล่นเกมรับได้เป็นวันโดยไม่ต้องใส่ใจกับการทำเกมบุกมาหนัก รอเรียกฟาวล์ระยะอันตรายหรือเตะอัดเอาเตะมุมก็พอ