5 เรื่องต้องรู้ เมื่ออังกฤษ ยิงเยอะที่สุดในบอลโลกรอบสุดท้าย

5 เรื่องต้องรู้ เมื่ออังกฤษ ยิงเยอะที่สุดในบอลโลกรอบสุดท้าย
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

 

ทัพสิงโตทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมที่สองของรอบแบ่งกลุ่ม สามารถถลุงคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง ปานามา ไปได้ 6-1 ขึ้นไปมี 6 คะแนน เท่า เบลเยียม

พร้อมกับการันตีการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเรียบร้อย ในขณะที่ ปานามา กับ ตูนิเซีย ต้องน้ำตาตกกันไปโดยยังไม่มีซักคะแนน

ไปดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นบ้างในเกมที่สิงโตยำใหญ่ใส่ ปานามา ขนาดนี้

5. เจ้าพ่อลูกนิ่งVI-Images/GettyImages

อาจจะไม่ใช่สไตล์ปั่นลูกโค้งแบบ เดวิด แบ็คแฮม แต่ คีแรน ทริปเปียร์ ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมในการเปิดบอลเข้าเขตอันตรายและ 2 ประตูจากการเปิดลูกนิ่งของเขาเป็นประตูให้ทีมได้ด้วย

เกมดังกล่าว อังกฤษ ได้ประตูขึ้นนำจากลูกเตะมุมของ ทริปเปียร์ ที่เปิดเข้าตรงกลางให้ สโตนส์ ได้อย่างแม่นยำ ส่วนลูกที่ 4 ก็มาจากการปั่นฟรีคิกของเขาให้ แฮร์รี เคน ได้โขกตั้งกลับมาจนเป็นประตูในที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกที่ห้าที่ เคน โดนทำฟาวล์ในเขตโทษก็เกิดจากการระแวงของกองหลังคู่แข่งจนสติหลุดไปพัวพันกับเคนจนล้มลง เมื่อพิจารณาว่า 2 ลูกในเกมกับ ตูนิเซีย ก็ได้ประตูจากเซ็ตพีซทั้งคู่ นั่นทำให้ประตูของ อังกฤษ 5 ประตู เกิดมาจากลูกเซ็ตพีซทั้งนั้น

ข้อเสียอย่างเดียวของการเล่นลูกเซ็ตพีซได้ดีก็คือ อังกฤษ ตอนนี้ไม่แน่ใจเลยว่าเล่นลูกโอเพนเพลย์ได้ดีเพียงไหน อย่าง เคน ในเกมกับ ปานามา ก็ไม่มีโอกาสยิงเองจริง ๆ เลย 

หากโดนคู่แข่งจับทางลูกเซ็ตพีซได้ อนาคตของทีมชาติ อังกฤษ ในบอลโลกครั้งนี้ก็น่าเป็นห่วงอยู่ไม่ใช่น้อย 

4. ความเด็ดขาดของ เคนAllsport Co./GettyImages

แฮร์รี เคน ยังแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นเพชฌฆาตที่เลือดเย็นขนาดไหน เมื่อจัดการเหมาลูกโทษทั้งสองครั้งไม่พลาด ช่วยให้ทีมถล่ม ปานามา ไป 6-1

ทั้งสองลูก เคน ตัดสินใจยิงเข้ามุมด้านซ้ายบนของประตูเหมือนกัน และยิงอัดตาข่ายขาดเหมือนกัน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความนิ่งของเจ้าตัวเป็นอย่างดี 

จนถึงตอนนี้ 4 จาก 5 ประตูของ เคน มาจากลูกเซ็ตพีซทั้งหมด และกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของฟุตบอลโลก 2018 ในตอนนี้ไปแล้ว แต่ข้อเสียเดียวก็คือสองลูกจากแฮตทริคของเขาในเกมนี้มาจากลูกจุดโทษ (อีกลูกมาจากการแฉลบอย่างไม่ได้ตั้งใจ) ซึ่ง เคน จะได้ชื่อว่าเป็นกองหน้าที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งในบอลโลก ก็คงต้องพิสูจน์ตัวเองตรงนี้ให้ได้ก่อน แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้น เหล่ากองหลังจะประมาท แฮร์รี เคน ไม่ได้เด็ดขาด

3. สเตอร์ลิง ยังไม่มาClive Mason/GettyImages

จากฟอร์มในนัดที่แล้วและภาพหลุดแผนการเล่นของ เซาธ์เกต ทำให้มีการเดาไปต่าง ๆ นานาว่า ราฮีม สเตอร์ลิง จะไม่ได้ลงในเกมนี้ ซึ่งทุกคนคิดผิด

ราฮีม ยังคงได้ลงในตำแหน่งกองหน้าตัวต่ำต่อไป ได้โอกาสก่อน แรชฟอร์ด, วาร์ดี้ หรือ เวลเบ็ค อย่างไรก็ตาม ปีกจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ยังเปิดตัวไม่ได้เสียที แม้จะมีโอกาสได้โขกจ่อ ๆ ในครึ่งแรกก็ยังติดเซฟของ เปเนโด ครึ่งหลังมีโอกาสโฉบบอลหลุดเดี่ยวแต่นายทวาร ปานามา ก็ยังออกมาสกัดได้ เรียกได้ว่าสกัดดาวรุ่งกันแบบสุด ๆ

เกมหน้าจะเป็นของจริงที่ อังกฤษ จะต้องรับมือเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลก 2018 และจากฟอร์ม 2 นัดที่ผ่านมา นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของ สเตอร์ลิง ในการแจ้งเกิดกับฟุตบอลโลกปีนี้เสียทีก่อนที่จะถูกถอดออกไปและให้โอกาสคนอื่นบ้าง

2. ปานามา มาเพื่อข่มขวัญMatthew Ashton - AMA/GettyImages

อย่างที่เคยบอกไว้แล้วในเกมแรกกับ เบลเยียม ปานามา เพิ่งจะมาฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรก และมาในสถานะที่เป็นรองสุด ๆ รองยิ่งกว่า ซาอุดิอาระเบีย หรือ รัสเซีย ที่มีอันดับฟีฟ่าต่ำกว่าเสียอีก เพราะฉะนั้นแค่ได้ลงเล่นก็ถือว่าน่าประทับใจแล้ว

แต่การมาเล่นแล้วแพ้ไปยับเยินอย่างเดียวมันก็ไม่ได้อะไรน่ะสิ เพราะฉะนั้นทำไมไม่ใส่ให้เต็มที่ไปข้างหนึ่งเลยล่ะ ผลคือทั้งนักเตะเบลเยียมและนักเตะอังกฤษโดนเล่นงานจนสะบักสะบอมไปหมด 

ปานามา โดนใบเหลืองไป 5 ใบ ในเกมแรกพร้อมกับการส่งคู่แข่งลงไปนอนที่พื้นได้หลายครั้ง ส่วนในเกมกับ อังกฤษ พวกเขาได้มาแค่ 3 ใบ แต่กลับข่มขวัญนักเตะ อังกฤษ ได้มากกว่านั้น ทั้งแถมศอกใส่ ลินการ์ด ตั้งแต่เพิ่งเริ่มเกมบ้างล่ะ ตบเข้าไปที่สันคอ แฮร์รี เคน บ้างล่ะ 

ตูนิเซีย คงต้องไปยืมเสื้อเกราะอเมริกันฟุตบอลมาแล้วล่ะมั้งถึงจะเอา ปานามา อยู่

1. จุดอ่อนอยู่ที่ด้านซ้ายMB Media/GettyImages

ปานามา ทำเกมบุกได้น่ากลัวช่วงต้นครึ่งแรก จากนั้นมีอีกประปรายในครึ่งหลัง แต่จุดที่ทำให้พวกเขาบุกขึ้นมาลุ้นเสียวได้ล้วนอยู่ที่ฝั่งซ้ายทั้งหมด

บาร์เซนาส ได้โอกาสลองส่องจากเส้นเขตโทษฝั่งซ้าย แม้บอลอาจจะไม่ตรงกรอบ แต่ พิคฟอร์ด ก็ต้องพุ่งกันสุดตัวทีเดียว จากนั้นโอกาสของ มูรีโญ ก็เกือบจะทำให้ทีมได้ประตูเหมือนกัน แต่ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรต่อไม่ออกเลยลุยใส่ พิคฟอร์ด ไปเลยดื้อ ๆ แบบนั้น 

แอชลีย์ ยัง คือต้นตอของปัญหา การขึ้นเกมบุกของเขานั้นทำได้ดี แต่กลับไม่สามารถลงมาช่วยเกมรับได้อย่างที่ควรเป็น ลองคิดดูว่าถ้าไม่ใช่ เอ็ดการ์ บาร์เซนาส แต่เป็น ดรีส์ เมอร์เทนส์ เรื่องราวคงจะต่างกว่านี้ไปเยอะ และ เซาธ์เกต ต้องรีบลงมือแก้ไขโดยด่วน หากไม่อยากเสี่ยงคว้าที่ 2 ของกลุ่มในเกมสุดท้าย